เข้าสู่ระบบฉางเล่ยใช้เวลาแบกซูเมี่ยวจินกลับมาถึงหน้าหมู่บ้านเติ้งเกือบสองชั่วโมง เพราะสภาพภูมิประเทศที่ลาดชัน ทำให้เขาไม่กล้าเดินเร็วนักจนเกิดอุบัติเหตุและทำให้หญิงสาวบนหลังต้องถูกกระทบกระเทือนมากนัก
ชาวบ้านที่นั่งคุยกันใต้ร่มไม้หน้าหมู่บ้านเห็นฉางเล่ยแบกหญิงสาวแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านจึงพากันมองพวกเขาเป็นตาเดียวกัน
“ฉางเล่ย! แกแบกผู้หญิงที่ไหนมาน่ะ หรือเอามาเป็นเจ้าสาวกันล่ะ ฮ่า ฮ่า” แม่เฒ่าฮัวจอมปากมากของหมู่บ้านเอ่ยล้อเลียนฉางเล่ยที่อายุเกือบ 30 แล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน
“นั่นสิ ๆ ผู้หญิงคนนี้หน้าตาไม่เลว ถึงบ้านฉางจะจนก็น่าจะพอเลี้ยงดูได้อยู่” ป้าซิงที่เป็นพวกเดียวกันกับแม่เฒ่าฮัวพูดขึ้นมาบ้างเมื่อมองเห็นใบหน้าของซูเมี่ยวจิน
“พวกคุณอย่าพูดให้เธอเสียหายสิครับ เธอบาดเจ็บอยู่บนภูเขา ผมช่วยเธอลงมาเท่านั้น ไม่ได้คิดเรื่องไม่ดีอย่างที่พวกคุณว่าสักนิด” ฉางเล่ยขมวดคิ้วมุ่น คำพูดของคนแก่พวกนี้ช่างระคายหูสุภาพบุรุษอย่างเขาจริง ๆ
“เพ้ย! ทำเป็นพูดดีไปเถอะฉางเล่ย คนอย่างแกจะมีใครเขาเอาทำผัวกันเล่า บ้านก็จนถึงขนาดนั้นน่ะ” ป้าฟางพูดด้วยความหมั่นไส้ฉางเล่ยที่ป่านนี้ยังทำเป็นปากแข็งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองกำลังจะขึ้นคานอยู่มะรอมมะร่อ
“ป้าฟางพูดถูก ถ้าแกยังไม่ขอผู้หญิงคนนี้แต่งงาน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะมีเมียเลย”
เสียงซุบซิบนินทาที่ดังไปทั่วบริเวณหน้าหมู่บ้าน ทำให้หลายคนที่กำลังเดินกลับบ้านหลังจากทำงานแลกแต้มต่างมามุงดูฉางเล่ยกับผู้หญิงแปลกหน้าบนหลังเขา หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฉางเล่ยน่าจะได้เมียแน่
“พวกคุณเลิกพูดได้แล้ว ผมจะพาเธอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แล้วก็ขอความกรุณาอย่าพูดเรื่องอกุศลแบบนี้ให้ผมได้ยินอีก ไม่อย่างนั้นผมจะฟ้องผู้ใหญ่บ้าน” ฉางเล่ยมองกราดไปยังคนในหมู่บ้านที่พูดถึงเขากับซูเมี่ยวจินอย่างเอาเรื่อง
“เชอะ! แค่พูดความจริงเข้าหน่อยทำเป็นรับไม่ได้ จะกลับบ้านก็รีบไปเลยไป” แม่เฒ่าฮัวเห็นท่าทางเอาจริงของฉางเล่ยจึงไม่อยากให้เรื่องลามไปถึงหูผู้ใหญ่บ้าน
“ขอโทษด้วยนะครับคุณซู ชาวบ้านพวกนี้ความคิดตื้นเขิน ทำให้คุณต้องเสียชื่อเสียงเพราะผมแล้ว ผมจะรีบพาคุณกลับบ้านก่อน” ฉางเล่ยเอ่ยเบา ๆ และเร่งฝีเท้ากลับบ้าน
“อืม… ไม่ใช่ความผิดของคุณ” ซูเมี่ยวจินเอ่ยเบา ๆ ข้างหูของฉางเล่ย ทั้งที่ในใจของเธอนั้นมีเสียงระบบเร่งให้เธอรีบจีบผู้ชายที่กำลังแบกเธออยู่จะได้ใช้ประโยชน์จากระบบเพื่อทำให้ครอบครัวสามีเธอร่ำรวยขึ้นเสียที
[หุบปาก! ฉันรำคาญแกเต็มทนแล้วนะเจ้าระบบ หัดดูความเป็นจริงก่อนจะสั่งให้ฉันขอผู้ชายแต่งงานเสียบ้างสิ คนเพิ่งเจอกันแท้ ๆ]
[เจ้านายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ คุณก็ได้ยินแล้วว่าชาวบ้านดูถูกเขายังไง ผมแค่หวังดีอยากให้คุณใช้ประโยชน์จากระบบของผมได้เร็ว ๆ เท่านั้นเอง]
