LOGIN“มาอัต พ่อจะช่วยเธอเหรอ” สตรีร่างเล็กผิวคล้ำสอบถามขึ้นมา
“อืม ผู้หญิงคนเดียวอยู่ในที่แบบนี้ ถ้ารอดคืนนี้ไปได้คืนต่อไปก็คงไม่รอดอยู่ดี” มาอัต ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มตอบกลับ
“แต่ดูเหมือนเธอจะเป็นคนต่างอาณาจักร” เธอแย้ง
มาอัตส่ายศีรษะแล้วพูดต่อ “องค์ฟาโรห์เพิ่งประกาศย้ายเมืองหลวง และยินดีต้อนรับผู้ศรัทธาแห่งอาเทนเข้ามาเป็นประชาชนภายใต้เบื้องบาท ดังนั้นยังไงก็ต้องสอบถามเธอก่อนว่าเป็นผู้ที่เดินทางมาด้วยเรื่องนี้หรือไม่”
เมื่อผู้นำพูดเช่นนี้ก็ไม่มีใครกล้าแย้งอีก ในสังคมของพวกเขาเป็นสังคมระบบชนชั้นที่มีการแบ่งแยกค่อนข้างชัดเจน การทำตามผู้มีตำแหน่งสูงกว่าเป็นเรื่องที่สมควรที่สุด
“อูรา ปีนขึ้นไป พาเธอลงมา” เขาหันไปสั่งเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง
“ขอรับ” เขารับคำพร้อมกับวางตะกร้าสานขนาดใหญ่บนหลังลง
ผู้รับคำสั่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง แม้จะดูอายุน้อยไปบ้างแต่ก็มีมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงสมบูรณ์ดี เขาเลือกหยิบเชือกเส้นยาวออกจากตะกร้าพร้อมกับตะขอเกี่ยว
ในชุมชนตอนนี้มีคนไม่มากที่สามารถปีนผาสูงได้ อย่างน้อยชาวอียิปต์ปกติส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้ พวกเขามีอารยธรรมในการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่การขึ้นโครงสร้างเช่นนั้นมีการต่อเติมนั่งร้านหรือทางลาดเอาไว้ล่วงหน้า การปีนเขาตัวเปล่าไม่ใช่วิสัยปกติ
ผู้ที่มาอัตพามาด้วยมีเพียงหนุ่มน้อยอูราเท่านั้นที่ทำได้ เขามาจากเบียว(คาบสมุทรไซนาย)ทางทิศตะวันออก พื้นที่แถบนั้นเป็นหุบเขาสลับซับซ้อนและมีภูเขาจำนวนมาก ครอบครัวของอูราเสียชีวิตจากโจรปล้นคาราวานที่เดินทางมายังอียิปต์ ส่วนมาอัตที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับตัวเด็กหนุ่มที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์เอาไว้ในหมู่บ้าน
เชือกที่อูราเลือกใช้คือเชือกจากใยของต้นปาล์ม มันมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เขาคล้องมันไว้ที่เอวก่อนจะมองหาแง่งหินที่จะใช้สำหรับปีนคร่าว ๆ เมื่อพบจุดที่เหมาะสมก็กระโดดเกาะผาหินแล้วปีนขึ้นตามแนวแง่งหินอย่างรวดเร็ว
“เจ้าอูรานี่เหมือนลิงบาบูนที่นักบวชแถวบ้านเก่าเลี้ยงเอาไว้เลย” สตรีร่างเล็กผิวคล้ำคนเดิมพูดขึ้นเบา ๆ สายตาก็จ้องไปทีแผ่นหลังของคนที่กล่าวถึงอย่างชื่นชม
“เนบอา พี่เคยเห็นลิงบาบูนด้วยเหรอ” เด็กชายตัวน้อยเขย่าชายผ้าของเธอก่อนจะถาม
“เคยสิ พี่ยังเคยเห็นพวกมันขึ้นไปเก็บผลไม้ด้วย” เธอยืดอกพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะเงียบไปเมื่อเจอน้องคนเล็กที่ช่างตั้งคำถาม
“พวกมันมาจากที่ไหน่น่ะ” เด็กชายถามต่อ
“เอ่อ…” เนบอาเพียงแค่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตนั้นผ่าน ๆ จากบ้านของนักบวชเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นเธอไม่รู้เลยแม้แต่น้อย เมื่อครู่เพียงแค่อยากอวดภูมิเท่านั้น
“ถูกส่งมาจากนูเบียหรือไม่ก็ปุนต์(เอริเทรียในปัจจุบัน) พวกมันมาจากทางตอนใต้” มาอัตเป็นผู้ตอบคำถามแทน ก่อนที่เขาจะถูกเด็ก ๆ ห้อมล้อมแล้วตั้งคำถามเรื่องราวต่าง ๆ เพิ่ม
เนเฟอร์มองดูชายหนุ่มที่ปีนขึ้นมาหาตัวเองอย่างลุ้นระทึก จะอย่างไรผาหินตรงนี้มีความลาดชันสูง แม้จะสูงแค่ราว ๆ ตึกสามชั้นแต่หากตกลงไปก็อันตรายอยู่ดี
และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะมาถึงด้านบนเธอก็ก้าวถอยหลังเพื่อเว้นพื้นที่ให้ผู้มาได้หยั่งเท้า
อูรามองไปที่เนเฟอร์แค่แวบเดียวก่อนจะเบนสายตาหลบ คนที่ถูกมองแอบแตะแก้มตัวเองเบา ๆ สงสัยว่าหน้าตาของเธอมีอะไรให้เขากลัวหรือไม่
ชายหนุ่มไปตามหาแง่งหินที่พอจะใช้เชือกมัดได้ ทั้งยังผูกปมเชือกหลายจุดบนเส้นเชือกยาวเพื่อให้เป็นจุดกันลื่นเมื่อโรยตัวลงไป
เนเฟอร์สังเกตคนที่มาช่วยคนนี้อยู่ตลอด เธอสังเกตจากรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายแล้วอายุน่าจะไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปี ส่วนสูงมากกว่าเธอนิดหน่อยแต่ดูแข็งแรงกว่ามาก ผิวของเขาออกไปในทางขาวเหลืองคล้ายคนทางฝั่งเอเชีย แต่ที่ทำให้เนเฟอร์สนใจที่สุดคือความละเอียดรอบคอบของเขา
เมื่อเตรียมตัวแล้วเสร็จก็ถึงเวลาลงไป เนเฟอร์ที่สวมถุงมือหนาที่ใช้กันแดดอยู่แล้วจึงสามารถจับเชือกจากใยไม้หยาบได้โดยไม่เจ็บมือ เธอคว้าเชือกที่อีกฝ่ายยื่นส่งให้ก่อนจะใช้ส่วนหนึ่งพันรอบตัวเองและผูกเงื่อนสำหรับการปีนเขาอย่างชำนาญ และใช้เวลาไม่กี่นาทีในการเตรียมพร้อมที่จะโรยตัวลงไปจากผาหิน
อูราค่อนข้างตกตะลึงกับความสามารถของสตรีตรงหน้า เขาย่อมไม่เคยเห็นผู้หญิงปีนเขามาก่อน และยังไม่เคยเห็นวิธีการผูกเชือกแบบนี้ แต่มองไปมองมาก็รู้สึกว่ามันน่าจะปลอดภัยเลยปล่อยเลยตามเลย
ในตอนแรกอูราหมายจะมัดตัวของหญิงสาวขึ้นหลังเพื่อช่วยพาเธอลงไป แต่เมื่อเห็นความชำนาญระดับนี้จึงได้ปล่อยให้เธอจัดการตนเอง
ไม่เพียงอูราที่ตะลึงงัน ผู้คนที่รออยู่ด้านล่างยังตกตะลึงมากกว่า เมื่อหญิงสาวผู้งดงามประหนึ่งเทพีกำลังโรยตัวลงเขาอย่างช้า ๆ ด้วยตนเอง
“ท่านพ่อ เธอ เธอจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” เนบอาดึงแขนมาอัตที่อยู่ข้าง ๆ แล้วสอบถามอย่างตื่น ๆ
ในครั้งนี้มาอัตผู้มากความรู้ก็จนด้วยคำพูดเหมือนกัน
บทที่ 11 ช่างหินเนเฟอร์นัดกับอูราในเวลาสิบโมงครึ่ง แน่นอนว่านี่เป็นเวลาในใจของเธอเองอียิปต์มีนาฬิกาแดด แต่คิดหลักเป็นทีละหนึ่งชั่วโมง และช่วงครึ่งหนึ่งต้องกะเอาเอง ซึ่งเวลาสิบโมงกว่า ๆ นั้นเป็นเวลาเริ่มพักกลางวันของคนยุคนี้ ซึ่งจะยาวนานราวสามถึงสี่ชั่วโมงเลยทีเดียวคนส่วนใหญ่หลบไปนอนพักหรือไปรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะมีร่มเงา ส่วนงานก่อสร้างถูกพักทั้งหมด“ท่านหญิงมานานหรือยัง” อูรารีบวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบเมื่อเห็นท่านหญิงนั่งรอใต้ชายคาบ้านของเขา“ไม่นานเท่าไหร่” เนเฟอร์หันมองคนที่มาถึงก่อนจะยิ้มตอบ แต่ก็ต้องเบือนหน้าหนีเมื่อแสงแดดสะท้อนกับผิวน้ำในโอ่งข้างบ้านปกติชาวอียิปต์มักเขียนขอบตาด้วยโคล ซึ่งทำจากแร่ที่มีสีดำหรือสิ่งที่หาได้ง่ายกว่าเช่นถ่าน แต่นี่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามแต่เพื่อลดแสงสะท้อนที่มาจากแสงแดดดินแดนที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายแบบนี้แทบไม่มีเมฆให้เห็น ดวงอาทิตย์จึงสามารถส่องลงมาได้เต็มที่และสะท้อนเงาแสงได้กับทุกอย่างที่มีผิวเรียบหรือมันเงา โคลจึ
บทที่ 10 โรงงานแรกเช้าวันนี้หลังจากกลับจากตลาดเนเฟอร์ก็ฮัมเพลงงึมงำ มุมปากยังติดรอยยิ้มเล็ก ๆ ตลอดเวลาคล้ายกำลังมีความสุข“วันนี้แลกอะไรดี ๆ มาได้หรืออย่างไร” ยายไทเยถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวข้างตัวดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ“ตลาดชาวบ้านจะมีอะไรได้ล่ะเจ้าคะ แต่พอดีนึกขึ้นมาได้ว่าในเมื่อตั้งกลุ่มทำสบู่ได้ก็อาจทำอย่างอื่นได้ด้วย” เนเฟอร์ตอบพร้อมกับยิ้มตาหยี ทั้งยังกล่าวทิ้งท้ายอีกหนึ่งประโยคก่อนจะขอตัวไปทำเรื่องที่คิดเอาไว้“อีกไม่นานข้าจะให้ท่านลองกินอะไรดี ๆ” เธอพูดทั้งยังขยิบตาส่งให้อย่างขี้เล่นเนเฟอร์ยืนอยู่หน้าบ้านมองแสงแดดตอนสายที่เริ่มร้อนแรงก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่อยู่ในตัวบ้าน เสื้อตัวนี้เธอใส่ติดตัวมาจากอนาคต พอสวมกับชุดอียิปต์ตัวยาวสีขาวแล้วค่อนข้างแปลกตา แต่เธอก็เลี่ยงที่จะไม่สวมไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจเกิดอาการผิวไหม้จากการตากแดดโดยตรงได้อาการคันและแสบร้อนไม่ใช่อาการที่น่าดูชมเลยสักนิด มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างจากมีมด
บทที่ 9 สินค้าทดลองรูปลักษณ์ของเนเฟอร์ค่อนข้างโดดเด่นท่ามกลางผู้คน ยังมีความสูงที่สะดุดตากว่าผู้หญิงทั่วไปทำให้เป็นที่จับจ้องในตลาดสตรีในยุคนี้รูปร่างไม่สูงนัก ส่วนใหญ่อยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ส่วนเนเฟอร์ที่สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบถือว่าผิดปกติอยู่สักหน่อย แต่ความงามละมุนและรอยยิ้มที่แต่งแต้มมุมปากอย่างอ่อนโยนทำให้หลายคนมองข้ามความแปลกแยกของเธอไปหลังจากที่คนในกลุ่มได้ใช้สบู่แล้วพวกเธอล้วนถูกใจมาก เด็กหญิงส่วนใหญ่ชอบสบู่อาบน้ำกลิ่นหอม ส่วนผู้ใหญ่จะชื่นชอบสบู่ซักผ้าที่ขจัดคราบได้ดีมากกว่าหลังจากนั้นจึงมีการพูดปากต่อปากไปยังกลุ่มอื่น เนเฟอร์จึงได้ทำสบู่มากขึ้นแล้วแลกเปลี่ยนกับของบางอย่างจากพวกเธอเหล่านั้นการแลกเปลี่ยนในยุคนี้ไม่ได้ใช้เงินแต่เป็นการแลกเปลี่ยนของต่อของ แต่ยังคงมีการกำกับเป็นหน่วยวัดที่ชัดเจนเพื่อการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมอยู่ หน่วยวัดคือ เดเบนพวกเขากำหนดมูลค่าสิ่งของเอาไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผ้าลินินหนึ่งพับมูลค่าห้าเดเบน สามารถแลกกับธัญพืช
บทที่ 8 นางในฝันเรือที่แล่นผ่านไปเป็นเพียงเรื่องราวเล็กน้อยในชีวิตของคนชนชั้นล่าง พวกเขายังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาอาหารเลี้ยงท้องกันต่อไปก่อนที่สบู่ของเนเฟอร์จะเซ็ตตัวได้ที่ก็มีเหตุการณ์ใหญ่อีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นจู่ ๆ น้ำในแม่น้ำไนล์ก็เพิ่มสูงจนล้นเข้ามาในฝั่ง เนเฟอร์ตื่นตระหนกกังวลว่าน้ำจะท่วมบ้าน แต่ความกังวลนั้นก็หายไปเมื่อไม่มีใครในหมู่บ้านตกใจแม้แต่คนเดียว อีกทั้งพวกเขายังยิ้มอย่างยินดีอีกด้วยเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นยายไทเยเป็นคนเข้ามาปลอบและอธิบายเหตุผลให้เธอฟังสรุปว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวอียิปต์เท่านั้น ทางอียิปต์ไม่มีฤดูกาลทางสภาพอากาศ แต่พวกเขานับฤดูกาลจากน้ำที่แบ่งเป็นสามฤดู ประกอบด้วยฤดูน้ำหลากที่น้ำล้นตลิ่ง ฤดูเพาะปลูกเมื่อน้ำลด และฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อระดับน้ำลดลงต่ำที่สุดในรอบปี แต่ละฤดูห่างกันราว ๆ สี่เดือนตอนที่กลุ่มของมาอัตสร้างบ้านใหม่ ๆ เนเฟอร์ยังคิดอยู่ว่าพวกเขาใช้น้ำในชีวิตประจำวันค่อนข้างมากทำไมต้องปลูกบ้านห่างจากแม่น้ำมากขนาดนั้น มาตอนนี้เธอจึงได้ร
บทที่ 7 เรือกลางแม่น้ำเนเฟอร์เพิ่งรู้ว่าชาวอียิปต์โบราณค่อนข้างรักสะอาด พวกเขาแทบจะอาบน้ำวันละหลายครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะอากาศที่ร้อนจนเหงื่อออกมาก อีกทั้งความสะอาดยังเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเพราะทวยเทพ พวกเขาเชื่อว่าการทำตัวให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นการเคารพทวยเทพในรูปแบบหนึ่งคนที่นี่รู้จักการกรองน้ำและต้มน้ำให้สะอาดดีอยู่แล้ว แต่ติดอยู่อย่างเดียวที่ไม่มีอุปกรณ์ในการอาบน้ำที่ทำให้สดชื่น อีกอย่างเนเฟอร์ต้องการสบู่ที่ใช้ในการซักผ้าชุดอียิปต์ทำจากผ้าลินินสีขาว เวลาเปื้อนค่อนข้างเด่นชัด การซักให้สะอาดบางทีต้องใช้เวลาทั้งวันสำหรับครอบครัวที่มีผู้ชายหลายคน งานก่อสร้างย่อมต้องคลุกฝุ่นและโคลน เนเฟอร์มองพวกผู้หญิงซักผ้ากันจนมือแดงก็อดสงสารไม่ได้ในเมื่อเธอมีความรู้เรื่องนี้อยู่นิดหน่อยก็เลยจะลองทำดู อีกทั้งมันอาจสามารถนำไปขายแลกสิ่งของได้ ทุกวันนี้เธออยู่ได้เพราะการเลี้ยงดูของยายไทเย เธอก็อดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้“สบู่คืออะไร” เนบอาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินในสิ่งที่ไม่รู้จัก เธอมองไปที่อุปกรณ์ที่ตนเองนำมาด้วยแล้ว
ช่วงนั้นเหล่าหญิงสาวกำลังเตรียมอาหาร ขนมปังแห้งและเนื้อปลาตากแห้งดูเหมือนจะเป็นอาหารหลัก จะอย่างไรพวกเขาเดินทางมาไกล อาหารที่มีจึงเป็นอาหารที่เก็บได้นานทั้งสิ้นเนเฟอร์ใช้ช่วงเวลานั้นเรียกหญิงชราเอาไว้ เธอยื่นสร้อยคอที่ถือไว้ให้แล้วชี้ไปที่อาหาร“ไทเย นั่น แลก” เนเฟอร์รู้จักชื่อของหญิงชราจากการที่ได้ยินผู้คนเรียกขาน และหลังจากที่เรียนกับหญิงชรามาเธอจึงได้คำพูดง่าย ๆ เอาไว้ใช้“ไม่ต้อง ๆ” หญิงชราพูดพร้อมกับดันมือเธอออก หลังจากนั้นจึงเรียกคนแถวนั้นให้ส่งอาหารมาให้ข้อดีของชาวบ้านยุคโบราณคือน้ำใจ พวกเขาไม่มีท่าทางไม่พอใจแม้แต่น้อยเมื่อต้องนำอาหารมาให้คนแปลกหน้านอกกลุ่ม ทั้งยังยินดีแบ่งปัน“ขอบคุณ” เนเฟอร์กล่าวเป็นภาษาของพวกเขาที่ไม่ได้ชัดเจนตรงตามหลักภาษานัก แต่ผู้รับกลับตอบกลับด้วยคำพูดยาวเหยียดที่เธอไม่เข้าใจ แต่มองออกว่าอีกฝ่ายอาจชื่นชมการเรียนรู้ภาษาที่รวดเร็วของเธอหญิงชราเชิญเธอพูดคุยและพยายามสอนเธอไปด้วยระหว่างมื้ออาหาร ทั้งยังบอกให้เธอมาอาศัยอยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าเนเฟอร์ไม่มีทางปฏิเสธน







