LOGIN“พ่อ แม่ คุณไกด์ มีใครอยู่ไหมคะ” เนเฟอร์ส่งเสียงเรียกออกไปอีกครั้ง แต่สิ่งที่เธอได้ยินกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตนเอง
เธอไม่ได้เดินลึกเข้าไปเพื่อตามหาคน เธอเลือกที่จะเดินกลับไปในทิศทางที่จำได้ว่าเป็นทางออก
ก่อนมาเที่ยวเธอกับครอบครัวได้นัดหมายกันล่วงหน้าในเรื่องนี้แล้ว ว่าหากเกิดเหตุผิดพลาดอะไรก็ตามในพีระมิดห้ามเดินเพ่นพ่าน ให้อยู่ที่เดิมรอเจ้าหน้าที่หรือกรุ๊ปทัวร์อื่นที่ผ่านมาช่วยเหลือ
แต่หากระบบไฟฟ้าในพีระมิดขัดข้องให้รีบเดินกลับทางเดิมในทันที จะอย่างไรภายในพีระมิดที่เปิดให้เข้าชมเส้นทางไม่ได้ซับซ้อน ถ้าติดอยู่ภายในในสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทเป็นเวลานานอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
เนเฟอร์ใช้แฟลชโทรศัพท์ส่องทางอย่างใจเย็น ไม่นานแสงสว่างปลายทางก็ส่องลอดเข้ามา เธอจึงรีบเดินไปที่แสงสว่างตรงหน้า
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าของเนเฟอร์คือเนินผาหินและทะเลทรายเวิ้งว้าง ไม่มีรถของนักท่องเที่ยวจอดเรียงรายตามปกติ ไม่มีขั้นบันไดที่สร้างมาสำหรับใช้งาน ไม่มีผู้คนที่ควรจะอยู่ที่นี่
เธอนิ่งงัน หันมองดูโดยรอบอีกหลายครั้ง ความสงสัยมากมายผุดขึ้นในหัว
“อะไรเนี่ย มาผิดทางเหรอไง” เธอพึมพำก่อนจะหันกลับไปมองที่อุโมงค์ทางเข้าที่เพิ่งออกมา เผื่อว่าจะมีใครที่ติดอยู่ในนั้นแล้วตามออกมาด้วยสักคน
แต่เธอก็ต้องชะงักงันไปอีกครั้ง เมื่อปลายทางที่เธอเพิ่งออกมากลับกลายเป็นผาหินตัดขรุขระตามธรรมชาติที่ราวกับว่าไม่มีผู้คนเคยแตะต้องมาก่อน
เธอรีบเดินเข้าหากำแพงหิน ใช้มือตบไปตามชั้นหินหนา เสียงทึบตันที่ตอบกลับมาย่อมหมายถึงภายในของมันไม่ได้กลวง สิ่งนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความแปลกพิสดารของเหตุการณ์
เนเฟอร์ใจเย็นพอที่จะไม่กรีดร้องโวยวายไร้สาระ เธอก้มมองโทรศัพท์ในมือเพื่อหาวิธีขอความช่วยเหลือ แต่นอกจากแบตเตอรี่ที่มีอยู่ครึ่งหนึ่งแล้ว ช่องทางการสื่อสารที่เหลือกลับไร้สัญญาณ และในเมื่อทำอะไรไม่ได้เธอจึงปิดแฟลชที่เปิดค้างไว้ก่อนเพื่อประหยัดแบตเตอรี่
พื้นที่ไร้เงาของพืชเช่นนี้ย่อมมีที่หลบแดดได้เพียงแค่ด้านหลังของหินปูนบางส่วนที่ยื่นออกมา เนเฟอร์จึงแอบหลบอยู่ในมุมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เธอนั่งลงกับพื้น มีอาการเหม่อลอยเล็กน้อยกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติปกติ และไร้ซึ่งเหตุผลโดยสิ้นเชิง
