Masukฉางเล่ยเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องพาผู้หญิงในอ้อมแขนเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาซึ่งไม่มีสิ่งของมีค่าเลย ฉางเล่ยวางซูเมี่ยวจินลงบนเตียงที่มีฟูกนอนเก่า ๆ และผ้าห่มผืนบางอย่างระมัดระวัง
“คุณรอแม่ผมอยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ผมจะไปเตรียมอาหารกับพ่อแล้วจะเอาเข้ามาให้”
“ขอบคุณมากค่ะ ต้องรบกวนพวกคุณแล้ว ฉันเกรงใจจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ เห็นคนลำบากแล้วไม่ช่วย พวกผมคงรู้สึกไม่ดีนัก”
ฉางเล่ยกล่าวจบก็เดินเกาหัวอย่างอาย ๆ กลับออกไปจากห้องพัก เขามองสภาพห้องของตัวเองแล้วก็อดที่จะเขินอายไม่ได้
[เจ้านาย ท่านเห็นแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าจึงอยากให้ท่านรีบแต่งงานกับเขา]
[นายยังจะพูดมากอีก ฉันเห็นแล้วน่า อย่าเร่งรีบนักเลย รอดูท่าทีพวกเขาก่อน]
[ครับ ๆ ผมจะไม่รบกวนเจ้านาย]
ซูเมี่ยวจินนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฉางเล่ยขอเธอแต่งงานดี ขณะที่กำลังคิดไปได้ไม่นาน เสียงประตูห้องก็เปิดออกพร้อมเสียงของแม่ฉางเล่ยดังเข้ามา
“คุณหนู บ้านป้ามีแต่เสื้อผ้าเก่าของลูกสาว คุณหนูพอจะใส่ได้หรือเปล่าคะ”
“คุณป้าเลิกเรียกหนูว่าคุณหนูเถอะค่ะ เรียกเมี่ยวจินสะดวกกว่า ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้หนูใส่ได้ค่ะ คุณป้าไม่ต้องคิดมากนะคะ” ซูเมี่ยวจินรู้สึกแปลก ๆ ที่มีคนเรียกเธอว่าคุณหนูแบบนี้ เธอจึงให้หลิวเอ้อหลิงเปลี่ยนคำเรียกให้สนิทสนมยิ่งขึ้น
“อ่า… ได้จ๊ะเมี่ยวจิน ขอบใจมากนะที่ไม่รังเกียจบ้านจน ๆ ของเรา”
“คุณป้าอย่าพูดแบบนี้เลยนะคะ หนูต่างหากที่ต้องขอบคุณฉางเล่ยที่ช่วยชีวิต”
เสียงพูดคุยของทั้งสองดังออกไปถึงด้านนอกไม่นานนัก ก่อนที่หลิวเอ้อหลิงจะออกไปจากห้องและปิดประตูเพื่อให้ซูเมี่ยวจินเปลี่ยนเสื้อผ้า
ซูเมี่ยวจินมองเสื้อผ้าในมือซึ่งเป็นชุดเดรสยาวเลยเข่าขึ้นมานิดหน่อย คาดว่าเจ้าของชุดน่าจะตัวเล็กกว่าเธอมาก ถึงแม้เสื้อผ้าจะดูสีซีดจางไปสักหน่อย แต่ก็สะอาดสะอ้านดี เธอจึงถอดแจ็คเก็ตหนังออก พร้อมกับถอดเสื้อกล้ามและกางเกงหนังขายาวที่ใส่อยู่ออกจนหมด เมื่อมองชุดชั้นในของเด็กสาวที่มีขนาดไม่เท่ากับหน้าอกของตัวเอง ซูเมี่ยวจินก็ได้แต่ต้องถอนหายใจอย่างปลง ๆ เธอคงต้องสวมชุดชั้นในตัวเดิมของตัวเองต่อไป ดีกว่าที่จะต้องทนอึดอัดใส่ชุดชั้นในตัวเล็กในมือตอนนี้ ซูเมี่ยวจินใช้เวลาเปลี่ยนชุดไม่นานก็เสร็จ ร่างกายที่เพิ่งถูกรักษาของเธอเริ่มดีขึ้นมากแล้ว หลังจากได้พักมาหลายชั่วโมงตั้งแต่ลงเขา นับว่าระบบนี่มีประโยชน์ไม่น้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงของเด็กผู้หญิงด้านนอกดังเข้ามาในห้องที่ซูเมี่ยวจินกำลังนั่งพักอยู่ เธอฟังดูแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นน้องสาวของฉางเล่ยที่เพิ่งอายุ 18 ปี ซึ่งเขาเคยเล่าให้ฟัง น้ำเสียงร่าเริงสดใสของเด็กคนนี้ทำให้ซูเมี่ยวจินได้แต่อมยิ้ม ถึงแม้ครอบครัวนี้จะยากจน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอบอุ่นอย่างที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ฉางเล่ยเล่าให้เธอฟังระหว่างทางว่าแม่ของเขามีลูกหลงตอนที่เขาอายุ 11 ปีไปแล้ว ตอนนั้นหมอยังไม่อยากให้แม่คลอดน้องสาวเพราะกลัวอันตราย แต่แม่ของเขาไม่ยินดีทำแท้ง อย่างไรก็เป็นลูกของครอบครัวฉาง พ่อกับเขาจึงคอยดูแลแม่เป็นอย่างดีจนกระทั่งคลอดฉางเซียวจูออกมาได้ โชคดีที่หมอบอกว่าร่างกายของแม่เขาและน้องสาวแข็งแรงดี ครอบครัวฉางจึงมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
ฉางเล่ยในวัย 11 ปีคอยดูแลแม่และน้องสาวเป็นอย่างดี เขาขยันทำงานแลกแต้มเพื่อรับส่วนแบ่งอาหารมาให้แม่กับน้องได้กินอิ่ม นอนหลับ เมื่อน้องสาวของเขารู้ความ เธอก็ไปช่วยพี่ชายทำงานแลกแต้มด้วยเช่นกัน จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ ฉางเล่ยที่ไม่ได้เรียนหนังสืออยากให้น้องสาวมีอนาคตที่ดี เขาจึงบอกพ่อแม่ให้ใช้เงินเก็บของบ้านส่งน้องเข้าเรียนชั้นประถม และเขาเริ่มออกไปล่าสัตว์บนภูเขาตั้งแต่นั้นมาเพื่อหาเสบียงอาหาร รวมทั้งยังสามารถนำเหยื่อไปขายในเมืองได้ด้วย
“แม่คะ ป้าฟางที่หน้าหมู่บ้านบอกว่าพี่ชายพาพี่สะใภ้กลับมา นี่เรื่องจริงหรือเปล่า”
“เด็กคนนี้นี่ อย่าเสียงดังไป พี่สาวเมี่ยวจินไม่ใช่พี่สะใภ้ของลูก พี่ชายลูกแค่ช่วยเธอที่กำลังบาดเจ็บลงมาจากภูเขาเท่านั้น”
“โธ่ หนูก็นึกว่าพี่ชายจะมีพี่สะใภ้ให้บ้านเราสักที แม่อย่าลืมนะว่าพี่ชายอายุจะ 30 แล้วนะคะ ถ้ารอต่อไป เมื่อไหร่พวกเราจะได้อุ้มหลานกันล่ะคะแม่” เสียงใส ๆ ของฉางเซียวจูทำเอาซูเมี่ยวจินที่ได้ยินถึงกับอ้าปากหวอ เธอไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะแก่แดดถึงขนาดคิดไปไกลเสียแบบนี้
“อย่าพูดมากน่า รีบเอากระเป๋าไปเก็บแล้วล้างมือให้เรียบร้อย อาหารใกล้เสร็จแล้วจะได้รีบกินแล้วไปทำการบ้านเสีย ปีหน้าลูกก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องตั้งใจอ่านหนังสือให้ดีรู้หรือเปล่า อย่าทำให้พี่ชายเธอต้องผิดหวังเด็ดขาด” หลิวเอ้อหลิงรีบขัดเรื่องเพ้อเจ้อของลูกสาวคนเดียวเอาไว้ก่อน แม้ว่าในใจของเธอเองก็อยากให้ซูเมี่ยวจินเป็นลูกสะใภ้บ้านเธอตามที่ลูกสาวบอกก็ตามที แต่พวกเธอจะไม่บีบบังคับคนให้ตอบแทนด้วยชีวิตทั้งชีวิต จนเธอต้องมาลำบากกับครอบครัวฉาง
“รู้แล้วค่ะแม่ หนูไปเดี๋ยวนี้แหละ” ฉางเซียงจูไม่กล้าพูดมากอีก เธอรู้ดีว่าทั้งครอบครัวคาดหวังในตัวเธอสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอาไว้มาก พวกเขายอมที่จะอดออมเพื่อส่งเธอเรียนมาตลอดหลายปี เธอจึงต้องตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือมาตลอด ความฝันของเธอคือการทำให้ครอบครัวสุขสบายไม่ต่างจากพี่ชาย ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อนาคตเธอจะได้มีงานดี ๆ ทำ และเลี้ยงดูครอบครัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
“แม่ครับ ผมเอาอาหารเข้าไปให้คุณซูก่อนนะครับ” ฉางเล่ยถือถาดอาหารที่เพิ่งทำเสร็จออกมาจากห้องครัว
“ไปเถอะลูก ดูแลเธอให้ดีด้วยล่ะ แล้วลูกค่อยออกมากินข้าว”
