로그인จากนักล้มเหลวมืออาชีพ… สู่จักรพรรดินีแห่งแคว้นเทียนหลิว! อันจือเซี่ย สาววัย 24 ที่ชีวิตเรียบง่าย ทำงานพาร์ทไทม์กลางวัน กลางคืนแต่งเรื่องในโลกออนไลน์ แต่ผลงานมักถูกปฏิเสธ และพ่อแม่ก็ไม่เห็นคุณค่า วันหนึ่งอุบัติเหตุทำให้เธอฟื้นขึ้นมาในโลกแฟนตาซีของเกม “สยบสัตว์อสูร” ร่างใหม่ของเธอคือ องค์หญิงจือเซี่ย ตัวประกอบเลเวลต่ำ ตำหนักทรุดโทรม และแทบไม่มีใครสนใจ แต่โชคชะตาให้เธอได้พบ เฟิงเซียว พ่อบ้านอดีตบัณฑิตผู้หยิ่งยโส และสัตว์อสูรระดับ S–SS+ สี่ตัวที่จะช่วยเพิ่มพลังปราณและท้าทายทุกขีดจำกัดของเธอ เธอต้องสยบสัตว์อสูร ทำพันธะสัญญา และประลองความสามารถกับองค์หญิงอื่น ๆ เพื่อชิง ตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งแคว้นเทียนหลิว… ชีวิตธรรมดาได้จบลงแล้ว โลกนี้คือเวทีใหม่ของความรัก ความลึกลับ และพลังเหนือจินตนาการ
더 보기แสงสว่างวาบปะทะสายตาจนต้องยกมือขึ้นป้องแสงนั้นไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่รู้สึกเหมือนร่างถูกกระแทกอย่างแรงจนลอยขึ้นที่สูงก่อนจะร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทว่าฉันกลับรู้สึกเหมือนวูบตกจากที่สูงลงสู่ห้วงดำมืดอนธการ
เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกร่วงหล่นจากที่สูง
ทุกครั้ง
ฉันภาวนาให้มีมือคู่หนึ่ง ไม่สิ แค่มือข้างหนึ่งยื่นมาจับมือฉันไว้ ไม่ว่าเจ้าของมือข้างนั้นจะเป็นใคร ฉันสัญญาและสาบานว่าจะตอบแทนด้วยการปกป้องเช่นกัน
จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกจับมือไว้
มีคนจับมือเธอจริงๆ
“องค์หญิง”
“???”
ดวงตางดงามแต่เหม่อลอยจับจ้องไปยังภาพที่เห็นเบื้องหน้า ชายหนุ่มแปลกหน้าที่มั่นใจว่าไม่เคยพบกันมาก่อน เป็นผู้ชายที่ดวงตาสวยมากและยังมีไฝเม็ดเล็กๆ สีแดงที่หางตาข้างขวา
“องค์หญิงได้สติแล้วหรือพ่ะย่ะคะ”
“หือ?”
หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ เลื่อนสายตามองมือของตนที่บีบกระชับมือของอีกฝ่ายแน่น ทำให้รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ฝันไป มีคนจับมือเธอไว้จริงๆ
เอ๊ะ! แล้วใครกันละเนี้ย
อันจือเซี่ยตั้งสติ เธอหลับตาลงอีกครั้งเพราะคิดว่านี่คงเป็นแค่ความฝัน ใช่สิ มันก็ต้องใช่อยู่แล้ว นี่มันปีค.ศ.อะไรแล้ว จะมีองค์หญิงที่ไหนกันเล่า แล้วที่สำคัญเธอคืออันจือเซี่ย-นักล้มเหลวมืออาชีพ ที่เรียนจบวิทยาลัยชุมชนแล้วก็ทำงานเป็นแค่พนักงานในร้านสะดวกซื้อที่เพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไปส่งของให้ลูกค้านี่นะ แล้วขากลับก็...ก็....เหมือนเธอจะวูบไปใช่ไหม แสงสว่างวาบปะทะเข้าใบหน้าพอดีเหมือนว่า...รถของเธอจะเสียหลักนี่นะ
อ่า...เธอหลุดมาอยู่ในเกมเพราะเหตุนี้เองเหรอ
“องค์หญิง?”