เนเฟอร์สูดหายใจเข้าลึกแล้วพยายามจัดลำดับความคิด แม้เธอจะเป็นคนขี้เล่นไปบ้าง แต่สภาพจิตใจกลับค่อนข้างแข็งแกร่ง การศึกษาที่เพิ่งจบมาในสาขาจิตวิทยายิ่งทำให้เธอรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึกด้านลบของตัวเอง
“ทางเข้าหายไป เรื่องนี้แปลกมาก คำสาปของฟาโรห์เจ้าของสุสานหรือยังไง” เนเฟอร์พึมพำ เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอใช้ความคิดล้วนมักจะพูดคุยกับตนเองเพื่อจัดลำดับเหตุการณ์เสมอ
“ที่นี่ยังเป็นผาหินที่ล้อมรอบด้วยทะเลทราย อาจเป็นไปได้ว่าเรายังอยู่ในบริเวณสุสานหลวงแห่งอามาร์นา”
“ตอนกลางวันร้อนแบบนี้ก็จริง แต่ที่นี่กลางคืนเหมือนจะหนาวมาก ถ้าไม่มีใครมาช่วย เราอาจจะอยู่ในสภาพนี้ในเวลากลางคืนไม่ไหว”
เธอก้มมองดูชุดที่ตนเองสวมมาวันนี้ ส่วนล่างสวมกางเกงยีนส์ขายาวกับรองเท้าผ้าใบทะมัดทะแมง เพื่อสะดวกกับการเดินท่องเที่ยว ส่วนบนสวมเสื้อยืดตัวในสีขาวและแจ็กเก็ตหนังสีดำสำหรับกันแดด แน่นอนว่าแจ็กเก็ตตัวนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันหนาว
อากาศช่วงกลางคืนของอามาร์นาอยู่ที่ราว ๆ สิบองศา ซึ่งเนเฟอร์รู้ตัวดีว่าไม่สามารถทนต่อความหนาวเย็นในระดับนี้ได้ทั้งคืน
ส่วนอุปกรณ์ที่เหลือเธอพกมาเพียงแค่กระเป๋าสะพายใบเล็กหนึ่งใบ ด้านในประกอบด้วยเอกสารเดินทาง หนังสือนำเที่ยว น้ำขวดหนึ่ง ขนมที่เป็นบิสกิตแท่งขนาดเล็กสองห่อ และครีมทากันแดดขวดใหญ่
ในขณะที่กำลังตัดพ้อที่ตัวเองนำของใช้มาน้อยเกินไป จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันเบา ๆ
ร่างเพรียวบางรีบผุดลุกขึ้นยืน เดินออกจากส่วนของหินที่บดบังแล้วชะเง้อมองกลุ่มคนที่กำลังเดินทางมา
เนเฟอร์แอบระแวงนิดหน่อยเพราะกลัวว่าผู้มาจะเป็นกลุ่มคนนอกกฎหมายที่เห็นได้บ่อยๆในข่าวต่างประเทศ แต่เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนั้นมีผู้หญิง เด็ก และคนชรามาด้วยจำนวนหนึ่งจึงได้วางใจอยู่บ้าง
คนทั้งกลุ่มเดินเท้ามา มีอยู่ด้วยกันประมาณห้าสิบคนเห็นจะได้ ชุดที่พวกเขาใส่ไม่ได้แปลกตาสำหรับเนเฟอร์เลย อย่างน้อยเธอก็เพิ่งเห็นชุดแบบนี้มาหลายรอบทั้งในปติมากรรม รูปสลักบนกำแพง หรือแม้แต่แบบจำลองในพิพิธภัณฑ์
พวกเขาสวมชุดที่ทำด้วยผ้าสีขาวที่คลุกฝุ่นจนแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาล ผู้ชายสวมเพียงผ้ารัดเอวเบื้องล่าง ด้านบนเปลือยอก ส่วนผู้หญิงสวมชุดยาวตรงตลอดทั้งตัวแบบแขนกุด
ชายหนุ่มแข็งแรงล้วนแบกข้าวของขนาดใหญ่ หญิงสาวอุ้มห่อผ้าเอาไว้ แม้แต่เด็ก ๆ ก็ช่วยกันขนย้ายสิ่งของขนาดเล็ก พวกเขาราวกับผู้อพยพในสมัยโบราณ