“ครับแม่ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ฉางเล่ยยิ้มบางตอบกลับแม่ของเขา
หลิวเอ้อหลิงมองตามหลังลูกชายผู้ใสซื่ออย่างปลง ๆ เธออยากให้ลูกชายมีผู้หญิงคอยดูแลในอนาคตและมีทายาทให้ครอบครัวสักคนสองคน แต่ยากนักที่ลูกชายของเธอจะสนใจผู้หญิง ในเมื่อน้องสาวของเขายังคงเรียนหนังสืออยู่ เขากลัวว่าหากมีคนเพิ่มเข้ามาในบ้าน จะทำให้เงินที่เก็บออมให้น้องสาวร่อยหรอไปเพราะเรื่องการแต่งงานของเขา
ซูเมี่ยวจินได้ยินเสียงสองแม่ลูกคุยกัน เธอจึงยืดตัวขึ้นนั่งดี ๆ รอดูว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นอะไรบ้าง ซูเมี่ยวจินไม่รู้ว่าเธอสลบไปนานแค่ไหน เพียงแต่ร่างกายของเธอรู้สึกว่าขาดอาหารมานานและหิวมาก
“อาหารพื้นบ้าน หวังว่าคุณซูจะกินได้นะครับ” ฉางเล่ยเข้ามาในห้องและวางถาดอาหารเอาไว้ข้างตัวของซูเมี่ยวจิน
“ฉันกินได้ทุกอย่างค่ะ ขอบคุณมากที่พวกคุณแบ่งอาหารให้นะคะ” ซูเมี่ยวจินกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นอาหารสองอย่างและข้าวสวยร้อน ๆ
“เสื้อผ้าของคุณ ผมจะเอาไปซักให้นะครับ คุณกินข้าวเองได้หรือเปล่า”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ กินเสร็จแล้วฉันจะเอาไปล้างให้ค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ คุณวางเอาไว้ที่นี่เถอะ ร่างกายคุณยังไม่หายดี เรื่องพวกนี้ผมจะจัดการให้เองครับ คุณรีบกินแล้วพักผ่อนต่อเถอะ” ฉางเล่ยหยิบเสื้อผ้าแปลก ๆ ของซูเมี่ยวจินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ซูเมี่ยวจินมองแผ่นหลังของฉางเล่ยด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนดูแลดีขนาดนี้มาก่อน ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงท้องน้อย ๆ ของซูเมี่ยวจินก็ร้องประท้วงขึ้นทันทีทันใด เธอหันมองถาดอาหารข้างตัวแล้วก็รีบยกถ้วยข้าวสวยขึ้นมาตักอาหารใส่และกินอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
เสียงสนทนาเบา ๆ ของครอบครัวฉางดังเข้ามาในห้อง พวกเขากำลังพูดคุยกันเรื่องการดูแลแขกของบ้านอย่างจริงจัง ซูเมี่ยวจินซึ่งกำลังกินข้าวอยู่ต้องคิดหาวิธีการเพื่อทำให้ครอบครัวฉางยอมรับเธอเป็นสะใภ้ในอนาคตให้ได้ ไม่อย่างนั้นระบบบ้านี่จะต้องทำให้เธอมีปัญหาในยุคข้าวยากหมากแพงเป็นแน่
ตระกูลอ้ายเสนอให้ทุกคนลงทุนเงินตระกูลละหนึ่งร้อยล้านหยวนสำหรับการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัยจากต่างชาติ อาคารของโรงพยาบาลในพื้นที่สิบไร่จะแยกเป็นสามอาคาร คืออาคารผู้ป่วยนอก อาคารผู้ป่วยในและอาคารของผู้ป่วยวิกฤต ภายในโรงพยาบาลยังมีการสร้างศูนย์สุขภาพและห้องพักของบุคลากรทางการแพทย์อีกสามอาคาร ลานจอดรถขนาดใหญ่สำหรับรถรับส่งของทางโรงพยาบาลที่ตระกูลอ้ายคิดขึ้น เขาอยากให้ผู้ป่วยธรรมดาสามารถเข้าถึงการรักษาของโรงพยาบาลได้สะดวก จึงคิดระบบขนส่งฟรีให้กับคนในเมืองหลวง โดยกำหนดเส้นทางขนส่งหลักมากถึงสิบเส้นทาง หากโครงการนี้สำเร็จ วงการแพทย์คงตื่นตัวขึ้นมากเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและให้บริการทางการแพทย์ตระกูลชุ่ยนำเสนอข้อมูลของโรงเรียนเอกชนก็มีอาคารเรียนมากถึงเจ็ดอาคารรวมโรงยิมส่วนกลางสำหรับการแข่งขันกีฬาในร่มด้วย สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานและลู่วิ่งก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน โรงเรียนแห่งนี้จะสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมปลาย หอพักขนาดใหญ่สามอาคาร อาคารละสามสิบชั้นจะช่วยให้นักเรียนที่มีบ้านไกลเรียนได้อย่างสะดวก ระบบการศึกษาจะส่งเสริมให้นักเรียนมี
“ผมคิดว่าที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ควรทำเป็นตลาดค้าส่งดีไหม” คังฟู่ลองเสนอ“ตลาดค้าส่งก็ไม่ห่างจากที่นี่นี่นา ผมว่าคิดอย่างอื่นเถอะ” โจวหนานเซิงบอก“ในเมื่อทุกคนยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เราลองปรึกษาคนในบริษัทก่อนไหม แล้วค่อยนัดประชุมกันอีกทีหนึ่ง” ชุ่ยถงไม่อยากเสียเวลามากเกินไป เพราะอากาศเริ่มร้อน“ตกลง” คนอื่น ๆ พยักหน้าตกลงทันทีก่อนแยกย้ายกัน คังฟู่ชวนทุกคนไปกินข้าวร่วมกันแล้ว แต่ซูเมี่ยวจินบอกว่าเธอยังมีงานต้องทำ พวกเขาเลยต้องขอตัวกลับระหว่างทางกลับบริษัท ฉางเล่ยเองก็คิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกับที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ดี หลายเดือนแล้วที่เขาคิดวนไปวนมาก็ยังไม่มีความคิดดี ๆ เลย“ภรรยา คุณคิดว่าพวกเขาจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้ครับ” ฉางเล่ยถามอย่างอดไม่ได้“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เราเองก็ต้องเรียกจางชวงซินกับหลิวซื่อหย่วน
หนึ่งร้อยวันต่อมาโครงการโรงแรมบ่อน้ำพุร้อนและห้างสรรพสินค้าสร้างเสร็จตามกำหนดการเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ด้วยพนักงานของบริษัทที่รับเข้ามาของซูเมี่ยวจินและความร่วมมือจากสี่ตระกูลใหญ่ ทำให้วันนี้พวกเขาจัดเตรียมพิธีเปิดได้อย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียมหรูและบ้านจัดสรรเองก็กำลังก่อสร้างไปได้มากกว่า 70% แล้ว อีกไม่นานพวกเขาก็สามารถเปิดขายได้ทั้งหมดวันนี้แขกร่ำรวยและสื่อจากสำนักข่าวต่าง ๆ มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากที่หน้าโรงแรมปิงก่วนเพื่อร่วมพิธีเปิดตามบัตรเชิญจากตระกูลคัง ตระกูลฉางมีซูเมี่ยวจิน ฉางเล่ย และพี่ชายทั้งสี่มาเข้าร่วมพิธีด้วย ก่อนหน้านี้พวกพี่ชายของฉางเล่ยได้ทำความรู้จักคนจากตระกูลคังและชุ่ยเอาไว้แล้ว เพราะซูเมี่ยวจินให้พวกเขาดูแลงานในโรงแรมและห้างสรรพสินค้า พวกเขาจึงสร้างความสัมพันธ์กับสองตระกูลเพื่อความสะดวกในการทำงานบรรยากาศก่อนพิธีเปิดงานจะเริ่มขึ้นยังคงเป็นไปด้วยดี เพราะบอดี้การ์ดของซูเมี่ยวจินมาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เหล่าเศรษฐีในงานที
