Share

ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน
ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน
Author: ฮูฮู

บทที่ 1

Author: ฮูฮู
หร่วนเยวียนเงยหน้าขึ้นมองเขา

เขามีรูปโฉมงดงามโดดเด่นจริงๆ คิ้วเข้มดุจคมกระบี่ ดวงตาสุกสกาว สันจมูกสูงโด่งได้รูป ยามนี้คิ้วขมวดเล็กน้อย แววตาเจือความเร่งร้อนที่อยากชี้แจงให้กระจ่าง ยิ่งทำให้เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายส่วนอย่างที่ยามปกติแทบไม่เคยเห็น

ครั้งหนึ่งนางเคยรักใบหน้านี้เหลือเกิน รักแม้กระทั่งทุกสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของเขา

แต่ตอนนี้ นางกลับรู้สึกเพียงว่า…น่ารำคาญอยู่บ้าง

นางดึงข้อมือที่ถูกเขาจับไว้กลับมา น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ไหวกระเพื่อม “ท่านพี่คิดมากไปแล้ว ข้ามิได้คิดอะไรทั้งนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ข้าฟัง อย่าว่าแต่เป็นเรื่องเข้าใจผิดเลย ต่อให้จุมพิตกันจริงๆ ก็ไม่เป็นอันใด”

จี้จือจิ่งนิ่งอึ้งไป ราวกับฟังคำพูดของนางไม่เข้าใจ “…อะไรนะ? ที่ว่าต่อให้จุมพิตกันจริงๆ ก็ไม่เป็นอันใด หมายความว่าอย่างไรกัน?”

เขาพินิจสีหน้าของนางอย่างละเอียด พยายามมองหาร่องรอยที่ฝืนแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง หรือความเสียใจที่กดข่มไว้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง ทว่าไม่มีเลย

แววตาของนางราวกับบ่อน้ำเก่าแก่ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น สงบนิ่งเสียจนใจเขาเกิดความกระวนกระวาย

“เจ้า…” น้ำเสียงของเขาต่ำลง แฝงการหยั่งเชิงและความขุ่นใจบางเบาที่ยากจะสังเกต “เจ้ายังโกรธเคืองข้าเพราะเรื่องก่อนหน้านี้อยู่ ใช่หรือไม่? ข้าเคยบอกแล้ว ที่ให้เจ้าทำแท้งก็เพราะจำใจ ไม่มีทางเลือก เรื่องที่เจ้าตกหน้าผา…ก็เป็นอุบัติเหตุ ข้าพยายามช่วยเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว…”

“ข้ามิได้โกรธเคืองท่าน” หร่วนเยวียนเอ่ยตัดบท “ข้าไม่ใส่ใจจริงๆ อีกอย่าง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านหวังมาตลอดหรอกหรือ?”

นางมองเขาด้วยแววตาใสกระจ่าง “ท่านพูดเสมอว่าตู้หว่านหลิงไร้ที่พึ่ง คนเดียวที่นางพึ่งพาได้มีเพียงท่าน ดังนั้นท่านจึงรับนางเข้าจวน และบอกให้ข้าอย่าใส่ใจ เมื่อนางอารมณ์ไม่ดี ท่านก็อยู่เป็นเพื่อนนางตลอดทั้งคืนไม่กลับจวน แล้วบอกให้ข้าอย่าใส่ใจ นางถูกใจกำไลกับต่างหูของข้า ท่านก็ออกปากขอแทนนาง แล้วบอกให้ข้าอย่าใส่ใจ ตอนนี้ข้าก็ทำทุกอย่างตามความต้องการของท่านแล้วนี่ แล้วท่าน…ไม่ดีใจหรือ?”

คำพูดทั้งหมดของนางทำเอาจี้จือจิ่งถึงกับพูดไม่ออก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอยู่หลายครั้ง ถึงกระนั้นกลับโต้แย้งไม่ได้แม้แต่คำเดียว

ใช่ เขาหวังมาตลอดว่าหร่วนเยวียนจะไม่เอาแต่รื้อฟื้นเรื่องของเขากับหว่านหลิงไม่เลิกรา ไม่เอาแต่หึงหวงจนทำให้เรือนชานวุ่นวายไม่สงบ

ตอนที่เขาแต่งหร่วนเยวียนเข้ามา เขามิได้รักนาง แต่ตลอดหลายปีมานี้ ความดีที่นางทุ่มเทให้เขาอย่างหมดหัวใจ ดุจถ่านไฟอันอบอุ่นที่สุดในฤดูหนาว ค่อยๆ ละลายหัวใจที่ถูกน้ำแข็งปิดผนึกเพราะตู้หว่านหลิงแต่งงานกับผู้อื่นทีละน้อย

หัวใจของเขามิได้ไร้ความรู้สึก เขาตัดสินใจมานานแล้วว่าจะวางอดีตลง และใช้ชีวิตกับนางให้ดี

แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่า ตู้หว่านหลิงจะหย่าขาดจากสามีแล้วกลับเมืองหลวง

ความรู้สึกที่เขามีต่อหว่านหลิง คือความรักอันจริงใจและร้อนแรงที่สุดในวัยเยาว์ เขารักนางมานานหลายปี และเคยทำเรื่องโง่งมบ้าบิ่นเพื่อนางมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

แม้จะรู้ดีว่าบัดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อีก และไม่เคยคิดจะรื้อฟื้นวาสนาเก่าระหว่างกัน แต่เมื่อเห็นนางซูบผอมอิดโรย ไร้ที่พึ่ง หัวใจที่สงบนิ่งไปแล้วดวงนั้นก็ยังอดเกิดความสงสารเอ็นดู และทนเห็นนางเป็นเช่นนี้มิได้ ทั้งยังเอาแต่คิดอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดทั้งหมดให้นาง

ส่วนหร่วนเยวียน…นางเป็นภรรยาของเขา จะรอเขาอยู่ที่เดิมเสมอ รอให้เขาจัดการเรื่องของหว่านหลิงให้เรียบร้อย รอให้เขาจัดการความรู้สึกของตัวเองได้เสียก่อน เมื่อถึงตอนนั้นค่อยชดเชยให้นางดีๆ และดีกับนางให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว พวกเขายังมีเวลาอีกทั้งชีวิตอันยาวนาน

เขาคิดเช่นนี้มาตลอด

ทว่าตอนนี้ เมื่อเห็นนางไม่ใส่ใจอย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นเป็นฝ่ายผลักเขาออกห่างเอง ความมั่นใจที่เขาเคยถือว่าเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วนั้น พลันเกิดรอยร้าวขึ้น

เขาเผยอริมฝีปาก อยากพูดอะไรบางอย่าง จะอธิบายหรือไม่ก็ให้คำมั่น

ในตอนนั้นเอง คนขับรถม้าของหร่วนเยวียนก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา “ฮูหยิน คานรถม้าหักกะทันหัน คงซ่อมให้เสร็จในเร็วๆ นี้มิได้ เกรงว่า…จะเดินทางต่อไม่ได้แล้วขอรับ”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ละอองฝนถี่ละเอียดเริ่มโปรยลงจากท้องฟ้า พาเอาความหนาวเย็นของฤดูหนาวมาด้วย

จี้จือจิ่งมองท้องฟ้าแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยทันทีว่า “ไม่เป็นไร รถม้าของข้ากับหว่านหลิงอยู่ข้างหน้านี่เอง พอดีพวกเราก็กำลังจะกลับจวน เจ้านั่งไปกับพวกเราก็แล้วกัน”

พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้นางได้โต้แย้ง จับข้อมือนางไว้แล้วพาไปทางรถม้าของตน “ขึ้นรถ”

หร่วนเยวียนลองสะบัดข้อมือให้หลุดครั้งหนึ่ง แต่ไม่หลุด จึงไม่ขัดขืนต่อ

ตู้หว่านหลิงรออยู่บนรถม้าแล้ว เมื่อเห็นหร่วนเยวียน รอยยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “อาเยวียน เจ้าก็มาด้วยหรือ? รีบขึ้นมาเถอะ ข้างนอกหนาวนะ”

หร่วนเยวียนไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนยกชายกระโปรงเตรียมขึ้นรถม้า

“อุ๊ย!” ตู้หว่านหลิงร้องขึ้นด้วยความตกใจ “อาเยวียน เจ้า…ทำไมด้านหลังเจ้าถึงมีเลือดเล่า?”

หร่วนเยวียนชะงักไป ก่อนจะนึกขึ้นได้ทันที คงเป็นระดูที่มาก่อนกำหนด เมื่อครู่นางเดินอยู่ในดงเหมยเสียตั้งนาน อีกทั้งไม่ได้สังเกตเสียด้วย

จี้จือจิ่งเองก็เห็นเช่นกัน เขารีบปลดเสื้อคลุมสีดำเข้มของตนออก แล้วคลุมลงบนไหล่หร่วนเยวียน “รีบขึ้นรถเถอะ ในรถอุ่น ระวังอย่าให้ตัวเย็นจนไม่สบาย”

เสื้อคลุมของเขายังมีไออุ่นจากร่างกายและกลิ่นไม้สนสดชื่นเย็นใสจางๆ ติดอยู่ การกระทำนี้ก็นับว่าเอาใจใส่อยู่

ทว่าหร่วนเยวียนเพียงหลุบตาลง มิได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ

ในตอนนั้นเอง สีหน้าของตู้หว่านหลิงพลันซีดลง ร่างอ่อนปวกเปียกเอนเข้าหาจี้จือจิ่ง “พี่จือจิ่ง…ขะ ข้าเวียนหัวนิดหน่อย…”

จี้จือจิ่งรีบประคองนางไว้ “เป็นอันใดหรือ?”

“ขะ…ข้าเป็นคนที่เห็นเลือดแล้วมักวิงเวียนมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นเลือดก็ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง ทรมานยิ่งนัก…” ตู้หว่านหลิงซบอยู่ในอ้อมอกเขา ขอบตาเริ่มแดง “อาเยวียน…บนตัวนางมีคราบเลือด ตลอดทางกลับไป ข้ากลัวว่า…ข้าจะทนไม่ไหว…”

เมื่อได้ยินดังนั้น การเคลื่อนไหวของจี้จือจิ่งก็ชะงักค้าง สีหน้าฉายแววลำบากใจ

หลังความเงียบช่วงสั้นๆ จี้จือจิ่งก็หันมาหาหร่วนเยวียน “อาเยวียน หว่านหลิงนาง…เห็นเลือดมิได้จริงๆ พอเห็นทีไรก็จะทรมานมาก อย่างไรเสีย…จากตรงนี้ถึงจวนก็ไม่ไกลแล้ว ถ้าอย่างนั้น…เจ้าเดินกลับไปเองดีหรือไม่?”

พอพูดจบ เขาเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะนัก แล้วหลบสายตาของหร่วนเยวียน

หากเป็นเมื่อก่อน การที่เขาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าลำเอียงเข้าข้างตู้หว่านหลิง ทั้งยังทิ้งนางไว้กลางสายฝนเช่นนี้ หร่วนเยวียนคงเจ็บปวดแทบขาดใจ น้อยใจจนน้ำตานองหน้า และอดมิได้ที่จะถามเขาว่า ในหัวใจของเขามีที่สำหรับนางแม้แต่น้อยหรือไม่

แต่ตอนนี้ ในใจนางกลับสงบนิ่ง แม้กระทั่งรู้สึกว่าการที่เขาเลือกเช่นนี้เป็นเรื่องปกติอย่างที่สุด และอยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว

นางพยักหน้า มิได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มแม้แต่คำเดียว ก่อนหันหลังเตรียมก้าวเข้าสู่สายฝน