เมื่อพวกเขายิ่งเข้ามาใกล้เนเฟอร์ยิ่งมองเห็นความแตกต่างของแต่ละคนชัดเจน บางคนผิวค่อนข้างขาว บางคนผิวเข้ม แต่ทุกคนล้วนโครงหน้าคมชัด และที่เห็นได้ชัดกว่าคือการขีดวาดสีดำรอบดวงตา
“นี่ พวกคุณ มีใครพอจะพูดภาษาอังกฤษได้ไหม” เนเฟอร์ตะโกนถาม เธออยู่บนเนินหิน ส่วนพวกเขาลัดเลาะขอบผาหินหลบแดดที่เบื้องล่างจึงยังไม่มีคนเห็นเธอ
ทุกคนต่างมองขึ้นมา ทั้งยังชี้ไม้ชี้มือพูดภาษาที่เธอไม่เข้าใจ
“อูรา ข้าต้องการไข่” จู่ ๆ เนเฟอร์ก็พูดขึ้นระหว่างเดินทางกลับ“ถ้าในตลาดราคาสูงมากขอรับ ราว ๆ สิบฟองต่อเอมเมอร์หนึ่งกระสอบ” อูราเหลียวมองมาแล้วตอบกลับเนเฟอร์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะนั่นเท่ากับว่าไข่หนึ่งสิบฟองราคาเท่ากับค่าแรงทั้งวันของแรงงานชำนาญการหนึ่งคนเลยทีเดียว“หรือท่านอาจให้พวกเด็ก ๆ ไปตามเก็บที่ริมแม่น้ำ ราคาจะถูกลงกว่าครึ่ง” อูราแนะนำแต่นั่นยังคงเป็นราคาที่แพงเกินไปอยู่ดีเนเฟอร์ต้องการทำขนมปังอร่อย ๆ มันต้องครบด้วยความหอมหวานและนุ่มลื่นคอ แต่วัตถุดิบหลักอย่างไข่กลับราคาแพงหูฉี่ เธอไม่เพียงอยากทำกินเอง ทั้งยังอยากนำมันไปขายเพื่อเพิ่มผลกำไร แต่ดูเหมือนว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด“ไข่ริมแม่น้ำไม่มีเจ้าของหรือ” เนเฟอร์แคลงใจ เธอไม่อยากเป็นขโมยเสียเท่าไหร่“ไม่มีขอรับ หากเป็นเป็ดเลี้ยงจะมีคนเฝ้า ส่วนเป็ดทั่วไปออกไข่กันไม่เป็นที่ แหล่งหากินอยู่ริมน้ำ” อูราขยายความให้ฟังตามประวัติศาสตร์ ประชากรของอียิปต์ยุคนี้มีเพียงสี่ถึงห้าล้านคน ดำรงชีว
บทที่ 11 ช่างหินเนเฟอร์นัดกับอูราในเวลาสิบโมงครึ่ง แน่นอนว่านี่เป็นเวลาในใจของเธอเองอียิปต์มีนาฬิกาแดด แต่คิดหลักเป็นทีละหนึ่งชั่วโมง และช่วงครึ่งหนึ่งต้องกะเอาเอง ซึ่งเวลาสิบโมงกว่า ๆ นั้นเป็นเวลาเริ่มพักกลางวันของคนยุคนี้ ซึ่งจะยาวนานราวสามถึงสี่ชั่วโมงเลยทีเดียวคนส่วนใหญ่หลบไปนอนพักหรือไปรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะมีร่มเงา ส่วนงานก่อสร้างถูกพักทั้งหมด“ท่านหญิงมานานหรือยัง” อูรารีบวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบเมื่อเห็นท่านหญิงนั่งรอใต้ชายคาบ้านของเขา“ไม่นานเท่าไหร่” เนเฟอร์หันมองคนที่มาถึงก่อนจะยิ้มตอบ แต่ก็ต้องเบือนหน้าหนีเมื่อแสงแดดสะท้อนกับผิวน้ำในโอ่งข้างบ้านปกติชาวอียิปต์มักเขียนขอบตาด้วยโคล ซึ่งทำจากแร่ที่มีสีดำหรือสิ่งที่หาได้ง่ายกว่าเช่นถ่าน แต่นี่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามแต่เพื่อลดแสงสะท้อนที่มาจากแสงแดดดินแดนที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายแบบนี้แทบไม่มีเมฆให้เห็น ดวงอาทิตย์จึงสามารถส่องลงมาได้เต็มที่และสะท้อนเงาแสงได้กับทุกอย่างที่มีผิวเรียบหรือมันเงา โคลจึ
บทที่ 10 โรงงานแรกเช้าวันนี้หลังจากกลับจากตลาดเนเฟอร์ก็ฮัมเพลงงึมงำ มุมปากยังติดรอยยิ้มเล็ก ๆ ตลอดเวลาคล้ายกำลังมีความสุข“วันนี้แลกอะไรดี ๆ มาได้หรืออย่างไร” ยายไทเยถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวข้างตัวดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ“ตลาดชาวบ้านจะมีอะไรได้ล่ะเจ้าคะ แต่พอดีนึกขึ้นมาได้ว่าในเมื่อตั้งกลุ่มทำสบู่ได้ก็อาจทำอย่างอื่นได้ด้วย” เนเฟอร์ตอบพร้อมกับยิ้มตาหยี ทั้งยังกล่าวทิ้งท้ายอีกหนึ่งประโยคก่อนจะขอตัวไปทำเรื่องที่คิดเอาไว้“อีกไม่นานข้าจะให้ท่านลองกินอะไรดี ๆ” เธอพูดทั้งยังขยิบตาส่งให้อย่างขี้เล่นเนเฟอร์ยืนอยู่หน้าบ้านมองแสงแดดตอนสายที่เริ่มร้อนแรงก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่อยู่ในตัวบ้าน เสื้อตัวนี้เธอใส่ติดตัวมาจากอนาคต พอสวมกับชุดอียิปต์ตัวยาวสีขาวแล้วค่อนข้างแปลกตา แต่เธอก็เลี่ยงที่จะไม่สวมไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจเกิดอาการผิวไหม้จากการตากแดดโดยตรงได้อาการคันและแสบร้อนไม่ใช่อาการที่น่าดูชมเลยสักนิด มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างจากมีมด
บทที่ 9 สินค้าทดลองรูปลักษณ์ของเนเฟอร์ค่อนข้างโดดเด่นท่ามกลางผู้คน ยังมีความสูงที่สะดุดตากว่าผู้หญิงทั่วไปทำให้เป็นที่จับจ้องในตลาดสตรีในยุคนี้รูปร่างไม่สูงนัก ส่วนใหญ่อยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ส่วนเนเฟอร์ที่สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบถือว่าผิดปกติอยู่สักหน่อย แต่ความงามละมุนและรอยยิ้มที่แต่งแต้มมุมปากอย่างอ่อนโยนทำให้หลายคนมองข้ามความแปลกแยกของเธอไปหลังจากที่คนในกลุ่มได้ใช้สบู่แล้วพวกเธอล้วนถูกใจมาก เด็กหญิงส่วนใหญ่ชอบสบู่อาบน้ำกลิ่นหอม ส่วนผู้ใหญ่จะชื่นชอบสบู่ซักผ้าที่ขจัดคราบได้ดีมากกว่าหลังจากนั้นจึงมีการพูดปากต่อปากไปยังกลุ่มอื่น เนเฟอร์จึงได้ทำสบู่มากขึ้นแล้วแลกเปลี่ยนกับของบางอย่างจากพวกเธอเหล่านั้นการแลกเปลี่ยนในยุคนี้ไม่ได้ใช้เงินแต่เป็นการแลกเปลี่ยนของต่อของ แต่ยังคงมีการกำกับเป็นหน่วยวัดที่ชัดเจนเพื่อการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมอยู่ หน่วยวัดคือ เดเบนพวกเขากำหนดมูลค่าสิ่งของเอาไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผ้าลินินหนึ่งพับมูลค่าห้าเดเบน สามารถแลกกับธัญพืช
บทที่ 8 นางในฝันเรือที่แล่นผ่านไปเป็นเพียงเรื่องราวเล็กน้อยในชีวิตของคนชนชั้นล่าง พวกเขายังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาอาหารเลี้ยงท้องกันต่อไปก่อนที่สบู่ของเนเฟอร์จะเซ็ตตัวได้ที่ก็มีเหตุการณ์ใหญ่อีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นจู่ ๆ น้ำในแม่น้ำไนล์ก็เพิ่มสูงจนล้นเข้ามาในฝั่ง เนเฟอร์ตื่นตระหนกกังวลว่าน้ำจะท่วมบ้าน แต่ความกังวลนั้นก็หายไปเมื่อไม่มีใครในหมู่บ้านตกใจแม้แต่คนเดียว อีกทั้งพวกเขายังยิ้มอย่างยินดีอีกด้วยเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นยายไทเยเป็นคนเข้ามาปลอบและอธิบายเหตุผลให้เธอฟังสรุปว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวอียิปต์เท่านั้น ทางอียิปต์ไม่มีฤดูกาลทางสภาพอากาศ แต่พวกเขานับฤดูกาลจากน้ำที่แบ่งเป็นสามฤดู ประกอบด้วยฤดูน้ำหลากที่น้ำล้นตลิ่ง ฤดูเพาะปลูกเมื่อน้ำลด และฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อระดับน้ำลดลงต่ำที่สุดในรอบปี แต่ละฤดูห่างกันราว ๆ สี่เดือนตอนที่กลุ่มของมาอัตสร้างบ้านใหม่ ๆ เนเฟอร์ยังคิดอยู่ว่าพวกเขาใช้น้ำในชีวิตประจำวันค่อนข้างมากทำไมต้องปลูกบ้านห่างจากแม่น้ำมากขนาดนั้น มาตอนนี้เธอจึงได้ร
บทที่ 7 เรือกลางแม่น้ำเนเฟอร์เพิ่งรู้ว่าชาวอียิปต์โบราณค่อนข้างรักสะอาด พวกเขาแทบจะอาบน้ำวันละหลายครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะอากาศที่ร้อนจนเหงื่อออกมาก อีกทั้งความสะอาดยังเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเพราะทวยเทพ พวกเขาเชื่อว่าการทำตัวให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นการเคารพทวยเทพในรูปแบบหนึ่งคนที่นี่รู้จักการกรองน้ำและต้มน้ำให้สะอาดดีอยู่แล้ว แต่ติดอยู่อย่างเดียวที่ไม่มีอุปกรณ์ในการอาบน้ำที่ทำให้สดชื่น อีกอย่างเนเฟอร์ต้องการสบู่ที่ใช้ในการซักผ้าชุดอียิปต์ทำจากผ้าลินินสีขาว เวลาเปื้อนค่อนข้างเด่นชัด การซักให้สะอาดบางทีต้องใช้เวลาทั้งวันสำหรับครอบครัวที่มีผู้ชายหลายคน งานก่อสร้างย่อมต้องคลุกฝุ่นและโคลน เนเฟอร์มองพวกผู้หญิงซักผ้ากันจนมือแดงก็อดสงสารไม่ได้ในเมื่อเธอมีความรู้เรื่องนี้อยู่นิดหน่อยก็เลยจะลองทำดู อีกทั้งมันอาจสามารถนำไปขายแลกสิ่งของได้ ทุกวันนี้เธออยู่ได้เพราะการเลี้ยงดูของยายไทเย เธอก็อดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้“สบู่คืออะไร” เนบอาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินในสิ่งที่ไม่รู้จัก เธอมองไปที่อุปกรณ์ที่ตนเองนำมาด้วยแล้ว







![ดวงใจคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)