รถยนต์สามคันขับตามกันไป บอดี้การ์ดสองคนที่พักในอาคารบ้านใหญ่ฉางติดตามซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมาด้วย ส่วนเลขาทั้งสองแยกย้ายกันนั่งรถบริษัทไปกับหัวหน้าหน่วยแต่ละคนพร้อมกับบอดี้การ์ดเช่นกันทหารที่ซูเมี่ยวจินรับมาทั้งหมดยังไม่มีอาวุธส่วนตัว เธอต้องทำเรื่องขอซื้ออาวุธจากทางการก่อนจึงจะให้พวกเขาพกพาได้ เรื่องนี้โจวอู่หมิงบอกพ่อของเขาให้แล้วเช่นกัน ซึ่งการทำเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร“เข้าไปดูบ้านในซอยตรงข้ามโครงการก่อนนะ” ซูเมี่ยวจินสั่งการบอดี้การ์ดที่ขับรถ“ครับ นายหญิง” บอดี้การ์ดทั้งหมดได้รับคำสั่งให้เรียกซูเมี่ยวจินว่านายหญิงรถสามคันขับตามกันเข้าไปในซอยก่อนถึงโครงการฝั่งตรงข้ามเล็กน้อย ถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนสองเลนสวนกันเท่านั้น หากในอนาคตรัฐบาลต้องการสร้างถนนใหม่ บ้านต้นซอยทั้งหมดจะถูกเวนคืนในราคาสูง ซูเมี่ยวจินไม่ได้หวังว่าจะได้บ้านต้นซอยแต่แรก เธอแค่อยากซื้อที่ดินเพิ่มแถวนี้เท่านั้นภายในซอยเงีย
หลี่จุนพาเจ้านายทั้งสองไปธนาคารในเวลาต่อมา ซูเมี่ยวจินใช้เงินจากบัญชีส่วนตัวซื้อรถกันกระสุน เธอจะรอให้รถคันใหม่มาถึงจึงจะนำรถคันเก่าไปซ่อมและเก็บไว้ให้พ่อกับแม่สามีใช้ในอนาคตก่อนมื้อเย็น ซูเมี่ยวจินโทรหาโจวอู่หมิงเพื่อสอบถามเรื่องบอดี้การ์ดที่เธอขอเอาไว้ก่อนกลับจากเถิงซง“พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลนะครับ คุณพ่อเรียกคนที่ลาออกเตรียมไว้ให้พี่สะใภ้เลือกห้าสิบคนเลยนะครับ แต่ละคนฝีมือดีกันทั้งนั้น เพียงแต่พวกเขาลาออกไปดูแลครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน พอคนในครอบครัวเสียชีวิต พวกเขาจึงไม่มีเป้าหมายอีก ถ้าจะกลับมารับใช้ชาติก็ไม่สามารถทำได้ พวกเขาเลยสมัครใจที่จะมาทำงานให้กับตระกูลของผมน่ะครับ” โจวอู่หมิงบอกรายละเอียดคนที่พ่อของเขาหามาให้เธอฟัง“อืม… เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าพวกเขาหน่วยก้านดี ฉันอาจจะรับเอาไว้ทั้งหมดเลยก็ได้”“ขอบคุณพี่สะใภ้มากครับ ผมจะโทรบอกพ่อให้พาคนพวกนั้นไปพบพี่สะใภ้พรุ่งนี้ดีไหมครับ” โจวอู่หมิงบอกอย่างดีใจ เขาหวังว่า
สองวันต่อมาหลังพักผ่อนเต็มที่แล้ว ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินก็กลับเข้าบริษัท พวกเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับโครงการจากลูกพี่ลูกน้องทั้งสี่ทันทีที่เข้าไป“โครงการสร้างโรงแรมของเราทำไปได้ประมาณ 30% แล้วครับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่ตระกูลคังส่งให้เราครับ” ฉางหลิวซิงบอกเป็นคนแรก“โครงการสร้างห้างสรรพสินค้าเองก็เช่นเดียวกันครับ ตระกูลคังน่าจะเกณฑ์คนมาจากเมืองต่าง ๆ เลยทำให้โครงการทั้งสองสามารถทำควบคู่กันไปได้” ฉางหลิวหยางบอกต่อจากพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม“คอนโดมิเนียมที่พี่ชายดูแลยังทำได้ไม่ถึงไหนเลยครับ คงเพราะจำนวนคนไม่เพียงพอจึงทำให้พวกเขาทำได้แค่ปรับพื้นที่รอตอกเสาเข็มอาคารหลังแรกเท่านั้น” ฉางหลิวหย่งรายงานโครงการที่เขารับผิดชอบอยู่“หมู่บ้านเราก็ยังไม่เริ่มการก่อสร้างเหมือนกันครับ คนงานเพิ่งปรับพื้นที่และนำดินมาถมที่ดินเพิ่มเติมอยู่ครับ” ฉางหลิวเติ้งบอกเป็นคนสุดท้าย







