Beranda / โรแมนติก / ดอกร่าน...บานฉ่ำ / ภาพรัญจวนใจที่เบาะหลัง!

Share

ภาพรัญจวนใจที่เบาะหลัง!

last update Tanggal publikasi: 2026-07-27 14:44:18

พิมพิกาปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับกระแสธารแห่งเสียงดนตรีที่เชี่ยวกราก เธอหลับตาพริ้ม โยกย้ายส่ายสะโพกอูมไปตามจังหวะเบสที่กระแทกกระทั้นอย่างที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อนในชีวิต ความเสียวซ่านจางๆ แล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง ยามที่ร่างกายขยับเขยื้อนอย่างเป็นอิสระภายใต้แสงสีที่มอมเมาสติสัมปชัญญะ

ทว่า... เมื่อเปลือกตาบางค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งเพื่อมองหา ‘เข็มทิศ’ อย่างระริน ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้พิมพิกาถึงกับชะงักงัน ร่างทั้งร่างชาวาบระคนตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่เธอเห็นบัดนี้ไม่ใช่แค่การเต้นรำธรรมดาอีกต่อไป

ศักดิ์ ลูกน้องคนสนิทจากอู่ซ่อมรถที่เมื่อครู่ยังนัวเนียอยู่กับเด็กสาวโต๊ะข้างๆ บัดนี้กลับมายืนซ้อนหลังระริน สองมือกร้านแข็งเอื้อมมาเกาะกุมเอวบางของระรินไว้แน่น เขาก้มหน้าลงซอกไซ้ใกล้ใบหูของนายจ้างสาว ขณะที่ระรินเองก็ไม่ได้ผลักไส เธอเบียดสะโพกมนเข้าหาหน้าขาของศักดิ์อย่างจงใจ โยกย้ายเข้าจังหวะกันอย่างรัญจวนและสนิทสนมเกินกว่าคำว่าเมียเจ้านายกับลูกน้องไปไกลลิบ

ในโลกที่พิมพิกาจากมา ภาพตรงหน้าคือความผิดบาปที่น่ารังเกียจ... แต่ในวินาทีนี้ ภายใต้แสงไฟสลัวสีม่วงครามและกลิ่นอายของแอลกอฮอล์ เธอกลับรู้สึกต่างออกไป ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างจับจ้องภาพการนัวเนียนั้นด้วยความ ‘ชื่นชม’ อย่างเหลือเชื่อ เธอหลงใหลในความใจกล้าและความเป็นตัวของตัวเองของระริน ความคิดด้านมืดในใจกระซิบบอกเธอว่า นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่คุ้มค่า การกล้าที่จะทำตามความต้องการของร่างกายโดยไม่สนหัวโขนหรือพันธนาการใดๆ

“เจ๊รินเท่จัง...” พิมพิกาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันขณะที่หัวใจเต้นโครมคราม

ภาพที่ระรินกำลังโยกย้ายกับศักดิ์ในท่วงท่าที่หมิ่นเหม่ และการเบียดเสียดแนบเนื้อที่ดูจงใจนั้น เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขกล่องความทรงจำด้านมืดของพิมพิกาให้พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ภาพที่ระรินเคยแอ่นสะโพกงอนงามของเธอ พร้อมกับส่งเสียงร้องครางระงมด้วยความเสียวซ่านยามถูกเมธีกระแทกกระทั้นโหมแรงเข้าใส่จากด้านหลังในห้องครัวหลังบ้านวันนั้น ผุดขึ้นมาฉายซ้ำในมโนสำนึกของเธออย่างชัดเจนทุกรายละเอียด

พิมพิกาหายใจติดขัด เธอหันไปมองเมธีที่ยังคงนั่งนิ่ง ทว่าร่างกายกลับโยกไหวตามจังหวะดนตรีอย่างคึกคัก สายตาของเขาจับจ้องไปยังเมียรักที่กำลังร่ายระบำยั่วยวน เบียดสะโพกผายงอนเข้าหาหน้าขาของศักดิ์อย่างเป็นจังหวะ ท่วงท่านั้นสื่อสารอย่างโจ่งแจ้งในใจพิมพิกาว่าระรินไม่ได้แค่กำลังเต้น... แต่เธอกำลังจำลองภาพการร่วมรักที่เร่าร้อนกับชายอื่นต่อหน้าต่อตาสามีอย่างไม่เกรงกลัว