เสียงนั้นชัดเจนจนอันจือเซี่ยสะดุ้ง เมื่อลืมตาอีกครั้งชายผู้นั้นก็ยังอยู่ คราวนี้เธอยื่นมือไปแตะใบหน้าของเขาเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ใช่แค่ฝัน แต่ชายผู้นั้นผงะเอนกายไปด้านหลังเป็นการหลบที่แทบมองไม่ออก แต่ปลายนิ้วของเธอยังสัมผัสผิวแก้มเนียนเย็นเหมือนสัมผัสหยกเนื้อดี เขาสวมชุดแบบผู้ชายจีนโบราณและยังมีเส้นผมยาวสีดำที่รวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบ แม้ใบหน้าเย็นชาแต่แววตามีรอยงุนงงฉายชัด เธอชักมือกลับแล้วก้มมองมือตนเองที่มีนิ้วเรียวงามอย่างที่เคยใฝ่ฝัน เธอพยายามยันกายขึ้นจากเตียงแต่รู้สึกว่าร่างทั้งร่างหนักเกินกว่าจะขยับได้เอง แต่ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นฝ่ายสืบเท้าเข้ามาประคองให้นางนั่งเอนหลังพิงหัวเตียงได้สำเร็จ ผิวกายสัมผัสไอเย็นทำให้ก้มมองร่างกายตนเองแล้วพบว่า บนร่างสวมเพียงเสื้อคลุมสีแดงบางเบาและสาบเสื้อที่คลายออกจนเห็นเนิ่นอกที่ไร้สิ่งใดปกปิด
“ว้าย!”
เสียงร้องตกใจยิ่งทำให้ ชายหนุ่มมีสีหน้างุนงง และยิ่งเห็นอีกฝ่ายคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมมิดชิดก็ยิ่งประหลาดใจ แต่กระนั้นก็ไม่ปักใจเชื่อท่าทางเหล่านี้ เขาติดตามองค์หญิงจือเซี่ยมาหลายปีรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของผู้เป็นนายอย่างดียิ่ง เรียกได้ว่าเป็นพยาธิในท้องนางก็ว่าได้ ไม่ว่านางจะเสแสร้งเล่นละครอย่างไรก็ไม่มีวันตบตาเขาได้
แต่ครั้งนี้ นางดูแปลกไปจริงๆ
อันจือเซี่ยห่อตัวเองด้วยผ้าห่มจนเหมือนบะจ่างลูกหนึ่ง คราวนี้เธอกวาดตามองโดยรอบแล้วพบว่านี่เป็นห้องนอนเป็นจีนโบราณ แม้ม่านมุ้งจะดูเก่าไปเสียหน่อยแต่ก็นับว่าสะอาดดี รวมทั้งเครื่องเรือนในห้องนี้ซึ่งมีสภาพทรุดโทรม ภาพเหล่านี้คุ้นตามากเพราะว่าเธอเล่นเกม “สยบสัตว์อสูร” ตั้งหลายเดือน! ถ้านี้เป็นเกมสยบสัตว์อสูรจริงๆ ผู้ชายคนนี้ก็คือ
“เฟิงเซียว?”
