Beranda / ระบบ / ซูเมี่ยวจิน / หมู่บ้านเติ้ง

Share

หมู่บ้านเติ้ง

Penulis: 橙花
last update Terakhir Diperbarui: 2025-10-07 08:08:02

ฉางเล่ยใช้เวลาแบกซูเมี่ยวจินกลับมาถึงหน้าหมู่บ้านเติ้งเกือบสองชั่วโมง เพราะสภาพภูมิประเทศที่ลาดชัน ทำให้เขาไม่กล้าเดินเร็วนักจนเกิดอุบัติเหตุและทำให้หญิงสาวบนหลังต้องถูกกระทบกระเทือนมากนัก

ชาวบ้านที่นั่งคุยกันใต้ร่มไม้หน้าหมู่บ้านเห็นฉางเล่ยแบกหญิงสาวแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านจึงพากันมองพวกเขาเป็นตาเดียวกัน

“ฉางเล่ย! แกแบกผู้หญิงที่ไหนมาน่ะ หรือเอามาเป็นเจ้าสาวกันล่ะ ฮ่า ฮ่า” แม่เฒ่าฮัวจอมปากมากของหมู่บ้านเอ่ยล้อเลียนฉางเล่ยที่อายุเกือบ 30 แล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน

“นั่นสิ ๆ ผู้หญิงคนนี้หน้าตาไม่เลว ถึงบ้านฉางจะจนก็น่าจะพอเลี้ยงดูได้อยู่” ป้าซิงที่เป็นพวกเดียวกันกับแม่เฒ่าฮัวพูดขึ้นมาบ้างเมื่อมองเห็นใบหน้าของซูเมี่ยวจิน

“พวกคุณอย่าพูดให้เธอเสียหายสิครับ เธอบาดเจ็บอยู่บนภูเขา ผมช่วยเธอลงมาเท่านั้น ไม่ได้คิดเรื่องไม่ดีอย่างที่พวกคุณว่าสักนิด” ฉางเล่ยขมวดคิ้วมุ่น คำพูดของคนแก่พวกนี้ช่างระคายหูสุภาพบุรุษอย่างเขาจริง ๆ

“เพ้ย! ทำเป็นพูดดีไปเถอะฉางเล่ย คนอย่างแกจะมีใครเขาเอาทำผัวกันเล่า บ้านก็จนถึงขนาดนั้นน่ะ” ป้าฟางพูดด้วยความหมั่นไส้ฉางเล่ยที่ป่านนี้ยังทำเป็นปากแข็งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองกำลังจะขึ้นคานอยู่มะรอมมะร่อ

“ป้าฟางพูดถูก ถ้าแกยังไม่ขอผู้หญิงคนนี้แต่งงาน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะมีเมียเลย”

เสียงซุบซิบนินทาที่ดังไปทั่วบริเวณหน้าหมู่บ้าน ทำให้หลายคนที่กำลังเดินกลับบ้านหลังจากทำงานแลกแต้มต่างมามุงดูฉางเล่ยกับผู้หญิงแปลกหน้าบนหลังเขา หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฉางเล่ยน่าจะได้เมียแน่

“พวกคุณเลิกพูดได้แล้ว ผมจะพาเธอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แล้วก็ขอความกรุณาอย่าพูดเรื่องอกุศลแบบนี้ให้ผมได้ยินอีก ไม่อย่างนั้นผมจะฟ้องผู้ใหญ่บ้าน” ฉางเล่ยมองกราดไปยังคนในหมู่บ้านที่พูดถึงเขากับซูเมี่ยวจินอย่างเอาเรื่อง

“เชอะ! แค่พูดความจริงเข้าหน่อยทำเป็นรับไม่ได้ จะกลับบ้านก็รีบไปเลยไป” แม่เฒ่าฮัวเห็นท่าทางเอาจริงของฉางเล่ยจึงไม่อยากให้เรื่องลามไปถึงหูผู้ใหญ่บ้าน

“ขอโทษด้วยนะครับคุณซู ชาวบ้านพวกนี้ความคิดตื้นเขิน ทำให้คุณต้องเสียชื่อเสียงเพราะผมแล้ว ผมจะรีบพาคุณกลับบ้านก่อน” ฉางเล่ยเอ่ยเบา ๆ และเร่งฝีเท้ากลับบ้าน

“อืม… ไม่ใช่ความผิดของคุณ” ซูเมี่ยวจินเอ่ยเบา ๆ ข้างหูของฉางเล่ย ทั้งที่ในใจของเธอนั้นมีเสียงระบบเร่งให้เธอรีบจีบผู้ชายที่กำลังแบกเธออยู่จะได้ใช้ประโยชน์จากระบบเพื่อทำให้ครอบครัวสามีเธอร่ำรวยขึ้นเสียที

[หุบปาก! ฉันรำคาญแกเต็มทนแล้วนะเจ้าระบบ หัดดูความเป็นจริงก่อนจะสั่งให้ฉันขอผู้ชายแต่งงานเสียบ้างสิ คนเพิ่งเจอกันแท้ ๆ]

[เจ้านายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ คุณก็ได้ยินแล้วว่าชาวบ้านดูถูกเขายังไง ผมแค่หวังดีอยากให้คุณใช้ประโยชน์จากระบบของผมได้เร็ว ๆ เท่านั้นเอง]

[ชิ! รอไปก่อนเถอะน่า ถึงเวลาเมื่อไหร่ฉันจะพูดเรื่องแต่งงานกับเขาเอง]

[ครับ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมจะรอเจ้านายเปิดใช้งานต่อไปนะครับ]

ซูเมี่ยวจินได้แต่ทอดถอนหายใจยาวเมื่อเสียงของระบบเงียบเสียที เธอล่ะไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงได้มีระบบที่บ้าบอมากขนาดนี้หลังจากเธอบาดเจ็บสาหัส

ฉางเล่ยเดินมาถึงหน้าประตูรั้วไม้เก่าคร่ำคร่า เขาค่อย ๆ เปิดประตูแล้วเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่าพ่อกับแม่กลับจากทำงานแลกแต้มกันหรือยัง แต่เมื่อเห็นว่าประตูในบ้านยังปิดอยู่ เขาจึงรู้ว่าพ่อกับแม่ยังไม่กลับมา

“คุณนั่งรอที่แคร่หน้าบ้านก่อนนะครับ พ่อกับแม่ผมคงกำลังกลับมา ผมไม่มีกุญแจ”

ฉางเล่ยวางร่างของซูเมี่ยวจินให้นั่งลงบนแคร่ไม้ในบ้านเบา ๆ เพราะกลัวว่าเธอจะยังเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บ

“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยฉัน” ซูเมี่ยวจินพยายามยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร แต่ด้วยสายตาอันดุร้ายที่เคยชิน ทำให้รอยยิ้มนี้ดูน่ากลัวจนฉางเล่ยหดคอและยิ้มแหยกลับมา

“คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ผมเอาเหยื่อไปทำความสะอาดที่หลังบ้านก่อน”

“คุณไปเถอะ ฉันจะรอพ่อแม่คุณที่นี่เอง” ซูเมี่ยวจินพยักหน้าให้เขารีบไป

ฉางเล่ยยกตะกร้าเหยื่อเดินลับหายไปที่ด้านข้างบ้านหลังเล็กตรงหน้าของซูเมี่ยวจินในเวลาไม่นาน เธอมองสำรวจบ้านที่หลังจากนี้จะต้องขออาศัยอยู่ก็ได้แต่นึกถึงคำพูดของชาวบ้านว่าบ้านฉางยากจน นับว่าพวกชาวบ้านกล่าวไม่เกินจริงเลย ลักษณะของบ้านหลังเล็กตรงหน้าทำจากดินเหนียว ต่างจากบ้านอื่นที่ทำจากไม้บ้าง ปูนบ้างซึ่งเธอสังเกตระหว่างทางมาที่บ้านหลังนี้ ตอนนี้ซูเมี่ยวจินไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมระบบนั่นจึงเร่งรีบให้เธอแต่งงานกับเขาเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้

20 นาทีต่อมา พ่อแม่ของฉางเล่ยก็กลับมาถึงบ้าน พวกเขามองหญิงสาวร่างบางที่นั่งบนแคร่หน้าบ้านพวกเขาอย่างแปลกใจ ถึงแม้จะได้ยินพวกชาวบ้านพูดถึงเรื่องลูกสะใภ้ที่ลูกชายพามาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่พวกเขาที่เป็นคนซื่อสัตย์ย่อมไม่คิดว่าลูกชายจะทำเรื่องอย่างที่ชาวบ้านว่าได้

“เอ่อ คุณหนูใช่คนที่ลูกชายเราช่วยไว้หรือเปล่าจ๊ะ” หลิวเอ้อหลิงถามขึ้นอย่างคนขาดความมั่นใจ

“ใช่ค่ะคุณป้า ต้องขอบคุณฉางเล่ยที่ช่วยฉันเอาไว้ค่ะ หลังจากนี้ต้องรบกวนคุณลุงคุณป้าด้วยนะคะ” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางตอบกลับอย่างสุภาพ

“โอ้! แม่หนูบาดเจ็บมาหรือเปล่า ลุงได้ยินชาวบ้านบอกว่าอาเล่ยต้องแบกแม่หนูกลับมาเลยนะ” ฉางชิงหยูยิ้มถามด้วยใบหน้าซื่อ ๆ ไม่ต่างจากลูกชาย