และที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือปฏิกิริยาของเมธีต่อภาพเมียรักที่กำลังนัวเนียกับลูกน้องหนุ่ม เขาไม่ได้มีท่าทีหึงหวงหรือโกรธเกรี้ยวอย่างที่สามีคนอื่นควรจะเป็น ตรงกันข้ามเขากลับจ้องมองลีลาอันเร่าร้อนนั้นด้วยสายตาพึงพอใจ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุข พลางโยกศีรษะขยับไปตามจังหวะดนตรีที่ดุเดือด ราวกับกำลังละเลียดชม "โชว์" ชิ้นเอกที่แสนงดงามและเพลิดเพลินไปกับมันอย่างที่สุด

ในช่วงที่พิมพิกากำลังมองไปที่เมธีด้วยความทึ่งในสิ่งที่เขาเป็น เมธีก็ละสายตาจากเมียรักแล้วเบนมาหยุดนิ่งที่ร่างบอบบางของพิมพิกาที่กำลังยืนโยกตัวอยู่ข้างโต๊ะ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจ้องประสานเข้ากับดวงตาที่เบิกกว้างของเธอพอดิบพอดี เขาเห็นทุกความตื่นเต้นและทุกความชื่นชมที่เธอมีต่อระรินฉายชัดอยู่ในนั้น

เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความปรารถนา ร่างกายของพิมพิกาก็พลันร้อนวูบวาบราวกับถูกกระแสไฟนับพันโวลต์แล่นพล่านผ่านผิวเนื้อ จินตนาการด้านมืดเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง 

เธอเผลอนึกไปถึงวินาทีที่หากมือหนาซึ่งกำลังถือแก้วเหล้าอยู่นั้น เปลี่ยนมาโอบเกาะรั้งเอวเธอให้เข้าไปแนบชิดกับกายแกร่งของเขาบ้าง ร่องเนื้อสวรรค์ที่เปียกเยิ้มอยู่เดิมกลับยิ่งหลั่งน้ำหวานเอ่อล้นออกมาจนฉ่ำแฉะรัญจวนใจอย่างไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป

ในจังหวะที่พิมพิกากำลังตกอยู่ในภวังค์ ระรินที่กำลังนัวเนียอยู่กับศักดิ์ก็ปรายสายตามองมาที่เธออย่างยั่วเย้า ริมฝีปากที่ฉาบด้วยลิปสติกสีสดคลี่ยิ้มพร้อมกับขยิบตาให้เด็กสาวอย่างรู้ทัน ก่อนจะอาศัยจังหวะดนตรีที่โหมกระหน่ำ เอื้อมมือมาคว้าข้อมือพิมพิกาแล้วฉุดรั้งร่างบอบบางให้ออกห่างจากโต๊ะ เข้าสู่ใจกลางวงล้อมแห่งราคะที่เธอกำลังเริงระบำสะโพกอยู่กับศักดิ์อย่างเร่าร้อน

“มาสิพิม! วันนี้วันของเรา... เอาให้เต็มที่เลย!”

ระรินตะโกนก้องแข่งกับเสียงเพลงที่แผดกระหึ่ม ขณะที่สะโพกมนของเธอยังคงส่ายยักย้ายบดเบียดเข้าหาศักดิ์อย่างไม่ลดละ ราวกับจะแสดงให้ดูเป็นขวัญตา พิมพิกาจ้องมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ก่อนจะเริ่มขยับร่างกายทำตามเยี่ยงอย่างไอดอลที่เธอถวิลหาจะเปรี้ยวซ่าให้ได้แบบนั้นบ้าง

เมธีซึ่งจับจ้องพฤติกรรมของเด็กสาวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นว่าพิมพิกาเริ่ม "เครื่องติด" และสลัดคราบกุลสตรีทิ้งไปจนสิ้น เขาก็ยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วก้าวเดินเข้ามาแจมกับกลุ่มของระรินทันที สายตาคมกริบของพญาเหยี่ยวไม่ละไปจากร่างของพิมพิกาแม้แต่วินาทีเดียว