“พ่ะย่ะคะ องค์หญิง”
อันจือเซี่ยอ้าปากค้าง แล้วยื่นหน้าไปจ้องบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง โครงหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชา ดวงตางามและไฝเม็ดเล็กๆ สีแดงที่หางตาข้างขวา ไม่ผิดแน่น นี่คือเฟิงเซียวพ่อบ้านของตำหนักองค์หญิงจือเซี่ย
“องค์หญิงต้องการให้เชิญหมอหลวงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ต่อให้ไปเชิญหมอหลวงทั้งสำนักก็คิดว่าคงไม่มีผู้ใดมาเยือนตำหนักองค์หญิงจือเซี่ยที่แร้นแค้นเป็นแน่
“ฉัน...เอ่อ...ข้าเป็นอะไรเหรอ”
เอาเถอะ! มาถึงขั้นนี้แล้วก็ลองเป็น ‘องค์หญิงจือเซี่ย’ ไปเลยก็แล้วกัน
“องค์หญิงจำไม่ได้หรือ?” เฟิงเซียวถามคล้ายไม่ต้องการคำตอบ เขาเดินไปรินน้ำชาจากใบชาราคาถูกส่งให้หญิงสาวที่ยังห่อตัวเองในผ้าห่ม “กระหม่อมเคยเตือนแล้วว่าอย่าหลงเชื่อนักพรตไม่รู้ที่มาที่ไปพวกนั้น ท่านยังอุตส่าห์ทุ่มเงินร้อยตำลึงซื้อยาสมุนไพรมาแช่กายเพื่อหวังจะเพิ่มพลังปราณให้ตนเอง...แต่สมุนไพรนั้นล้วนหลอกลวง องค์หญิงแช่น้ำจนเป็นลมในอ่างน้ำ กระหม่อมจึงอุ้มขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
อันจือเซี่ยฟังแล้วคิดตาม ความทรงจำขององค์หญิงจือเซี่ยก็พรางพรูเข้ามาในหัว ในเกมสยบสัตว์อสูร ฟังผิวเผินเหมือนเกมต่อสู้ แต่จริงๆ แล้วเป็นเกมแนวโอตาเมะหรือเกมจีบหนุ่มหล่อ นอกจากมนุษย์แล้วยังมีสัตว์อสูรอีกด้วย และเพื่อก้าวสู่ผู้ถูกคัดเลือกและได้เป็นจักรพรรดินีแห่งแคว้นเทียนหลิว
ใช่! เป้าหมายขององค์หญิงจือเซี่ยคือการได้ถูกเลือกให้เป็นจักรพรรดินี แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นนางต้องเพิ่มพลังปราณของตนและยังต้องสยบสัตว์อสูรอีกสี่ตนอีกด้วย
ให้ตายสิ! อันจือเซี่ยจำได้ว่าเธอยังไม่เคยสยบสัตว์อสูรได้เลย
เวทีประลองเป็นลานวงกลมที่เปิดใช้เฉพาะยามประลองชิงตำแหน่งจักรพรรดินี ดูขรึมขลังให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม อัฒจันทร์สำหรับผู้เข้าชมและเป็นพยานในการคัดเลือกครั้งนี้องค์หญิงจือหลินและองค์จือเซี่ยต่างอยู่คนละด้านของสนาม บนอัศจรรย์เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาส่งเสียงร้องฝ่ายองค์หญิงจือหลิน ทำให้หญิงงามฉีกยิ้มกว้างแต่กระนั้นยังปรายตามองพี่สาวร่วมมารดาด้วยสายตาหยามเหยียดสำหรับอันจือเซี่ยแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเกินคาดคิดเบนสักนิด ทว่าการไร้เสียงให้กำลังใจกลับทำให้นางไร้ความกดดัน จือหลินนั้นนอกจากบิดาแล้วยังมีคนสกุลเข้าร่วมชมการประลองครั้งนี้อีกฟากเป็นสายสกุลอวี่ สกุลขององค์ชายจือเหยียนก็เข้าร่วมสังเกตการณ์ รวมถึงหลายสกุลใหญ่ ที่เข้ามาชมเพื่อเตรียมวางแผนการรับมือแน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังว่าจักรพรรดินีองค์ต่อไปคือองค์หญิงจือเซี่ยเฟิงเซียวช่วยถอดเสื้อคลุมให้องค์หญิงจือเซี่ยที่ไร้ความตื่นเต้น ท่าทีสุขุมนี้ทำให้พ่อบ้านหนุ่มเผยรอยยิ้มน้อยๆ"อาเซียวยิ้มอะไรรึ" นางถามแล้วใช้ปลายนิ้วจิ้มมุมปากของพ่อบ้าน"....." อยู่ต่อหน้าผู้อื่นเขาย่อมไม่กล้าทำตัวสนิทสนมกับผู้เป็นนาย แค่เผลอยิ้มเมื่อครู่ก็มากไปแล้ว