“เดี๋ยวก่อน!” จี้จือจิ่งเรียกนางให้หยุดอีกครั้ง

หร่วนเยวียนหันกลับมา

จี้จือจิ่งก้มตัวลง เก็บของบางอย่างขึ้นมาจากข้างเท้านาง

“ป้ายหยกของเจ้า” เขายื่นป้ายหยกมันแพะคืนให้นาง “เมื่อครู่ทำหล่นไว้”

เมื่อเห็นป้ายหยกชิ้นนั้น ใบหน้าที่สงบนิ่งไร้อารมณ์ไหวกระเพื่อมของหร่วนเยวียน ก็เกิดระลอกบางเบาขึ้นเป็นครั้งแรก

นางยื่นมือไปรับแล้วกำมันแน่นไว้ในฝ่ามือแทบจะในทันที แม้แต่น้ำเสียงก็เจือความเร่งร้อนบางเบาที่ยากจะสังเกต “ขอบคุณมาก โชคดีที่…ท่านเก็บมันได้”

จี้จือจิ่งมองสีหน้าของนางที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งพลันวาบผ่านใจเขาโดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อครู่ตอนเห็นเขากับตู้หว่านหลิงบังเอิญแนบชิดกัน แววตาของนางยังไม่ไหวกระเพื่อมแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ เพียงเพราะป้ายหยกที่ไม่สะดุดตาเช่นนี้ นางกลับแสดงท่าทีใส่ใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

“ป้ายหยกชิ้นนี้ สำคัญมากหรือ?”

หร่วนเยวียนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นมุมปากก็ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบายิ่ง “อืม สำคัญมากเชียวล่ะ”

เพราะป้ายหยกชิ้นนี้เป็นของที่สามีในอนาคตของนางมอบให้นาง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 20

    มีทั้งภาพนางขณะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ขณะชมดอกไม้อยู่ในลานเรือน ขณะง่วนอยู่ในครัว กระทั่งยังมี...ภาพนางในมุมด้านข้างเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวง นั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าเหงาหงอยลายเส้นละเอียดอ่อน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งที่มุมขวาล่างของภาพทุกภาพ ล้วนมีวันที่กำกับไว้ภาพที่วาดไว้แรกสุด กลับเป็นภาพในปีที่นางเข้าพิธีปักปิ่น ณ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวง เป็นชั่วขณะที่นางทายปริศนาโคมไฟข้อหนึ่งถูก แล้วคลี่ยิ้มออกมาตอนนั้น นางยังไม่รู้จักเจียงเยี่ยนนางประคองภาพเหล่านั้นไว้ในมือ นั่งเหม่อนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานานเมื่อเจียงเยี่ยนกลับมาในตอนค่ำ นางถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึง...ดีกับข้าถึงเพียงนี้?”เจียงเยี่ยนมองขอบตาที่แดงเรื่อของนาง ก็เข้าใจในทันทีว่านางเห็นอะไรมาเขามิได้พูดถึงความรักที่เฝ้าเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนั้น มิได้พูดถึงความหม่นเศร้าเมื่อได้ยินข่าวว่านางออกเรือน มิได้พูดถึงความโกรธและความเจ็บปวดใจเมื่อล่วงรู้ถึงสภาพที่นางต้องเผชิญอยู่ในจวนโหว และยิ่งมิได้พูดถึงความบ้าคลั่งในยามที่นางตกหน้าผาแล้วหายตัวไป เมื่อเขาแทบค้นไปทั่วทั้งภูเขาเขาเพียงยื่นมือออ