[ชิ! รอไปก่อนเถอะน่า ถึงเวลาเมื่อไหร่ฉันจะพูดเรื่องแต่งงานกับเขาเอง]
[ครับ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมจะรอเจ้านายเปิดใช้งานต่อไปนะครับ]
ซูเมี่ยวจินได้แต่ทอดถอนหายใจยาวเมื่อเสียงของระบบเงียบเสียที เธอล่ะไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงได้มีระบบที่บ้าบอมากขนาดนี้หลังจากเธอบาดเจ็บสาหัส
ฉางเล่ยเดินมาถึงหน้าประตูรั้วไม้เก่าคร่ำคร่า เขาค่อย ๆ เปิดประตูแล้วเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่าพ่อกับแม่กลับจากทำงานแลกแต้มกันหรือยัง แต่เมื่อเห็นว่าประตูในบ้านยังปิดอยู่ เขาจึงรู้ว่าพ่อกับแม่ยังไม่กลับมา
“คุณนั่งรอที่แคร่หน้าบ้านก่อนนะครับ พ่อกับแม่ผมคงกำลังกลับมา ผมไม่มีกุญแจ”
ฉางเล่ยวางร่างของซูเมี่ยวจินให้นั่งลงบนแคร่ไม้ในบ้านเบา ๆ เพราะกลัวว่าเธอจะยังเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บ
“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยฉัน” ซูเมี่ยวจินพยายามยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร แต่ด้วยสายตาอันดุร้ายที่เคยชิน ทำให้รอยยิ้มนี้ดูน่ากลัวจนฉางเล่ยหดคอและยิ้มแหยกลับมา
“คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ผมเอาเหยื่อไปทำความสะอาดที่หลังบ้านก่อน”
“คุณไปเถอะ ฉันจะรอพ่อแม่คุณที่นี่เอง” ซูเมี่ยวจินพยักหน้าให้เขารีบไป
ฉางเล่ยยกตะกร้าเหยื่อเดินลับหายไปที่ด้านข้างบ้านหลังเล็กตรงหน้าของซูเมี่ยวจินในเวลาไม่นาน เธอมองสำรวจบ้านที่หลังจากนี้จะต้องขออาศัยอยู่ก็ได้แต่นึกถึงคำพูดของชาวบ้านว่าบ้านฉางยากจน นับว่าพวกชาวบ้านกล่าวไม่เกินจริงเลย ลักษณะของบ้านหลังเล็กตรงหน้าทำจากดินเหนียว ต่างจากบ้านอื่นที่ทำจากไม้บ้าง ปูนบ้างซึ่งเธอสังเกตระหว่างทางมาที่บ้านหลังนี้ ตอนนี้ซูเมี่ยวจินไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมระบบนั่นจึงเร่งรีบให้เธอแต่งงานกับเขาเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้
20 นาทีต่อมา พ่อแม่ของฉางเล่ยก็กลับมาถึงบ้าน พวกเขามองหญิงสาวร่างบางที่นั่งบนแคร่หน้าบ้านพวกเขาอย่างแปลกใจ ถึงแม้จะได้ยินพวกชาวบ้านพูดถึงเรื่องลูกสะใภ้ที่ลูกชายพามาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่พวกเขาที่เป็นคนซื่อสัตย์ย่อมไม่คิดว่าลูกชายจะทำเรื่องอย่างที่ชาวบ้านว่าได้
“เอ่อ คุณหนูใช่คนที่ลูกชายเราช่วยไว้หรือเปล่าจ๊ะ” หลิวเอ้อหลิงถามขึ้นอย่างคนขาดความมั่นใจ
“ใช่ค่ะคุณป้า ต้องขอบคุณฉางเล่ยที่ช่วยฉันเอาไว้ค่ะ หลังจากนี้ต้องรบกวนคุณลุงคุณป้าด้วยนะคะ” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางตอบกลับอย่างสุภาพ
“โอ้! แม่หนูบาดเจ็บมาหรือเปล่า ลุงได้ยินชาวบ้านบอกว่าอาเล่ยต้องแบกแม่หนูกลับมาเลยนะ” ฉางชิงหยูยิ้มถามด้วยใบหน้าซื่อ ๆ ไม่ต่างจากลูกชาย