ทว่าทันทีที่เขาเข้ามาร่วมวง ระรินกลับทำหน้าที่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการอย่างแนบเนียน เธอขยับเข้าหาพิมพิกาแล้วออกแรงดันที่แผ่นหลังบางเบาๆ เพื่อส่งตัวเด็กสาวให้ไปจับคู่กับเมธีผัวของเธอแทบจะทันที

“เดี๋ยวให้เฮียเมธเขาสอนเต้นให้!” ระรินโน้มตัวลงตะโกนกรอกข้างหูพิมพิกา พร้อมกับขยิบตาให้เธออย่างมีเลศนัย ก่อนจะหันไปขยิบตาให้กับสามีของตัวเองเหมือนเป็นอันรู้กันในแผนการบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้แสงไฟสลัวนี้

มือหนาใหญ่ที่กร้านงานของเมธีเคลื่อนเข้าประคองเกาะเกี่ยวเอวคอดกิ่วของพิมพิกาไว้เพียงหลวมๆ ในทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เริ่มขยับร่ายระบำไปตามจังหวะเบสที่สั่นสะเทือน เลียนแบบท่วงท่าที่ศักดิ์กำลังทำกับระรินอย่างไม่มีผิดเพี้ยน การถูกโอบอุ้มด้วยวงแขนแกร่งนี้ทำให้พิมพิกาใจสั่นระรัว เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวข้ามผ่านประตูบานสำคัญไปสู่การเป็นคนใหม่... คนที่ดูเท่ เย้ายวน และทรงเสน่ห์ดั่งระริน ไอดอลที่เธอถวิลหา ความรู้สึกภาคภูมิใจในความใจกล้าของตัวเองเริ่มก่อตัวขึ้น ผสมโรงกับความสนุกสุดเหวี่ยงที่เธอไม่เคยได้สัมผัสจากโลกใบเดิมอันแสนน่าเบื่อ

ทว่าจากสัมผัสที่เพียงแค่เกาะเกี่ยวหลวมๆ ในตอนแรก บัดนี้เมธีกลับค่อยๆ กระชับวงแขนให้แน่นขึ้นจนร่างกายบอบบางของเธอถูกดึงเข้าไปแนบชิดกับกายหนาที่แผ่ไอความร้อนออกมาอย่างรุนแรง

นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่พิมพิกาปล่อยให้มือของชายหนุ่มมารุ่มร่ามกับเรือนร่างของเธออย่างเปิดเผย ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้สัมผัสเนื้อต้องตัวชายแปลกหน้ามันทำให้ร่างกายของเด็กสาวสั่นสะท้าน วินาทีที่ฝ่ามือร้อนจัดของเมธีบดเบียดลงบนเอวคอดและเลื่อนต่ำลงไปเกลี่ยวนอยู่แถวขอบกางเกงยีนส์รัดรูป มันกลับปลุกเร้ากระแสความร้อนรุ่มให้แล่นพล่านจากจุดสัมผัส พุ่งตรงเข้าสู่กึ่งกลางความเป็นสาวอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟฟ้าช็อต

พิมพิกาหายใจหอบถี่ หายใจติดขัดจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลงยามที่แผ่นหลังบางเสียดสีกับแผงอกตึงแน่นของเมธี ความเสียวซ่านที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ เริ่มจู่โจมจนเธอต้องครางพร่าออกมาในลำคอ รอยสัมผัสจากมือชายที่รุกเร้านั้นมันร้อนแรงจนทำให้มวลน้ำหวานสวรรค์ที่เอ่อซึมอยู่ก่อนหน้า กลับยิ่งกลั่นตัวไหลเยิ้มออกมาจนเปียกชุ่มอันเดอร์แวร์สีขาวตัวบาง

เธอหลับตาพริ้มบิดกายเร่าอย่างลืมตัว ปล่อยให้สัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด บัดนี้พิมพิกาไม่ได้แค่อยากเต้นตามระรินอีกต่อไปแล้ว... แต่เธอต้องการความรัญจวนที่มากกว่านี้ จากมือคู่ใหญ่ที่กำลังปั่นป่วนร่างกายเธออย่างไม่รู้จักพอ

ในขณะที่สติสัมปชัญญะของพิมพิกากำลังพร่าเลือน เมธีกลับรุกเร้าหนักขึ้นด้วยการแกล้งฝังจมูกโด่งคมซุกไซ้เข้าที่ซอกหูของเธอจากทางด้านหลัง ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวเนียนละเอียดทำเอาความเสียวซ่านแล่นริ้วขึ้นท่วมท้นจนเด็กสาวถึงกับเผลอหลับตาพริ้ม ขาเรียวงามที่เคยขยับโยกย้ายตามจังหวะดนตรีอันเร่าร้อนค่อยๆ ผ่อนแรงลงจนหยุดนิ่งอยู่กับที่ ราวกับร่างกายถูกสตัฟฟ์ไว้ด้วยสัมผัสอันจาบจ้วงนั้น

“อือออ...”

พิมพิกาเผลอครางออกมาแผ่วเบาอย่างไม่อาจกลั้น ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย เมื่อริมฝีปากหนาของเมธีขบลงเบาๆ ที่ติ่งหูสวยของเธออย่างหยอกเย้า ก่อนจะตามด้วยลิ้นร้อนระอุที่ตวัดไล้ลงบนใบหูอย่างช่ำชอง

“อุ๊ย! เฮีย...”

เธอสะดุ้งสุดตัวและเผลอผละศีรษะออกเล็กน้อยด้วยความตระหนก ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ร่างกายกลับนิ่งงันด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมจนแข้งขาแทบไร้เรี่ยวแรง เธอปล่อยให้เขาแทะเล็มและรุกล้ำความสาวอยู่ตรงนั้นอย่างลืมตัวไปชั่วขณะลืมสิ้นซึ่งกาลเทศะและสายตาของผู้คนรอบข้าง

“เพลงจบแล้วจ้ะ...”

เสียงทุ้มต่ำของเมธีกระซิบชิดข้างหู ลมหายใจของเขาทำเอาพิมพิกาหน้าแดงซ่าน เลือดฝาดสาวฉีดพล่านขึ้นจนร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า เธอหายใจหอบถี่จนทรวงอกสะท้อนไหวอย่างรุนแรง ขณะที่เมธีใช้มือหนาจูงแขนบอบบางของเธอให้เดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม ทิ้งให้กระแสความรัญจวนที่เพิ่งเกิดขึ้นยังคงตกค้างและเผาผลาญใจสาวให้ทุรนทุรายไม่จบสิ้น

ระรินจ้องมองมายังเด็กสาวที่ยังคงนั่งหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าขาวนวลบัดนี้แดงซ่านราวกับลูกตำลึงสุกด้วยสายตาที่ฉ่ำวาวและเปี่ยมไปด้วยเลศนัย

“เป็นไงบ้าง... สนุกมั้ย?” ระรินเอ่ยถามพลางขยับยิ้มที่มุมปาก “คืนนี้สนุกให้เต็มที่นะพิม ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก นานๆ ทีเราจะมีโอกาสได้ปลดปล่อยแบบนี้”

เธอขยิบตาให้พิมพิกาด้วยชั้นเชิงที่ดูเหนือกว่า ท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่และกล้าหาญนั้นช่างดู ‘เท่’ เหลือเกินในสายตาของเด็กสาวที่กำลังโหยหาความเป็นอิสระ พิมพิกามองภาพนั้นด้วยความชื่นชมจนแทบจะลืมเลือนความผิดชอบชั่วดีไปเสียสิ้น

“น้องพิมเต้นเก่งมากเลยนะจ๊ะ... ไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นครั้งแรก”

เสียงทุ้มของเมธีแทรกขึ้นมา เขาพูดกับระรินทว่ากลับจงใจทอดสายตามาที่พิมพิกาเพื่อเป็นการชมเชยแบบซึ่งๆ หน้า คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ข้างใน พิมพิการู้สึกขัดเขินจนต้องก้มหน้าหลบสายตา ทว่ายิ่งเธอนึกย้อนไปถึงสัมผัสที่จมูกโด่งของเขาซุกไซ้ลากไล้ไปตามซอกหู และลิ้นร้อนที่รุกล้ำเมื่อครู่ ความร้อนรุ่มในกายสาวก็ยิ่งพุ่งพล่านรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

สัมผัสที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความซ่านสยิวที่เคยเป็นเรื่องต้องห้าม บัดนี้กลับกลายเป็นความหวานล้ำที่เธอเริ่มติดใจจนยากจะถอนตัว

