Beranda / ระบบ / ซูเมี่ยวจิน / ครอบครัวฉาง

Share

ครอบครัวฉาง

Penulis: 橙花
last update Terakhir Diperbarui: 2025-10-07 08:08:21

ฉางเล่ยเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องพาผู้หญิงในอ้อมแขนเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาซึ่งไม่มีสิ่งของมีค่าเลย ฉางเล่ยวางซูเมี่ยวจินลงบนเตียงที่มีฟูกนอนเก่า ๆ และผ้าห่มผืนบางอย่างระมัดระวัง

“คุณรอแม่ผมอยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ผมจะไปเตรียมอาหารกับพ่อแล้วจะเอาเข้ามาให้”

“ขอบคุณมากค่ะ ต้องรบกวนพวกคุณแล้ว ฉันเกรงใจจริง ๆ”

“ไม่เป็นไรครับ เห็นคนลำบากแล้วไม่ช่วย พวกผมคงรู้สึกไม่ดีนัก”

ฉางเล่ยกล่าวจบก็เดินเกาหัวอย่างอาย ๆ กลับออกไปจากห้องพัก เขามองสภาพห้องของตัวเองแล้วก็อดที่จะเขินอายไม่ได้

[เจ้านาย ท่านเห็นแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าจึงอยากให้ท่านรีบแต่งงานกับเขา]

[นายยังจะพูดมากอีก ฉันเห็นแล้วน่า อย่าเร่งรีบนักเลย รอดูท่าทีพวกเขาก่อน]

[ครับ ๆ ผมจะไม่รบกวนเจ้านาย]

ซูเมี่ยวจินนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฉางเล่ยขอเธอแต่งงานดี ขณะที่กำลังคิดไปได้ไม่นาน เสียงประตูห้องก็เปิดออกพร้อมเสียงของแม่ฉางเล่ยดังเข้ามา

“คุณหนู บ้านป้ามีแต่เสื้อผ้าเก่าของลูกสาว คุณหนูพอจะใส่ได้หรือเปล่าคะ”

“คุณป้าเลิกเรียกหนูว่าคุณหนูเถอะค่ะ เรียกเมี่ยวจินสะดวกกว่า ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้หนูใส่ได้ค่ะ คุณป้าไม่ต้องคิดมากนะคะ” ซูเมี่ยวจินรู้สึกแปลก ๆ ที่มีคนเรียกเธอว่าคุณหนูแบบนี้ เธอจึงให้หลิวเอ้อหลิงเปลี่ยนคำเรียกให้สนิทสนมยิ่งขึ้น

“อ่า… ได้จ๊ะเมี่ยวจิน ขอบใจมากนะที่ไม่รังเกียจบ้านจน ๆ ของเรา”

“คุณป้าอย่าพูดแบบนี้เลยนะคะ หนูต่างหากที่ต้องขอบคุณฉางเล่ยที่ช่วยชีวิต”

เสียงพูดคุยของทั้งสองดังออกไปถึงด้านนอกไม่นานนัก ก่อนที่หลิวเอ้อหลิงจะออกไปจากห้องและปิดประตูเพื่อให้ซูเมี่ยวจินเปลี่ยนเสื้อผ้า

ซูเมี่ยวจินมองเสื้อผ้าในมือซึ่งเป็นชุดเดรสยาวเลยเข่าขึ้นมานิดหน่อย คาดว่าเจ้าของชุดน่าจะตัวเล็กกว่าเธอมาก ถึงแม้เสื้อผ้าจะดูสีซีดจางไปสักหน่อย แต่ก็สะอาดสะอ้านดี เธอจึงถอดแจ็คเก็ตหนังออก พร้อมกับถอดเสื้อกล้ามและกางเกงหนังขายาวที่ใส่อยู่ออกจนหมด เมื่อมองชุดชั้นในของเด็กสาวที่มีขนาดไม่เท่ากับหน้าอกของตัวเอง ซูเมี่ยวจินก็ได้แต่ต้องถอนหายใจอย่างปลง ๆ เธอคงต้องสวมชุดชั้นในตัวเดิมของตัวเองต่อไป ดีกว่าที่จะต้องทนอึดอัดใส่ชุดชั้นในตัวเล็กในมือตอนนี้ ซูเมี่ยวจินใช้เวลาเปลี่ยนชุดไม่นานก็เสร็จ ร่างกายที่เพิ่งถูกรักษาของเธอเริ่มดีขึ้นมากแล้ว หลังจากได้พักมาหลายชั่วโมงตั้งแต่ลงเขา นับว่าระบบนี่มีประโยชน์ไม่น้อย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงของเด็กผู้หญิงด้านนอกดังเข้ามาในห้องที่ซูเมี่ยวจินกำลังนั่งพักอยู่ เธอฟังดูแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นน้องสาวของฉางเล่ยที่เพิ่งอายุ 18 ปี ซึ่งเขาเคยเล่าให้ฟัง น้ำเสียงร่าเริงสดใสของเด็กคนนี้ทำให้ซูเมี่ยวจินได้แต่อมยิ้ม ถึงแม้ครอบครัวนี้จะยากจน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอบอุ่นอย่างที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

ฉางเล่ยเล่าให้เธอฟังระหว่างทางว่าแม่ของเขามีลูกหลงตอนที่เขาอายุ 11 ปีไปแล้ว ตอนนั้นหมอยังไม่อยากให้แม่คลอดน้องสาวเพราะกลัวอันตราย แต่แม่ของเขาไม่ยินดีทำแท้ง อย่างไรก็เป็นลูกของครอบครัวฉาง พ่อกับเขาจึงคอยดูแลแม่เป็นอย่างดีจนกระทั่งคลอดฉางเซียวจูออกมาได้ โชคดีที่หมอบอกว่าร่างกายของแม่เขาและน้องสาวแข็งแรงดี ครอบครัวฉางจึงมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง

ฉางเล่ยในวัย 11 ปีคอยดูแลแม่และน้องสาวเป็นอย่างดี เขาขยันทำงานแลกแต้มเพื่อรับส่วนแบ่งอาหารมาให้แม่กับน้องได้กินอิ่ม นอนหลับ เมื่อน้องสาวของเขารู้ความ เธอก็ไปช่วยพี่ชายทำงานแลกแต้มด้วยเช่นกัน จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ ฉางเล่ยที่ไม่ได้เรียนหนังสืออยากให้น้องสาวมีอนาคตที่ดี เขาจึงบอกพ่อแม่ให้ใช้เงินเก็บของบ้านส่งน้องเข้าเรียนชั้นประถม และเขาเริ่มออกไปล่าสัตว์บนภูเขาตั้งแต่นั้นมาเพื่อหาเสบียงอาหาร รวมทั้งยังสามารถนำเหยื่อไปขายในเมืองได้ด้วย

“แม่คะ ป้าฟางที่หน้าหมู่บ้านบอกว่าพี่ชายพาพี่สะใภ้กลับมา นี่เรื่องจริงหรือเปล่า”

“เด็กคนนี้นี่ อย่าเสียงดังไป พี่สาวเมี่ยวจินไม่ใช่พี่สะใภ้ของลูก พี่ชายลูกแค่ช่วยเธอที่กำลังบาดเจ็บลงมาจากภูเขาเท่านั้น”

“โธ่ หนูก็นึกว่าพี่ชายจะมีพี่สะใภ้ให้บ้านเราสักที แม่อย่าลืมนะว่าพี่ชายอายุจะ 30 แล้วนะคะ ถ้ารอต่อไป เมื่อไหร่พวกเราจะได้อุ้มหลานกันล่ะคะแม่” เสียงใส ๆ ของฉางเซียวจูทำเอาซูเมี่ยวจินที่ได้ยินถึงกับอ้าปากหวอ เธอไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะแก่แดดถึงขนาดคิดไปไกลเสียแบบนี้

“อย่าพูดมากน่า รีบเอากระเป๋าไปเก็บแล้วล้างมือให้เรียบร้อย อาหารใกล้เสร็จแล้วจะได้รีบกินแล้วไปทำการบ้านเสีย ปีหน้าลูกก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องตั้งใจอ่านหนังสือให้ดีรู้หรือเปล่า อย่าทำให้พี่ชายเธอต้องผิดหวังเด็ดขาด” หลิวเอ้อหลิงรีบขัดเรื่องเพ้อเจ้อของลูกสาวคนเดียวเอาไว้ก่อน แม้ว่าในใจของเธอเองก็อยากให้ซูเมี่ยวจินเป็นลูกสะใภ้บ้านเธอตามที่ลูกสาวบอกก็ตามที แต่พวกเธอจะไม่บีบบังคับคนให้ตอบแทนด้วยชีวิตทั้งชีวิต จนเธอต้องมาลำบากกับครอบครัวฉาง

“รู้แล้วค่ะแม่ หนูไปเดี๋ยวนี้แหละ” ฉางเซียงจูไม่กล้าพูดมากอีก เธอรู้ดีว่าทั้งครอบครัวคาดหวังในตัวเธอสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอาไว้มาก พวกเขายอมที่จะอดออมเพื่อส่งเธอเรียนมาตลอดหลายปี เธอจึงต้องตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือมาตลอด ความฝันของเธอคือการทำให้ครอบครัวสุขสบายไม่ต่างจากพี่ชาย ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อนาคตเธอจะได้มีงานดี ๆ ทำ และเลี้ยงดูครอบครัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

“แม่ครับ ผมเอาอาหารเข้าไปให้คุณซูก่อนนะครับ” ฉางเล่ยถือถาดอาหารที่เพิ่งทำเสร็จออกมาจากห้องครัว

“ไปเถอะลูก ดูแลเธอให้ดีด้วยล่ะ แล้วลูกค่อยออกมากินข้าว”

“ครับแม่ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ฉางเล่ยยิ้มบางตอบกลับแม่ของเขา

หลิวเอ้อหลิงมองตามหลังลูกชายผู้ใสซื่ออย่างปลง ๆ เธออยากให้ลูกชายมีผู้หญิงคอยดูแลในอนาคตและมีทายาทให้ครอบครัวสักคนสองคน แต่ยากนักที่ลูกชายของเธอจะสนใจผู้หญิง ในเมื่อน้องสาวของเขายังคงเรียนหนังสืออยู่ เขากลัวว่าหากมีคนเพิ่มเข้ามาในบ้าน จะทำให้เงินที่เก็บออมให้น้องสาวร่อยหรอไปเพราะเรื่องการแต่งงานของเขา

ซูเมี่ยวจินได้ยินเสียงสองแม่ลูกคุยกัน เธอจึงยืดตัวขึ้นนั่งดี ๆ รอดูว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นอะไรบ้าง ซูเมี่ยวจินไม่รู้ว่าเธอสลบไปนานแค่ไหน เพียงแต่ร่างกายของเธอรู้สึกว่าขาดอาหารมานานและหิวมาก

“อาหารพื้นบ้าน หวังว่าคุณซูจะกินได้นะครับ” ฉางเล่ยเข้ามาในห้องและวางถาดอาหารเอาไว้ข้างตัวของซูเมี่ยวจิน

“ฉันกินได้ทุกอย่างค่ะ ขอบคุณมากที่พวกคุณแบ่งอาหารให้นะคะ” ซูเมี่ยวจินกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นอาหารสองอย่างและข้าวสวยร้อน ๆ

“เสื้อผ้าของคุณ ผมจะเอาไปซักให้นะครับ คุณกินข้าวเองได้หรือเปล่า”

“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ กินเสร็จแล้วฉันจะเอาไปล้างให้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ คุณวางเอาไว้ที่นี่เถอะ ร่างกายคุณยังไม่หายดี เรื่องพวกนี้ผมจะจัดการให้เองครับ คุณรีบกินแล้วพักผ่อนต่อเถอะ” ฉางเล่ยหยิบเสื้อผ้าแปลก ๆ ของซูเมี่ยวจินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ซูเมี่ยวจินมองแผ่นหลังของฉางเล่ยด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนดูแลดีขนาดนี้มาก่อน ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงท้องน้อย ๆ ของซูเมี่ยวจินก็ร้องประท้วงขึ้นทันทีทันใด เธอหันมองถาดอาหารข้างตัวแล้วก็รีบยกถ้วยข้าวสวยขึ้นมาตักอาหารใส่และกินอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า

เสียงสนทนาเบา ๆ ของครอบครัวฉางดังเข้ามาในห้อง พวกเขากำลังพูดคุยกันเรื่องการดูแลแขกของบ้านอย่างจริงจัง ซูเมี่ยวจินซึ่งกำลังกินข้าวอยู่ต้องคิดหาวิธีการเพื่อทำให้ครอบครัวฉางยอมรับเธอเป็นสะใภ้ในอนาคตให้ได้ ไม่อย่างนั้นระบบบ้านี่จะต้องทำให้เธอมีปัญหาในยุคข้าวยากหมากแพงเป็นแน่

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเมี่ยวจิน   ครอบครัว

    เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ

  • ซูเมี่ยวจิน   สำเร็จ

    ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&

  • ซูเมี่ยวจิน   ออกไปเติบโต

    สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน

  • ซูเมี่ยวจิน   แบ่งหุ้นบริษัท

    ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม

  • ซูเมี่ยวจิน   ส่งเด็ก ๆ

    วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ

  • ซูเมี่ยวจิน   ร่ำรวย

    เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status