“ใช่ค่ะคุณลุง รอให้หนูหายดีก่อน หนูจะช่วยงานตอบแทนบุญคุณพวกคุณนะคะ”

“ไม่เป็นไร ๆ ว่าแต่แม่หนูบาดเจ็บหนักมากไหม? ต้องหาหมอหรือเปล่า” หลิวเอ้อหลิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล พวกเขาไม่มีเงินมากพอจะพาหญิงสาวตรงหน้าไปหาหมอในเมืองที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปถึงห้ากิโลเมตร

“ไม่ต้องค่ะคุณป้า แค่พักผ่อนอีกสักหลายวันก็น่าจะหายดีค่ะ” ซูเมี่ยวจินเข้าใจถึงความลำบากของครอบครัวฉางดี เธอจึงคิดจะรักษาร่างกายตัวเองแทน

“พ่อ แม่! รีบเปิดประตูบ้านเถอะครับ แม่ช่วยหาเสื้อผ้ามาให้เธอเปลี่ยนด้วยนะครับ ผมกลัวเธอจะเป็นไข้ หลังแช่น้ำมานาน” ฉางเล่ยเดินออกมาเห็นพ่อกับแม่กำลังคุยกับซูเมี่ยวจินอยู่จึงรีบเอ่ยบอกทันที

“ได้ ๆ รอเดี๋ยวนะ พ่อจะเปิดเดี๋ยวนี้แหละ” ฉางชิงหยูรีบวางจอบลงและเดินไปเปิดประตูบ้านหลังเล็กตามที่ลูกชายร้องขอ

“ฉางเล่ย ให้แม่ช่วยพยุงคุณหนูคนนี้แทนดีไหม แม่ไม่อยากให้ชาวบ้านเอาไปลือจนเธอเสียหายอีก” หลิวเอ้อหลิงที่เห็นลูกชายกำลังจะอุ้มซูเมี่ยวจินขึ้นมารีบเอ่ยบอก

“อ่า… คุณพอจะเดินเองไหวไหม?” ฉางเล่ยก้มหน้าถามซูเมี่ยวจิน

“ยังไม่ไหวค่ะ รบกวนคุณอุ้มฉันเข้าไปด้านในหน่อยเถอะนะคะ เรื่องชื่อเสียงอะไรนั่นก็ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ เราห้ามปากคนพูดไม่ได้อยู่แล้ว” ซูเมี่ยวจินที่ยังไม่อยากขยับตัวมากนักด้วยกลัวแผลที่เพิ่งหายจะเปิดขึ้นมากล่าว

“เอ่อ… จะดีหรือคุณหนู?” หลิวเอ้อหลิงยังกังวล

“ดีสิคะคุณป้า หนูเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ คุณป้าไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงพวกนั้นหรอกนะคะ หรือถ้าคนอื่นต่อว่าฉางเล่ย หนูจะออกหน้าให้เขาเองค่ะ” ซูเมี่ยวจินยืนยันในสิ่งที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าแม่ของฉางเล่ยกลัวอะไร

“แม่! อย่าพูดมากเลยน่า ในเมื่อคุณหนูไม่รังเกียจฉางเล่ย ก็ปล่อยให้เขาดูแลเธอเถอะ” ฉางชิงหยูเดินกลับมาบอกภรรยาที่ยืนกังวลอยู่หน้าบ้าน

“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ” ฉางเล่ยเอ่ยก่อนจะอุ้มร่างบางของซูเมี่ยวจินขึ้นอีกครั้ง

“รีบพาเธอเข้าไปในห้องของลูกก่อนเถอะ แม่จะไปเอาเสื้อผ้าของน้องมาให้”

หลิวเอ้อหลิงร้องบอกลูกชาย ก่อนจะเดินไปห้องลูกสาวที่ยังไม่กลับจากโรงเรียนในเมืองเพื่อนำเสื้อผ้าสะอาดมาให้แขกเปลี่ยน ตอนนี้เธอไม่อยากเรื่องมากอีกในเมื่อซูเมี่ยวจินเป็นคนเอ่ยปากอนุญาตให้ลูกชายเธอแตะเนื้อต้องตัวได้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเมี่ยวจิน   ครอบครัว

    เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ

  • ซูเมี่ยวจิน   สำเร็จ

    ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&

  • ซูเมี่ยวจิน   ออกไปเติบโต

    สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน

  • ซูเมี่ยวจิน   แบ่งหุ้นบริษัท

    ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม

  • ซูเมี่ยวจิน   ส่งเด็ก ๆ

    วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ

  • ซูเมี่ยวจิน   ร่ำรวย

    เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status