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 19

    หนึ่งปีต่อมาภายในกระโจมที่สกปรกและทรุดโทรมที่สุดแห่งค่ายทหารซีซาน ตู้หว่านหลิงขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบโสโครกและร่องรอยบาดแผลแววตาของนางเลื่อนลอยไร้ประกาย ปากยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “พี่จือจิ่ง...ช่วยข้าด้วย...พี่จือจิ่ง...พวกมันจะสังหารข้าแล้ว...”เหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ พากันหัวเราะเยาะ“ยังฝันอยู่อีกหรือ? พี่จือจิ่งของเจ้าน่ะ ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่เหลียวแลมาตั้งนานแล้ว!”“ได้ยินว่าเขาเสียสติไปแล้ว กอดเสื้อผ้าเก่าๆ ชิ้นหนึ่งกระโดดลงสระบัว พอช่วยขึ้นมาได้ก็ดูโง่งมเลอะเลือนไปเสียแล้ว ผู้ใดจะยังจำเจ้าได้อีกเล่า?”ตู้หว่านหลิงราวกับไม่ได้ยิน ยังคงพึมพำอยู่เช่นเดิม แววตาว่างเปล่ามองแสงจากฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคากระโจมบางครั้งก็มีทหารเดินเข้ามาทั้งที่เมามาย ลากนางขึ้นแล้วพาตัวออกไปนางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ราวกับตุ๊กตาชำรุดตัวหนึ่งเมืองหลวง จวนเจิ้นเป่ยโหวความคึกคักในวันวานที่ผู้คนเคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปนานแล้ว ป้ายถูกฝุ่นจับ ประตูชาดเงียบเหงาร้างผู้คนณ เรือนเล็กที่อยู่ในส่วนเปลี่ยวที่สุดของจวน ประตูลานปิดสนิทจี้จือจิ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ขากางเกง

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 18

    เขาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เข้าใกล้ขอบหน้าผามากขึ้นแววตาของเจียงเยี่ยนพลันนิ่งขึง เขาดึงหร่วนเยวียนให้ถอยหลังมาเล็กน้อยแต่จี้จือจิ่งกลับราวกับไม่รับรู้ เขาหันกลับมามองหร่วนเยวียน บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มประหลาดบางๆ ที่เจือแววคล้ายได้หลุดพ้น“อาเยวียน ตอนนั้นข้าเลือกตู้หว่านหลิง ข้าติดค้างชีวิตเจ้าไว้” เสียงของเขาแผ่วเบา ถูกสายลมพัดกระจายไป “ตอนนี้ ข้าจะคืนชีวิตข้าให้เจ้า ดีหรือไม่?”ยังไม่ทันสิ้นคำ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน เขากลับกระโจนลงไปในเหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมอกจริงๆ!“จี้จือจิ่ง!” เจียงเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาตวาดลั่น พลางยื่นมือออกไปคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับคว้าได้เพียงเศษชายเสื้อที่ขาดวิ่นเหล่าองครักษ์ร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกรูกันเข้าไป ทว่าริมหน้าผากลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เหลือเพียงสายลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวร่างของหร่วนเยวียนไหววูบเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ใบหน้าซีดลงนิดหนึ่ง นิ้วมือเผลอกำแขนเสื้อของเจียงเยี่ยนแน่นโดยไม่รู้ตัวเจียงเยี่ยนโอบหร่วนเยวียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พลางบดบังสายตาของนางไว้ ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ลงไปตามหา! หากยังมีชีวิต

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 17

    วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามดุจท้องนภาหลังฝน ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาสง่างาม เรือนกายสูงสง่าผึ่งผายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเข้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนเข้าขวางหร่วนเยวียนไว้ด้านหลัง แล้วกวาดสายตาเย็นเฉียบไปยังจี้จือจิ่งที่อยู่บนพื้น“รัฐทายาทจี้” เจียงเยี่ยนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “กลางวันแสกๆ ยังตามพัวพันสตรีที่มีสามีแล้วไม่เลิก นี่หรือคือการอบรมสั่งสอนของจวนเจิ้นเป่ยโหวของท่าน? หรือว่าที่ถูกโบยในเมืองหลวง ยังไม่มากพออีก?”จี้จือจิ่งทำราวกับมิได้ยินคำพูดของเจียงเยี่ยน เพียงจ้องหร่วนเยวียนไม่ละสายตา ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงนางผู้เดียว“อาเยวียน...” เขาเรียกนางอีกครั้ง น้ำเสียงแตกพร่าจู่ๆ หร่วนเยวียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงยกมือดึงปิ่นเล่มหนึ่งออกจากเรือนผมมันคือปิ่นรูปผีเสื้อที่เก่ามากเล่มหนึ่ง ปีกผีเสื้อที่ถักพันด้วยเส้นทองหม่นมัวไร้ประกายไปนานแล้ว กระทั่งบิดเบี้ยวเสียรูปไปบ้างรูม่านตาของจี้จือจิ่งหดวูบ…ปิ่นเล่มนั้นเป็นของที่เขาซื้อให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก เมื่อครั้งกลับมาจากเจียงหนานในปี

