Mag-log inเมืองหลวงต้าเซี่ยมีเรื่องขบขันเล่าลือกันว่า เสิ่นจิงหลาน เทพสงครามหญิงแห่งต้าเซี่ย แต่งงานมาห้าปีแล้วแต่ยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์ นั่นก็เพราะสามีของนางคือเซี่ยเสวียนจี้ ราชครูแห่งต้าเซี่ย กฎของบรรพชนตระกูลเซี่ยมีอยู่ว่า หากมีเรื่องสำคัญใดๆ ราชครูจะต้องเป็นผู้เสี่ยงทายด้วยตัวเอง ต้องได้ฤกษ์มงคลเท่านั้นถึงจะดำเนินการได้ มิฉะนั้นจะเกิดเภทภัยใหญ่หลวง เซี่ยเสวียนจี้เสี่ยงทายเพื่อจะเข้าหอกับเสิ่นจิงหลานมาแล้วถึงเก้าสิบแปดครั้ง แต่กลับไม่มีสักครั้งที่ได้ฤกษ์ดี ข่าวลือซุบซิบในเมืองหลวงจึงค่อยๆ แพร่สะพัดไปทั่ว “หรือว่าเสิ่นจิงหลานจะฆ่าคนมาเยอะเกินไป จนบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยรับไม่ได้กันนะ!” “นั่นนะสิ เป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่ดันไปออกรบ ขลุกตัวอยู่กับผู้ชายเป็นฝูงในค่ายทหารทุกวี่ทุกวัน ป่านนี้คงแปดเปื้อนไปหมดแล้วมั้ง!” จนกระทั่งการเสี่ยงทายครั้งที่เก้าสิบเก้า เสิ่นจิงหลานถึงได้ตาสว่างว่าแท้จริงแล้วสามีที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน แอบเปลี่ยนคำทำนายจากดีเป็นร้ายมาตลอด เพียงเพื่อต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองไว้ให้ซูเฉียนเยว่ ศิษย์น้องหญิงของเขา นางจึงบุกเข้าวังไปทูลขอพระราชทานอนุญาตหย่าขาด วันที่นางจากไป เซี่ยเสวียนจี้วิ่งตามหลังมาอ้อนวอนขอร้องไม่ให้นางไป “จิงหลาน ข้าเสี่ยงทายได้ฤกษ์มงคลแล้ว”
view moreงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ แขกเหรื่อดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขศานต์ เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายกลางงานเลี้ยง ทว่า ความรื่นเริงนี้กลับถูกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญทำลายลงอย่างกะทันหัน เซี่ยเสวียนจี้ที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดเต็มยศของราชครูในวันวาน เส้นผมหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความซูบผอมซีดเซียวบนใบหน้าและแววตาที่เบิกโพลงอย่างผิดปกติได้ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา ชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทะมึนลงทันที เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียง ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับเมินเฉยต่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สายตาของเขามองทะลุผ่านทุกคน ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เสิ่นจิงหลานซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างฮ่องเต้อย่างลุ่มหลงและอาวรณ์ เขาก้าวเดินเข้าไปหน้าพระพักตร์ทีละก้าว สายตาไม่ยอมละไปจากเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่เสี้ยววินาที น้ำเสียงอ่อนโยนเสียจนชวนให้ขนลุกซู่“จิงหลาน ข้ามารับเจ้าไปแต่งงานแล้ว”คนทั้งง
น้ำเสียงของเสิ่นจิงหลานยังคงราบเรียบ ทว่ากลับประดุจมีดเหล็กกล้าที่แทงทะลุกลางใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม เซี่ยเสวียนจี้พ่ายแพ้ราบคาบต่อคำถามที่ถาโถมเข้ามาของนาง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เขาอ้าปากอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ ให้กับตัวเองได้อีกแล้ว“เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอกาสสักครั้งก็ไม่ยอมให้ข้าเลยงั้นหรือ?”เสิ่นจิงหลานมองดูคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกเสียใจ“เซี่ยเสวียนจี้ ข้าไม่เกลียดเจ้าหรอกนะ เกลียดคนคนหนึ่งมันเหนื่อยเกินไป ข้าเพียงแค่หวังว่าชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ขอพบเจองั้นหรือ? คำพูดประโยคนี้ราวกับคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ที่กดทับเซี่ยเสวียนจี้จนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านแม่ของเขา ภรรยาของเขา ล้วนแต่ไม่ขอพบเจอเขาอีกไม่ว่าจะอยู่หรือตาย“หึ...” รอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นที่มุมปากเซี่ยเสวียนจี้เดินเหม่อลอยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่น ลมหนาวในฤดูหนาวพัดบาดใบหน้า ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเขาแม้แต่เศษเส
เสิ่นจิงหลานกลับมาถึงจวนเก่าตระกูลเสิ่น เรือนยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเช่นเคย แม้แต่ต้นเหมยในเรือนเก่าของนางก็ยังได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี บนกิ่งก้านประดับประดาไปด้วยดอกตูมเล็กๆ เต็มไปหมดบ่าวชราถือไม้กวาดเดินเข้ามาหา คิ้วที่ขาวโพลนขมวดเข้าหากันเป็นปม ลดเสียงลงบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนู ไอ้คนแซ่เซี่ย... ไอ้เดรัจฉานนั่น ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตู ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป! หิมะตกหนักหนาวเหน็บปานนี้ บ่าวล่ะกลัวจริงๆ ว่ามันจะมาแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้านพวกเราให้เป็นเสนียดจัญไรเปล่าๆ!”เสิ่นจิงหลานประคองถ้วยชาร้อน เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ แล้วจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามาเถอะ” ตั้งแต่วินาทีที่นางตัดสินใจกลับมาเมืองหลวง ก็รู้ดีว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้ย่อมต้องมีวันที่จะได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปมบางอย่าง ก็ต้องลงมือแก้ด้วยตัวเอง เส้นทางบางสาย ก็ต้องเผชิญหน้าขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาที่ลอยกรุ่น ทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันเสิ่นจิงหลานจับป้านชา รินชาร้อนให้เขาหนึ่งถ้วย ท่วงท่าลื่นไหลทว่าเหินห่าง “ใต้เท้าเซี่ย มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเป็นเพียงกา
“ท่านแม่ทัพเสิ่น มีจดหมายจากเมืองหลวงมาอีกแล้วขอรับ” มองดูตัวอักษรที่คุ้นเคยบนจดหมาย ภายในใจของเสิ่นจิงหลานก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเซี่ยเสวียนจี้อีก ทว่าเรื่องการหย่าขาดของนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ข่าวคราวจึงถูกส่งเข้าหูนางอยู่ไม่ขาดสาย นางรู้ว่าตอนนี้เซี่ยเสวียนจี้เป็นเพียงราชครูแต่ในนาม ส่วนซูเฉียนเยว่ถูกลงโทษประหารด้วยการใช้ม้าห้าตัวแยกร่างไปแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของนางและท่านพ่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวกาลกิณีอะไรนั่น จะไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกต่อไป นางโยนจดหมายฉบับนั้นลงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ พลางสั่งการว่าวันหลังหากมีจดหมายจากเซี่ยเสวียนจี้มาอีก ก็ไม่ต้องเอามาให้นาง บางทีเขาอาจจะกำลังสำนึกเสียใจ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า“เสิ่นจิงหลาน มัวแต่หลบซ่อนตัวปักผ้าอยู่ในกระโจมหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าปานนี้ ขืนยังไม่ออกมาอีกจะพลาดฝนดาวตกที่พันปีจะมีสักหนเอานะ” เสียงที่ฟังดูน่าโดนเตะดังมาจากนอกกระโจม“หลี่เฉิงเยี่ย เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสินะ!” เสิ่นจิงหลานถือแส้พุ่งพรวดออ