“ใช่ค่ะคุณลุง รอให้หนูหายดีก่อน หนูจะช่วยงานตอบแทนบุญคุณพวกคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไร ๆ ว่าแต่แม่หนูบาดเจ็บหนักมากไหม? ต้องหาหมอหรือเปล่า” หลิวเอ้อหลิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล พวกเขาไม่มีเงินมากพอจะพาหญิงสาวตรงหน้าไปหาหมอในเมืองที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปถึงห้ากิโลเมตร
“ไม่ต้องค่ะคุณป้า แค่พักผ่อนอีกสักหลายวันก็น่าจะหายดีค่ะ” ซูเมี่ยวจินเข้าใจถึงความลำบากของครอบครัวฉางดี เธอจึงคิดจะรักษาร่างกายตัวเองแทน
“พ่อ แม่! รีบเปิดประตูบ้านเถอะครับ แม่ช่วยหาเสื้อผ้ามาให้เธอเปลี่ยนด้วยนะครับ ผมกลัวเธอจะเป็นไข้ หลังแช่น้ำมานาน” ฉางเล่ยเดินออกมาเห็นพ่อกับแม่กำลังคุยกับซูเมี่ยวจินอยู่จึงรีบเอ่ยบอกทันที
“ได้ ๆ รอเดี๋ยวนะ พ่อจะเปิดเดี๋ยวนี้แหละ” ฉางชิงหยูรีบวางจอบลงและเดินไปเปิดประตูบ้านหลังเล็กตามที่ลูกชายร้องขอ
“ฉางเล่ย ให้แม่ช่วยพยุงคุณหนูคนนี้แทนดีไหม แม่ไม่อยากให้ชาวบ้านเอาไปลือจนเธอเสียหายอีก” หลิวเอ้อหลิงที่เห็นลูกชายกำลังจะอุ้มซูเมี่ยวจินขึ้นมารีบเอ่ยบอก
“อ่า… คุณพอจะเดินเองไหวไหม?” ฉางเล่ยก้มหน้าถามซูเมี่ยวจิน
“ยังไม่ไหวค่ะ รบกวนคุณอุ้มฉันเข้าไปด้านในหน่อยเถอะนะคะ เรื่องชื่อเสียงอะไรนั่นก็ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ เราห้ามปากคนพูดไม่ได้อยู่แล้ว” ซูเมี่ยวจินที่ยังไม่อยากขยับตัวมากนักด้วยกลัวแผลที่เพิ่งหายจะเปิดขึ้นมากล่าว
“เอ่อ… จะดีหรือคุณหนู?” หลิวเอ้อหลิงยังกังวล
“ดีสิคะคุณป้า หนูเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ คุณป้าไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงพวกนั้นหรอกนะคะ หรือถ้าคนอื่นต่อว่าฉางเล่ย หนูจะออกหน้าให้เขาเองค่ะ” ซูเมี่ยวจินยืนยันในสิ่งที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าแม่ของฉางเล่ยกลัวอะไร
“แม่! อย่าพูดมากเลยน่า ในเมื่อคุณหนูไม่รังเกียจฉางเล่ย ก็ปล่อยให้เขาดูแลเธอเถอะ” ฉางชิงหยูเดินกลับมาบอกภรรยาที่ยืนกังวลอยู่หน้าบ้าน
“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ” ฉางเล่ยเอ่ยก่อนจะอุ้มร่างบางของซูเมี่ยวจินขึ้นอีกครั้ง
“รีบพาเธอเข้าไปในห้องของลูกก่อนเถอะ แม่จะไปเอาเสื้อผ้าของน้องมาให้”
หลิวเอ้อหลิงร้องบอกลูกชาย ก่อนจะเดินไปห้องลูกสาวที่ยังไม่กลับจากโรงเรียนในเมืองเพื่อนำเสื้อผ้าสะอาดมาให้แขกเปลี่ยน ตอนนี้เธอไม่อยากเรื่องมากอีกในเมื่อซูเมี่ยวจินเป็นคนเอ่ยปากอนุญาตให้ลูกชายเธอแตะเนื้อต้องตัวได้
เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ
ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&
สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน
ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม
วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ
เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง






