LOGIN
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านหมู่บ้านเติ้ง อำเภอเจิ้งไห่ มณฑลกวางสี ปีนี้เป็นปีที่ประเทศเริ่มเปิดการค้ากับต่างชาติเป็นครั้งแรก การทำงานแลกแต้มเหมือนสมัยก่อนยังคงมีอยู่ในบางหมู่บ้าน เมื่อชาวชนบทต่างไม่มีความรู้มากพอที่จะเข้าไปทำงานในเมืองเหมือนพวกนักศึกษาที่ถูกส่งมาอยู่ในชนบทเมื่อสิบปีก่อน
ริมแม่น้ำบนภูเขาเติ้งจื่อด้านหลังหมู่บ้านเติ้ง ร่างของซูเมี่ยวจินซึ่งกำลังบาดเจ็บจากคมกระสุนก่อนตกลงจากหน้าผาจื่อซิวสลบไสลอยู่ โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดแล้ว
ฉางเล่ย นายพรานประจำหมู่บ้านเติ้ง ปีนี้เขาอายุ 29 ปีแล้ว แต่ด้วยที่บ้านมีเพียงพ่อแม่และน้องสาวอยู่ เขาจึงไม่สามารถไปหางานทำในเมืองและปล่อยพวกเขาอยู่กันเองที่หมู่บ้านได้ ฉางเล่ยจึงล่าสัตว์ไปขายในเมืองเป็นอาชีพมานานหลายปี ด้วยครอบครัวที่ยากจนและเขาอยากให้น้องสาวได้เรียนหนังสือ ตนเองจึงไม่ยอมที่จะแต่งงานจนอายุล่วงเลยมาขนาดนี้ อีกทั้งผู้หญิงในหมู่บ้านต่างรังเกียจที่บ้านเขายากจน จึงไม่มีใครยอมรับหมั้นบ้านตระกูลฉาง
เขาขึ้นเขาล่าสัตว์ทุกวันจนเคยชิน วันนี้เขาก็ยังคงเดินทางไปดูกับดักสัตว์ตามที่ต่าง ๆ ซึ่งวางเอาไว้เมื่อวานนี้ กระทั่งยามใกล้เที่ยง ฉางเล่ยเดินไปยังลำธารบนภูเขาเพื่อกินอาหารที่ห่อมาจากบ้านตามปกติ ขณะที่เขากำลังจะไปตักน้ำใส่ขวด ปลายหางตากลับเหลือบไปเห็นร่างคนนอนอยู่ริมแม่น้ำโดยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ด้วยความจิตใจดีของฉางเล่ย เขาผละจากริมแม่น้ำที่อยู่ก่อนหน้าและเดินลิ่ว ๆ ไปดูอาการของคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
ฉางเล่ยเดินไปถึงร่างนั้นในเวลาไม่นาน เขารีบคุกเข่าลงไปและยื่นมือไปดูว่าผู้หญิงตรงหน้านี้ยังหายใจอยู่หรือเปล่า ถึงแม้ฉางเล่ยจะแปลกใจกับเสื้อผ้าที่แปลกประหลาดของผู้หญิงตรงหน้า แต่เขายังคงสำรวจดูว่าเธอบาดเจ็บหนักแค่ไหน
“คุณ! คุณครับ!” ฉางเล่ยเรียกเธอที่ยังคงสลบไสลอยู่ คราบเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อหนังที่เธอใส่ทำให้เขากังวล
ซูเมี่ยวจินได้ยินเสียงผู้ชายเรียกเธอ ในหัวของเธอที่กำลังจะพยายามลืมตาขึ้นมองดูว่าใครกำลังเรียกเธออยู่ และตัวเธอเองที่คิดว่าตายไปแล้วทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่กันแน่ ขณะที่ซูเมี่ยวจินกำลังจะฝืนลืมตาขึ้นอยู่นั้น เสียงในหัวของเธอกลับดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
[ตรวจพบเจ้านายคนใหม่ ยินดีด้วยที่ยังหายใจอยู่ ระบบแต่งงานกับผู้ช่วยชีวิตและทำให้ครอบครัวร่ำรวยพร้อมที่จะบริการคุณแล้ว กรุณาตอบรับหากต้องการรอดชีวิต]
ซูเมี่ยวจินคิดว่านี่มันระบบบ้าอะไรกัน อยู่ ๆ จะให้เธอแต่งงานกับคนที่เพิ่งรู้จักได้ยังไง แต่ด้วยบาดแผลสาหัสที่มีอยู่บนตัว เธอไม่มีทางเลือกหากต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ซูเมี่ยวจินจึงตอบรับกับระบบในใจ
[ระบบช่วยชีวิตเจ้านายทำงาน!!!]
ซูเมี่ยวจินที่ก่อนหน้านี้ยังไร้เรี่ยวแรงแม้จะลืมตา ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายที่เต็มไปด้วยคมกระสุนกลับดีขึ้นมาก บาดแผลก่อนหน้านี้กลับสมานกันอย่างรวดเร็ว และร่างกายของเธอเหมือนกับมีพลังงานเพิ่มขึ้นไม่น้อย ถึงแม้จะยังคงอ่อนแรงอยู่ แต่เธอรู้สึกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว
“คุณ! คุณครับ! ทำไมเรียกตั้งนานแล้วเธอยังไม่ตื่นนะ หรือว่าเธอจะบาดเจ็บหนัก”
เสียงของฉางเล่ยดังเข้าหูของซูเมี่ยวจินอีกครั้งหลังได้รับการรักษาจากระบบ เธอที่ร่างกายดีขึ้นมากรีบลืมตามองว่าที่สามี ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมระบบนี่ถึงต้องการให้เธอแต่งงานกับคนที่ช่วยชีวิตเธอตรงหน้า
“อืม… คุณเป็นใคร?” เสียงแหบแห้งของซูเมี่ยวจินดังขึ้นเบา ๆ
“ผมเป็นนายพรานของหมู่บ้าน เห็นคุณสลบอยู่เลยรีบมาดูครับ คุณเป็นยังไงบ้าง”
ฉางเล่ยไม่กล้าแตะต้องตัวผู้หญิงตรงหน้า แววตาที่ดุร้ายของเธอทำให้เขาหวาดหวั่นว่าหากทำสิ่งใดเกินเลยไป เขาอาจถูกเธอทำร้ายได้
“ฉันดีขึ้นมากแล้ว แต่ลุกเองไม่ได้ คุณช่วยหาน้ำมาให้ฉันกินสักหน่อยสิ”
ซูเมี่ยวจินที่ถึงแม้จะได้รับการรักษา แต่ร่างกายของเธอก็ยังไม่กลับมามีเรี่ยวแรงมากพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ด้วยเสียงอันแหบแห้ง เธอจึงต้องการกินน้ำสักหน่อยเพื่อให้คุยกับชายร่างใหญ่ตรงหน้าต่อได้อย่างไม่ลำบาก
“ครับ ๆ คุณรอสักครู่ ผมจะไปเอาน้ำให้” ฉางเล่ยลุกขึ้นเดินไปอีกทางไม่ไกลและกรอกน้ำใส่ขวดของเขาจนเต็ม จากนั้นเขานำน้ำมาป้อนให้ซูเมี่ยวจินซึ่งยังคงนอนนิ่งอยู่ริมลำธารอย่างช้า ๆ กระทั่งเธอไม่กินอีก เขาจึงเก็บขวดน้ำ
“ขอบคุณที่ช่วยนะคะ ไม่ทราบว่าที่นี่คือที่ไหน? แล้วตอนนี้วันที่เท่าไหร่”
ซูเมี่ยวจินมองการแต่งตัวของฉางเล่ยที่ดูล้าหลังจึงได้เอ่ยถามขึ้น เธอไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้แต่งตัวแบบนี้
“ที่นี่คือภูเขาเติ้งจื่อ หลังหมู่บ้านเติ้งของผม วันนี้วันที่ 20 เดือนสิงหาคม ปี 1980 ครับ”
ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินว่าตอนนี้เป็นปี 1980 เธอไม่คิดว่าตัวเองจะตกลงมาจากหน้าผาในปี 2025 แต่กลับย้อนเวลามาในปีที่ประเทศเพิ่งจะเริ่มการพัฒนาได้ เมื่อคิดอยู่พักใหญ่ ซูเมี่ยวจินจึงเอ่ยปากถามเขาอีกครั้ง
“คุณชื่ออะไร? ฉันชื่อซูเมี่ยวจิน”
“ผมฉางเล่ยครับ คุณพอจะลุกเองไหวไหม?”
“ไม่ไหวค่ะ คุณแต่งงานหรือยัง” ซูเมี่ยวจินรำคาญเสียงระบบในหัวที่คอยบอกให้เธอรีบขอแต่งงานกับผู้ชายตรงหน้าจึงได้ถามขึ้น
“เอ่อ… ยังครับ คุณถามทำไม?” ฉางเล่ยหน้าแดงขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าสวยดุถามเรื่องส่วนตัวของเขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ฉันกลัวว่าถ้าคุณพาฉันลงจากภูเขา คนอื่นจะหาว่าฉันยั่วยวนคุณน่ะสิคะ”
ซูเมี่ยวจินอ้างเรื่องความเหมาะสมระหว่างชายหญิงเพื่อไม่ให้ไก่ตื่น เธอไม่เคยมีแฟนมาก่อนจึงไม่รู้ว่าต้องทำยังไงให้ผู้ชายตรงหน้าแต่งงานกับเธอ
“อ่า… เป็นผมที่คิดน้อยไป ตอนนี้เลยเที่ยงมามากแล้ว ผมพาคุณกลับบ้านไปให้แม่ช่วยทำแผลให้ดีกว่านะครับ ผมคงต้องแบกคุณลงไป คุณคงไม่ถือสานะครับ”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณมากที่ช่วยฉัน ถ้าคุณอยากให้ฉันตอบแทนยังไงก็บอกได้นะคะ”
ซูเมี่ยวจินไม่อยากบอกตรง ๆ ว่าเธอยินดีใช้ร่างกายตอบแทนเขา เพราะกลัวว่าเขาจะระแวงว่าเธอเป็นคนไม่ดี ซูเมี่ยวจินจึงได้แต่บอกอ้อม ๆ
“ไม่เป็นไรครับ เห็นคนบาดเจ็บบนภูเขาแบบนี้ ผมคงปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ได้”
ฉางเล่ยจัดตะกร้าใส่สัตว์ที่ดักได้มาไว้ด้านหน้าของตัวเอง จากนั้นจึงก้มลงไปยกร่างของซูเมี่ยวจินมาพาดหลังและบอกให้เธอกอดคอเขาแน่น ๆ จะได้ไม่ตกลงไปจนได้รับบาดเจ็บซ้ำอีก
ระหว่างทางลงเขา ซูเมี่ยวจินถามเรื่องครอบครัวของฉางเล่ยเพื่อดูว่าเธอจะสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวนี้ได้หรือไม่ ฉางเล่ยผู้แสนซื่อไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเล่าให้เธอฟังอย่างมีความสุขถึงครอบครัวสี่คนของเขา และการล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงปากท้องรวมทั้งส่งน้องสาวเรียนได้ ทำให้เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจในตัวเองมาก
ซูเมี่ยวจินฟังทุกอย่างจากผู้ชายร่างใหญ่ที่แบกเธออยู่ก็รับรู้ได้ว่าครอบครัวนี้เลี้ยงลูกด้วยความรักและซื่อสัตย์จริง ๆ เธอเพิ่งเคยเห็นผู้ชายที่ซื่อตรงขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยก่อนหน้านี้เธออยู่ในองค์กรที่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ทำให้เธอต้องพบกับประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนี้
“ทำไมคุณถึงยังไม่แต่งงานล่ะ” ซูเมี่ยวจินถามเมื่อรู้ว่าเขาอายุมากกว่าเธอปีเดียว
“ครอบครัวผมยากจน ผู้หญิงที่ไหนจะอยากแต่งงานด้วยล่ะครับ”
“แต่คุณเป็นคนดีและขยันขันแข็งนะ ผู้หญิงพวกนั้นไม่เห็นความดีของคุณเหรอ”
“ในหมู่บ้านไม่มีใครชอบคนจนหรอกนะครับ พ่อกับแม่ผมก็บ่นมาตลอด เพราะกลัวว่าผมจะไม่มีครอบครัวสืบทอดตระกูลต่อไป น่าเสียดายที่ไม่มีใครยินดีแต่งงานกับผม” ฉางเล่ยตอบอย่างไม่คิดมากตามประสาคนซื่อ
เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ
ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&
สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน
ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม
วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ
เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง







