LOGINมีทั้งภาพนางขณะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ขณะชมดอกไม้อยู่ในลานเรือน ขณะง่วนอยู่ในครัว กระทั่งยังมี...ภาพนางในมุมด้านข้างเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวง นั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าเหงาหงอยลายเส้นละเอียดอ่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งที่มุมขวาล่างของภาพทุกภาพ ล้วนมีวันที่กำกับไว้ภาพที่วาดไว้แรกสุด กลับเป็นภาพในปีที่นางเข้าพิธีปักปิ่น ณ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวง เป็นชั่วขณะที่นางทายปริศนาโคมไฟข้อหนึ่งถูก แล้วคลี่ยิ้มออกมาตอนนั้น นางยังไม่รู้จักเจียงเยี่ยนนางประคองภาพเหล่านั้นไว้ในมือ นั่งเหม่อนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานานเมื่อเจียงเยี่ยนกลับมาในตอนค่ำ นางถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึง...ดีกับข้าถึงเพียงนี้?”เจียงเยี่ยนมองขอบตาที่แดงเรื่อของนาง ก็เข้าใจในทันทีว่านางเห็นอะไรมาเขามิได้พูดถึงความรักที่เฝ้าเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนั้น มิได้พูดถึงความหม่นเศร้าเมื่อได้ยินข่าวว่านางออกเรือน มิได้พูดถึงความโกรธและความเจ็บปวดใจเมื่อล่วงรู้ถึงสภาพที่นางต้องเผชิญอยู่ในจวนโหว และยิ่งมิได้พูดถึงความบ้าคลั่งในยามที่นางตกหน้าผาแล้วหายตัวไป เมื่อเขาแทบค้นไปทั่วทั้งภูเขาเขาเพียงยื่นมือออ
หนึ่งปีต่อมาภายในกระโจมที่สกปรกและทรุดโทรมที่สุดแห่งค่ายทหารซีซาน ตู้หว่านหลิงขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบโสโครกและร่องรอยบาดแผลแววตาของนางเลื่อนลอยไร้ประกาย ปากยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “พี่จือจิ่ง...ช่วยข้าด้วย...พี่จือจิ่ง...พวกมันจะสังหารข้าแล้ว...”เหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ พากันหัวเราะเยาะ“ยังฝันอยู่อีกหรือ? พี่จือจิ่งของเจ้าน่ะ ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่เหลียวแลมาตั้งนานแล้ว!”“ได้ยินว่าเขาเสียสติไปแล้ว กอดเสื้อผ้าเก่าๆ ชิ้นหนึ่งกระโดดลงสระบัว พอช่วยขึ้นมาได้ก็ดูโง่งมเลอะเลือนไปเสียแล้ว ผู้ใดจะยังจำเจ้าได้อีกเล่า?”ตู้หว่านหลิงราวกับไม่ได้ยิน ยังคงพึมพำอยู่เช่นเดิม แววตาว่างเปล่ามองแสงจากฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคากระโจมบางครั้งก็มีทหารเดินเข้ามาทั้งที่เมามาย ลากนางขึ้นแล้วพาตัวออกไปนางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ราวกับตุ๊กตาชำรุดตัวหนึ่งเมืองหลวง จวนเจิ้นเป่ยโหวความคึกคักในวันวานที่ผู้คนเคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปนานแล้ว ป้ายถูกฝุ่นจับ ประตูชาดเงียบเหงาร้างผู้คนณ เรือนเล็กที่อยู่ในส่วนเปลี่ยวที่สุดของจวน ประตูลานปิดสนิทจี้จือจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ขากางเกง
เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เข้าใกล้ขอบหน้าผามากขึ้นแววตาของเจียงเยี่ยนพลันนิ่งขึง เขาดึงหร่วนเยวียนให้ถอยหลังมาเล็กน้อยแต่จี้จือจิ่งกลับราวกับไม่รับรู้ เขาหันกลับมามองหร่วนเยวียน บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดบางๆ ที่เจือแววคล้ายได้หลุดพ้น“อาเยวียน ตอนนั้นข้าเลือกตู้หว่านหลิง ข้าติดค้างชีวิตเจ้าไว้” เสียงของเขาแผ่วเบา ถูกสายลมพัดกระจายไป “ตอนนี้ ข้าจะคืนชีวิตข้าให้เจ้า ดีหรือไม่?”ยังไม่ทันสิ้นคำ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน เขากลับกระโจนลงไปในเหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมอกจริงๆ!“จี้จือจิ่ง!” เจียงเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาตวาดลั่น พลางยื่นมือออกไปคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษชายเสื้อที่ขาดวิ่นเหล่าองครักษ์ร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกรูกันเข้าไป ทว่าริมหน้าผากลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เหลือเพียงสายลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวร่างของหร่วนเยวียนไหววูบเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ใบหน้าซีดลงนิดหนึ่ง นิ้วมือเผลอกำแขนเสื้อของเจียงเยี่ยนแน่นโดยไม่รู้ตัวเจียงเยี่ยนโอบหร่วนเยวียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พลางบดบังสายตาของนางไว้ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ลงไปตามหา! หากยังมีชีวิต
วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามดุจท้องนภาหลังฝน ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาสง่างาม เรือนกายสูงสง่าผึ่งผายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนเข้าขวางหร่วนเยวียนไว้ด้านหลัง แล้วกวาดสายตาเย็นเฉียบไปยังจี้จือจิ่งที่อยู่บนพื้น“รัฐทายาทจี้” เจียงเยี่ยนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “กลางวันแสกๆ ยังตามพัวพันสตรีที่มีสามีแล้วไม่เลิก นี่หรือคือการอบรมสั่งสอนของจวนเจิ้นเป่ยโหวของท่าน? หรือว่าที่ถูกโบยในเมืองหลวง ยังไม่มากพออีก?”จี้จือจิ่งทำราวกับมิได้ยินคำพูดของเจียงเยี่ยน เพียงจ้องหร่วนเยวียนไม่ละสายตา ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงนางผู้เดียว“อาเยวียน...” เขาเรียกนางอีกครั้ง น้ำเสียงแตกพร่าจู่ๆ หร่วนเยวียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงยกมือดึงปิ่นเล่มหนึ่งออกจากเรือนผมมันคือปิ่นรูปผีเสื้อที่เก่ามากเล่มหนึ่ง ปีกผีเสื้อที่ถักพันด้วยเส้นทองหม่นมัวไร้ประกายไปนานแล้ว กระทั่งบิดเบี้ยวเสียรูปไปบ้างรูม่านตาของจี้จือจิ่งหดวูบ…ปิ่นเล่มนั้นเป็นของที่เขาซื้อให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อครั้งกลับมาจากเจียงหนานในปี
ราตรีดำดิ่งลึก เทียนแดงลุกโชติช่วงจี้จือจิ่งถูกโยนออกจากจวนสกุลเจียง ร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงมุมถนนอันเย็นเยียบและสกปรกเขาได้ยินเสียงครึกครื้นที่ดังแว่วมาจากที่ไกลออกไป เป็นเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังหยอกล้อกันในคืนเข้าหอเขานึกภาพออกว่า ภายในห้องที่ติดอักษร “囍” เต็มไปหมดนั้น เทียนแดงกำลังสั่นไหว อาเยวียนของเขาสวมชุดเจ้าสาวที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับกำลังเผยรอยยิ้มให้บุรุษอีกคนเขาถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบระหว่างคนรักกัน และเสียงครางที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งทำให้หัวใจแทบแตกสลายทุกเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา ล้วนเหมือนเข็มอาบพิษจำนวนมากมาย แทงเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาขดตัวลง ราวกับสุนัขป่าที่ถูกทอดทิ้งและใกล้สิ้นใจเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง อยากร้องไห้ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้มีเพียงของเหลวร้อนระอุเท่านั้น ที่หลั่งทะลักออกมาจากเบ้าตาอันแห้งผากเขารู้แล้วว่า ตนเองได้สูญเสียนางไปอย่างสิ้นเชิงสูญเสียไป ตลอดกาลฤดูใบไม้ผลิของซูโจวมาถึงเร็ว ดอกท้อที่ว
หร่วนเยวียนกำมีดสั้นเย็นเยียบนั้นไว้ มือของนางมั่นคงไม่สั่นไหวหลังผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางนิ่งเงียบ มองบุรุษตรงหน้าซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งจากนั้น นางค่อยๆ ชักมือของตนกลับมาทีละน้อยด้วยความเชื่องช้าอย่างยิ่งมีดสั้นตกลงบนพื้น พร้อมเสียง “เคร้ง” หนึ่งครั้งท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของจี้จือจิ่ง นางยกมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนออกภายใต้มงกุฎหงส์ เครื่องประทินโฉมประณีตงดงาม คิ้วตาราวภาพวาด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวมานับพันปี ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย“จี้จือจิ่ง” นางเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับชัดเจนจนก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของโถงพิธี “ท่านจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าคุกเข่าลง ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านอย่าทำลายบุตรในครรภ์ ท่านพูดอะไรกับข้า?”จี้จือจิ่งแข็งค้างไป ภาพเหล่านั้นที่เขาจงใจลืมเลือน พลันหลั่งไหลขึ้นมาในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…ใบหน้าซีดขาวของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่สั่นเทาของนางซึ่งกำชายเสื้อเขาไว้...หร่วนเยวียนมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตาของเขา นางยิ้มออกมาเบาๆ ทว่าน้ำตากลับไหลรินผ่านแก้ม ลบเลือนชาดบนพวงแก้มจนจา