ก่อนเข้าการคัดเลือกนั้น คนที่เข้าชิงตำแหน่งจักรพรรดินีจะมารวมตัวกัน เพื่อลงชื่อและทดสอบเบื้องต้นสตรีที่ไม่มีผู้ใดสนับสนุนสามารถเจ้ารับการคัดเลือกได้เช่นกัน ทว่าส่วนใหญ่นั้นคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด หากมีฝีมือดีก็อาจได้เข้ารับราชการมนตำแหน่งอื่นๆ ที่เหมาะสมกับความสามารถ การคัดเลือกนี้จึงเป็นความหวังของสตรีทั่วแคว้นองค์ชายจือเหยียนผู้รับผิดชอบงานครั้งนี้ ค่อนข้างพึงพอใจที่เห็นสตรีเข้าลงชื่อมาก แม้ว่าพวกนางจะไม่มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกก็ตามผู้บัญชาการจางยกมือกอดอก สายตามองหญิงสาวหน่วยก้านดีเพื่อ ดึงเข้าหน่วยของตน เช่นเดียวกับผู้อื่นที่มายืนดูการรับคนเข้าคัดเลือก"มีคนที่ถูกใจผู้บัญชาการจางหรือไม่" องค์ชายจือเหยียนถาม"ก็มีบ้าง" จางซานหลานตอบไปตามที่คิด "ท่านจะใช้เส้นสายโยกย้ายคนให้ข้าหรือ"องค์ชายจือเหยียนหัวเราะในลำคอ แม้เขาชอบนางเพียงใด แต่เรื่องงานนั้นเขาซื่อสัตย์เสมอ"ข้า..." องค์ชายจือเหยียนอ้ำอึ้งขึ้นมา ผู้บัญชาการจางเลิกคิ้วเล็กนัอยและรอฟังถ้อยคำจากเขา"ข้า...เอ่อ...เสร็จสิ้นงานนี้แล้ว...ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับเจ้า"จางซานหลานชี้หน้าตัว "ปรึกษาข้า? ข้ามีความสามารถเป็
มือเรียวงามกวาดข้าวของลงจากโต๊ะ เสียงถ้วยชาตกแตกไม่ได้ทำให้องค์หญิงจือหลินคลายโมโหลงสักนิด เสวียนหมางที่ยืนอยู่ใกล้รอจนผู้เป็นนายใจเย็นลง จึงได้ก้าวเท้าเข้าไปแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือให้ผู้เป็นนาย แต่กลับถูกนางสะบัดหลังมือใส่ใบหน้าของเขาอย่างแรงจนใบหน้าสะบัด และเลือดสีสดไหลจากมุมปาก “องค์หญิงโปรดใจเย็นพ่ะย่ะค่ะ” เสวียนหมางไม่ได้เช็ดเลือดที่มุมปาก แต่ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ เขาคุ้นชินกับอารมณ์ร้ายขององค์หญิงเป็นอย่างดี ให้นางได้ระบายอารมณ์ย่อมดีกว่าขัดใจนางให้เกิดโทสะมากยิ่งขึ้น “อีกสามวันจะถึงงานคัดเลือกจักรพรรดินี แต่ข้ายังไม่ได้ไข่มุกหมื่นปรารถนาและไหมโลหิตพันปี!” “ไม่มีของสองสิ่งนั้น องค์หญิงก็สามารถเอาชนะผู้อื่นอย่างง่ายดายพ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าคิดเช่นนั้น” องค์หญิงจือหลินทำเสียงเยาะเย้ยในลำคอ “เจ้ามันก็แค่งูขี้ประจบสอพลอ” เสวียนหมางไม่ได้โต้ตอบ สิ่งที่ทำให้เขายังอยู่รับใช้องค์หญิงจือหลินได้ถึงตอนนี้ก็เพราะการไม่โต้ตอบเช่นนี้ และการทำเช่นนี้ทำให้องค์หญิงจือหลินใจเย็นลงได้ “เจ้าก็
ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนี้ก็เบาใจ แม้สิ่งใดที่มอบให้ไปแล้วย่อมไม่เรียกคืน สุดแท้แต่นางจะนำใช้เพื่ออะไรก็ย่อมได้ แต่เมื่อนางยินดีใช้สิ่งนี่เพื่อผู้อื่นที่นางแทบไม่รู้จักนั้น นำพาความปลื้มปิติมาสู่หัวใจคนเป็นพ่อ เขาไม่อาจอยู่ใกล้อบรมสั่งสอนนางได้ ทว่าเมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้จึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง “พ่อบ้านเฟิง” อันจือเซี่ยส่งเสียงเรียก เพียงครู่เดียวเฟิงเซียวก็เดินเข้ามาใกล้ นางจึงยื่นมือออกไป “ขอไข่มุกหมื่นปรารถนาให้ข้า” “ขอรับนายหญิง” เขาหยิบกล่องใส่ไข่มุกออกมาแล้วส่งให้องค์หญิงจือเซี่ย หญิงสาวรับไว้เปิดกล่องออกดูของข้างในแล้วส่งให้ผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อนำไปรักษาดวงตาให้ท่านผู้เฒ่าเถิด และหากต้องใช้ปราณรักษา ลูกยินดีใช้ปราณรักษาของตนร่วมด้วย” “ดีๆ” หมอหลี่ได้แต่พูดคำเดิมซ้ำๆ “พ่อจะให้คนไปเชิญผู้เฒ่าและหลานชายมาที่นี่” อันจือเซี่ยพยักหน้ารับ บิดาจึงลุกขึ้นเดินไปที่ประตูและเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการ จากนั้นจึงหมุนตัวกลับมามองลูกสาวเต็มตาอีกครั้ง “อยากช่วยพ่อปรุงยาหรือไม่” “อยากเจ้าค่ะ” อันจือเซี่ยฉ
“นายหญิง” “หา เอ่อ อะไรเหรอ” อันจือเซี่ยกระพริบตาปริบๆ สีหน้าของเฟิงเซียวยังคงสงบนิ่งแต่แววตามีความห่วงใย นี่...แสดงว่านางทำให้เขารู้สึกพิเศษได้แล้วกระมัง ที่จริง อันจือเซี่ยไม่ใช่นักเล่นเกมแต่เพราะครั้งหนึ่งค่ายเกมยักษ์ใหญ่เคยประกาศรับนิยายไปพัฒนา
เฟิงเซียวแวะสั่งข้าวสารอาหารแห้งให้นำไปส่งที่ตำหนักขององค์หญิง อันจือเซี่ยมองดูเขาทำงานอย่างเป็นระเบียบราวกับหัวสมองของเขาเป็นเครื่องคำนวณเพราะสามารถคิดราคาและต่อรองได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่อเขาเดินออกมาจากร้าน นางก็ตบมือให้เขาทันที “พ่อบ้านเฟิงยอดเยี่ยมจริงๆ” เขาเองก็ไม่คุ้นกั
จดหมายขอบคุณ? ท่านได้รับของขวัญมาเป็นสิบปีแต่ไม่เคยตอบกลับสักครั้ง หากเขาเป็นบิดาคงยิ่งกว่าน้อยใจ แต่คิดได้ตอนนี้ก็ยังไม่ช้าเกินไป “เฟิงเซียว ข้าไม่รู้ว่าที่ตำหนักขาดสิ่งใดบ้าง เงินก้อนนี้เจ้านำไปบริหารจัดการได้เลยนะ” นางเอ่ยน้ำเสียงจริงจังแล้วหยิบไข่มุกเหลือบสีม่วงขึ้นมา
“ไข่มุกหมื่นปรารถนาคืออะไร” อันจือเซี่ยถาม นางก็เห็นเป็นไข่มุกธรรมดา ดูท่าแม้แต่เฟิงเซียวก็ยังไม่รู้ ไม่เช่นนั้นคงบอกนางไปแล้ว หลงจู๊ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินไปหยิบโคมไฟมาตั้งบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งขึ้นส่องกับแสงไฟ เพียงอึดใจไข่มุกสีขาวแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใสคล้ายมีกลุ่มหมอกขาวอยู่ใ






리뷰더 보기