LOGINคราแรกต้องปลอมเป็นบ่าวชาย ต่อมากลายเป็นนางบำเรอที่ท่านแม่ทัพดันหลงหัวปักหัวปำจนนางหนีไปไหนไม่ได้ (แซ่บเจ้าค่ะ)
View Moreเรือนเก้าท้ายในจวนแม่ทัพเมืองเฟิ่งซีเงียบสงัดยามอรุณ ปลายไผ่โยกไหวแผ่วเบาเพราะสายลมเหนือพัดผ่าน ผ่านเอาปัญหามายังบ้านเล็กหลังหนึ่งของเรือนรับใช้ในจวน
ในเรือนนั้นครอบครัวเซี่ยนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อผ้าฝ้ายเรียบง่าย ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล
“ข้า... ข้าขอโทษจริง ๆ ขอรับท่านพ่อ ท่านแม่...”
เสียงแหบแห้งของบุรุษหนุ่มดังแผ่วในห้อง เขานอนอยู่บนฟูกบาง ผ้าห่มห่มถึงอก ดวงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกระแหง
เซี่ยเทียนหรง พี่ชายฝาแฝดของเทียนอวิ๋นร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือบางของนางกุมชายผ้าไว้แน่น ดวงตากลมโตหม่นเศร้า
เซี่ยป้อเฉียงบิดาของทั้งสองขมวดคิ้วแน่น “เหตุใดเจ้าถึงได้ดื้อด้านถึงเพียงนี้ เจ้าออกไปนอกจวนตอนกลางคืน ทั้งที่รู้ว่าเป็นบ่าวประจำตัวท่านแม่ทัพ”
“ข้าไม่ได้จะเที่ยวขอรับ...” เทียนหรงเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “ข้าแค่... เห็นสาวชาวบ้านถูกพวกนักเลงลากตัวไปตรงตรอกเปลี่ยว ข้าเลย ข้าเลยเข้าไปช่วย ไม่คิดเลยว่าจะโดนพวกมันรุมแทน”
“เฮ้อ...บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แค่เพราะเห็นใจคนอื่น” เสียงของอวี้ซื่อเบาหวิว ข้างตานางมีหยาดน้ำใสคลออยู่ “หากพวกนายท่านรู้เข้า ลูกข้าอาจถูกลงโทษจนไม่เหลือแม้สิทธิ์เป็นบ่าวข้างกาย”
เทียนหรงหลุบตาลงอย่างเจ็บปวด “ขอรับ... ข้ากลัวเหลือเกิน หากท่านแม่ทัพน้อยทราบ ข้าอาจถูกไล่ให้ไปกวาดพื้นข้างหน้าเรือน เจ็บเพียงใดข้ายังทนได้ แต่จะถูกขับออกจากตำแหน่งนี้ ข้ายอมไม่ได้”
เงียบงันชั่วครู่ ก่อนที่เสียงหวานของหญิงสาวจะดังขึ้นเบา ๆ
“ท่านพี่เจ้าคะ... หากข้าปลอมตัวแทนท่านสักสองเดือน ท่านว่ามัน...พอจะได้หรือไม่เจ้าคะ”
เทียนหรงเบิกตาโพลง “เจ้า เจ้าจะไปแทนข้าหรือ”
“ข้าหน้าตาเหมือนท่านอยู่แล้ว แค่ผูกผม เปลี่ยนเสื้อ ลดน้ำเสียงให้ต่ำลงหน่อย หากระวังคำพูดคำจาให้มาก คงไม่มีใครจับได้ง่าย ๆ หรอกเจ้าคะ”
“เทียนอวิ๋น!” มารดาเอ่ยเสียงหลง “ลูกเป็นหญิง หากถูกจับได้ขึ้นมา จะทำอย่างไร”
เทียนอวิ๋นเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเฉียบแต่แน่วแน่ผุดขึ้นบนใบหน้าขาวนวล “ข้าจะระวังเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องกลุ้ม และท่านพี่ก็ป่วยถึงเพียงนี้ ข้ายินดีเจ้าคะ”
บิดาถอนหายใจยาว สีหน้าเคร่งเครียดคล้ายจะค้าน แต่สุดท้ายก็เพียงพยักหน้าเงียบ ๆ พลางลูบศีรษะลูกสาวแผ่วเบา
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามรอจนบ่าวไพร่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้เริ่มแยกย้ายไปพักผ่อนหลังจากทำงานของตนเอสร็จสิ้น
ภายในเรือนเก้าท้ายของบ่าวรับใช้ของครอบครัวเซี่ยเงียบงันอย่างน่าอึดอัด ทุกคนต่างยอมรับในสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้
เทียนอวิ๋นเดินเข้าไปหลังฉากกั้นที่เตรียมไว้ตั้งแต่หัวค่ำ นางหอบห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ด้านในบรรจุเสื้อบ่าวชายของท่านแม่ทัพน้อย ซึ่งพี่ชายของนางสวมประจำ ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว นางถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ คลายสายคาดอกผืนใหญ่ที่มารดาเตรียมให้ไว้
“ข้าเองก็มิเคยคิดเลย ว่าต้องมารัดอกเช่นนี้...” เสียงพึมพำเบาราวสายลม
ทรวงอกของนาง แม้มิได้ใหญ่โตจนสะดุดตา ทว่าเมื่อเทียบกับสตรีทั่วไปแล้วก็นับว่ามีทรวดทรงที่กลมกลึงชัดเจนเกินกว่าจะปลอมเป็นบุรุษโดยไม่ต้องปกปิด นางจึงต้องค่อย ๆ ใช้ผ้าหลายชั้นรัดแน่นแนบลำตัว จนก้อนเนื้อนุ่มนิ่มแนบชิดกับอก นางเม้มริมฝีปากเมื่อรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ถนัด แต่ก็ไม่ปริปากบ่นอีกต่อไป
เมื่อนางเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อยจึงค่อย ๆ ก้าวออกมาในชุดบ่าวชายเต็มตัว
เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีกรมเข้ม แขนเสื้อยาวพอเหมาะกับรูปร่าง และขากางเกงทรงตรงที่ปิดถึงข้อเท้า เมื่อมองจากด้านหลังแล้วยากจะบอกได้ว่าสตรีใดแฝงอยู่ภายใต้ผ้าทั้งหลายนี้
เส้นผมที่เคยนุ่มสลวยถูกรวบขึ้นด้วยเชือกเส้นเล็ก ขมวดเป็นมวยเรียบง่ายตามแบบบุรุษ ปล่อยไรผมลงเล็กน้อยให้ปิดกรอบหน้าเพื่อลดความอ่อนหวานของใบหน้า
นางก้มมองตนเองครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชายที่นอนซมอยู่บนเตียง
“ท่านพี่เจ้าคะ ดูแล้วข้าแล้วเหมือนท่านหรือไม่” น้ำเสียงของนางต่ำลงหนึ่งระดับ หวังให้ฟังคล้ายพี่ชายมากที่สุด
เทียนหรงนอนบนเตียงคนป่วยมองน้องสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตาอย่างตะลึง “เหมือน เหมือนมากเลยเทียนอวิ๋น หากข้าไม่ล้มป่วยอยู่บนเตียง คงนึกว่าเจ้าคือเงาของข้าเสียแล้ว”
บิดาและมารดาก็มองบุตรสาวด้วยสายตาซับซ้อน ดวงตาทั้งคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย ทว่าก็อดภูมิใจในความเสียสละของบุตรสาวไม่ได้
“จากนี้... ทุกอากัปกิริยา ทุกถ้อยคำพูด เจ้าต้องระวังให้ดี” เซี่ยป้อเฉียงกล่าวเสียงเครียด “แม้เจ้าจะหน้าเหมือนพี่ชายราวกับเงา แต่หากทำอะไรผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย คนในจวนแม่ทัพล้วนหูตาไวทั้งนั้น”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” เทียนอวิ๋นตอบรับเรียบ ๆ ก่อนจะโค้งศีรษะให้ทุกคน แล้วหมุนตัวไปทางประตู
คืนนี้เอง... นางจะก้าวออกจากเรือนในฐานะ ‘เซี่ยเทียนหรง’ บ่าวชายประจำตัวของซ่งเหวินจิ่น ท่านแม่ทัพน้อยผู้มีนามสะท้านแดนเหนือ
บทที่ห้าสายรัดอก🔥🥵18+แม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออกเมื่อสักครู่ยังเปื้อนไหลออกาจากขอบริมฝีปากของนาง ราวกับมุกขุ่นที่กลิ้งอยู่บนกลีบบุปผาแดงมือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นไปแตะใบหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบงัน นิ้วโป้งหยาบกร้านแตะมุมปาก ก่อนจะลากผ่านแนวแก้มอ่อนนุ่ม เนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลนางมิได้หลบหนี มิได้ผละออก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ปิดลงช้า ๆ ราวกับยินยอมให้เขาใช้ปลายนิ้ววาดรอยไว้บนใบหน้านิ้วโป้งลูบผ่านคางมน แล้ววนขึ้นอีกครั้งตรงรอยเปื้อนของหยาดพิรุณที่ยังค้างอยู่ มือนั้นเคลื่อนไปตามแนวกราม เหมือนศิลปินผู้กำลังลบสีเกินบนผืนผ้าไหมด้วยความอ่อนโยนแต่ในใจเขานั้นหาได้ต้องการลบออกไม่ หากกลับอยาก นางจำไว้ว่าระหว่างเขากับนาง เคยใกล้ชิดกันเพียงนี้ทุกสัมผัสนั้นดูเหมือนจะอ่อนโยน หากแฝงแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดจนใกล้ระเบิดเต็มทีเสียแล้วมืออีกข้างวางลงบ
บทที่สี่ช่วยข้าด้วย 🔥🥵18+มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนีเทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้นนางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้นภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกายร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุมันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้นมันลึกซึ้งยากจะอธิบายมือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา ค
บทที่สามข้าหิวน้ำ 🔥18+ไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นอันใดไปดังนั้น เทียนอวิ๋นยื่นผ้าเย็นแตะหน้าผากของซ่งเหวินจิ่นอย่างเบามือ ทว่าขณะกำลังจะชักมือกลับ นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดสายตาคมดุของชายหนุ่มที่ควรจะหลับหรือมึนเบลอในห้วงมึนเมากลับกำลังจ้องมาทางนางแน่วนิ่งดวงตาคู่นั้นฉ่ำเยิ้ม เคลิบเคลิ้ม ปลายหางตาปริ่มน้ำเล็กน้อยจนน่าสงสัย ทั้งยังฉายแวววูบไหวอย่างประหลาด คล้ายร่างกายตนเองกำลังร้อนรุ่ม คล้ายกำลังปรารถนาบางสิ่งอย่างแรงกล้า“ท่านแม่ทัพ...” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างระวัง “ท่านเป็นอันใดหรือขอรับ”สายตานั้นยังคงจับอยู่ที่นางไม่ละไป ซ่งเหวินจิ่นขยับกายเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลดกระดุมบนคอเสื้อออก“ข้าร้อน...”เสียงของเขาแหบพร่า ดวงหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งบัดนี้แดงระเรื่อราวถูกเปลวไฟแผดเผา ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม“ข้ารู้สึกแปลกประหลาดนัก...” เขากล่าวต่อแผ่วเบา ขณะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและแดงจัดจนผิดปกติเทียนอวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้ามองตรง ๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาม่านมืด หากดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ“หรื
บทที่สองคณิกาคิดปีนเตียงเสียงหัวเราะเริงร่าดังลั่นอยู่ภายในห้องรับรองชั้นบนของหอเมฆหยก เมื่อสุราไหที่สี่เริ่มพร่องลง ถ้อยคำที่เคยกล่าวอย่างขรึมขลังของเหล่าคุณชายก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวรื่นรมย์ ปนหยอกล้อเร่าร้อนที่ต่างผลัดกันนำมาคุย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเมื่อคืนก่อนเรือนใต้ของหอเมฆหยกเพิ่งได้สาวใหม่เข้ามา ทั้งผิวเนียนทั้งเสียงนุ่ม” คุณชายไป๋จิ่นโหวเอ่ยพลางยักคิ้วให้เพื่อน สร้างเสียงโห่ฮาขึ้นอีกระลอก“โธ่ ไอ้ไป๋ เรื่องพรรค์นี้ เจ้าจำแม่นเสียยิ่งกว่าเลขบันทึกภาษีเสียอีก” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางแกล้งทักพร้อมเทสุราลงจอกให้เพื่อนข้าง ๆจากนั้นเขาก็หันไปยิ้มอย่างภูมิใจ เอ่ยเสียงดัง “คืนนี้พวกเจ้าทุกคนอย่าได้กังวลเรื่องกลับจวนให้เมื่อยล้า ข้าจองห้องพักให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว มีฉลากชัดเจนบนประตู ใครเมาก็คลานเข้าไปนอนได้เลย!”“โห ไม่เมาไม่หยุดใช่หรือไม่”“ใช่สิ ไม่ได้รวมตัวเช่นนี้นานแล้ว!” เสียงโห่ร้องดังสนั่นจนม่านห้องสะบัดไหวเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องยังเงียบงัน นางจับจ้องเพียงผู้เป็นนายอย่างเงียบ ๆ ไม่ก้าวออกนอกเส้นเงาของตนเองแม้ครึ่งก้าวเบื้องหน้านางคณิกาสวมชุดแพรโปร่งบางนั่