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 16

    ราตรีดำดิ่งลึก เทียนแดงลุกโชติช่วงจี้จือจิ่งถูกโยนออกจากจวนสกุลเจียง ร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงมุมถนนอันเย็นเยียบและสกปรกเขาได้ยินเสียงครึกครื้นที่ดังแว่วมาจากที่ไกลออกไป เป็นเสียงของเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังหยอกล้อกันในคืนเข้าหอเขานึกภาพออกว่า ภายในห้องที่ติดอักษร “囍” เต็มไปหมดนั้น เทียนแดงกำลังสั่นไหว อาเยวียนของเขาสวมชุดเจ้าสาวที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับกำลังเผยรอยยิ้มให้บุรุษอีกคนเขาถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบระหว่างคนรักกัน และเสียงครางที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งทำให้หัวใจแทบแตกสลายทุกเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา ล้วนเหมือนเข็มอาบพิษจำนวนมากมาย แทงเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาขดตัวลง ราวกับสุนัขป่าที่ถูกทอดทิ้งและใกล้สิ้นใจเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง อยากร้องไห้ แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้มีเพียงของเหลวร้อนระอุเท่านั้น ที่หลั่งทะลักออกมาจากเบ้าตาอันแห้งผากเขารู้แล้วว่า ตนเองได้สูญเสียนางไปอย่างสิ้นเชิงสูญเสียไป ตลอดกาลฤดูใบไม้ผลิของซูโจวมาถึงเร็ว ดอกท้อที่ว

  • ดอกท้อร่วงโรย ดวงใจข้ามิหวนคืน   บทที่ 15

    หร่วนเยวียนกำมีดสั้นเย็นเยียบนั้นไว้ มือของนางมั่นคงไม่สั่นไหวหลังผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง นางนิ่งเงียบ มองบุรุษตรงหน้าซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งจากนั้น นางค่อยๆ ชักมือของตนกลับมาทีละน้อยด้วยความเชื่องช้าอย่างยิ่งมีดสั้นตกลงบนพื้น พร้อมเสียง “เคร้ง” หนึ่งครั้งท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของจี้จือจิ่ง นางยกมือขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนออกภายใต้มงกุฎหงส์ เครื่องประทินโฉมประณีตงดงาม คิ้วตาราวภาพวาด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวมานับพันปี ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย“จี้จือจิ่ง” นางเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับชัดเจนจนก้องกังวานไปทั่วทุกมุมของโถงพิธี “ท่านจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าคุกเข่าลง ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านอย่าทำลายบุตรในครรภ์ ท่านพูดอะไรกับข้า?”จี้จือจิ่งแข็งค้างไป ภาพเหล่านั้นที่เขาจงใจลืมเลือน พลันหลั่งไหลขึ้นมาในใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…ใบหน้าซีดขาวของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่สั่นเทาของนางซึ่งกำชายเสื้อเขาไว้...หร่วนเยวียนมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตาของเขา นางยิ้มออกมาเบาๆ ทว่าน้ำตากลับไหลรินผ่านแก้ม ลบเลือนชาดบนพวงแก้มจนจา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status