ดนตรีที่เคยแผดก้องรุนแรงบนเวทีบัดนี้ถูกเปลี่ยนวงใหม่ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เสียงเบสหนักหน่วงถูกแทนที่ด้วยท่วงทำนองที่แผ่วเบา สละสลวย และอบอวลไปด้วยความโรแมนติกที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มไปอีกแบบ

ระรินปรายสายตามองดูนาฬิกาเรือนสวยบนข้อมืออย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะเบนสายตาไปทางสามีแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเปี่ยมไปด้วยน้ำหนัก

“นี่เที่ยงคืนกว่าแล้วนะ... เราต้องพาซินเดอเรลล่าไปส่งบ้านได้แล้วล่ะ”

เธอหันมายิ้มอย่างอ่อนโยนให้พิมพิกา ภาพของระรินที่ดูเหมือนมีความรับผิดชอบและเป็นห่วงเป็นใยเธอถึงขนาดนี้ ยิ่งทำให้ความชื่นชมในตัวหญิงสาวรุ่นพี่พุ่งทะยานขึ้นสูงจนกลายเป็นความศรัทธา พิมพิการู้สึกว่าไอดอลของเธอนั้นช่างสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ทั้งรสนิยมที่นำสมัยและความใจกว้างที่เป็นผู้ใหญ่

“เดี๋ยวอากูจะเป็นห่วงนะน้องพิม เราน่าจะกลับกันได้แล้วจ้ะ”

คำพูดเตือนสติของระรินทำให้พิมพิกาที่กำลังรู้สึกเสียดายบรรยากาศ และยังโหยหาความสนุกที่เพิ่งจะเริ่มต้นต้องชะงักลง แม้ภายในใจจะยังอยากเริงร่าอยู่ใต้แสงสีต่ออีกเพียงไร แต่เมื่อได้ยินชื่อของน้าสาว ภาพใบหน้าที่เข้มงวดของอากูที่คงกำลังเดินกระสับกระส่ายรอเธออยู่ที่บ้านก็ผุดขึ้นมาทำลายความรื่นรมย์ไปเสียครึ่งหนึ่ง

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เพิ่งจะมอดไหม้ไปเริ่มก่อตัวขึ้นจางๆ พร้อมกับความกังวลว่าความลับในคืนนี้จะรั่วไหลออกไปหรือไม่ ทว่าเมื่อมองไปที่ระรินและเมธี พิมพิกากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ราวกับว่าตราบใดที่มีคนทั้งคู่เคียงข้าง โลกที่แสนจะอันตรายและหอมหวานใบนี้จะปกป้องเธอไว้ได้เสมอ

บนท้องถนนยามเที่ยงคืนกว่าของเมืองเชียงใหม่ กระแสลมเย็นพัดผ่านรถที่แล่นอยู่ประปรายภายใต้แสงไฟทางที่วูบไหว เมธีกำพวงมาลัยไว้มั่น ดวงตาคมกริบบัดนี้แดงก่ำและฉ่ำวาวไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เริ่มแผลงฤทธิ์ พิมพิกาถูกจัดให้นั่งประจำที่บนเบาะหน้าคู่กับคนขับ ส่วนเบาะหลังมีระรินและศักดิ์นั่งคู่กันไป

ในใจของเด็กสาวนั้นยังคงนึกขอบคุณระรินไม่ขาดสาย เธอเข้าใจไปเองว่าการที่พี่สาวคนสนิทให้เธอนั่งตำแหน่งนี้ เป็นความรอบคอบแบบผู้ใหญ่ที่ต้องการกันเธอให้ออกห่างจากความรุ่มร่ามของศักดิ์ พิมพิกาจึงได้แต่เอนกายพิงพนักเบาะอย่างไว้วางใจ รับรู้ได้ถึงความมึนตึงจางๆ ในหัวจากรสชาติของเบียร์สดครั้งแรกในชีวิต เธอหลับตาพริ้มปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับความสุขประหลาดที่ฤทธิ์น้ำเมาสั่นพาไป

จ๊วบ... จ๊าบ...

เสียงเฉอะแฉะที่ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในรถกระชากโสตประสาทของพิมพิกาอย่างกะทันหัน เธอสะดุ้งตัวลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองที่เบาะหลังตามสัญชาตญาณโดยไม่ทันได้ระวังตัว

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ร่างทั้งร่างของเด็กสาวชาวาบ ความร้อนวูบพุ่งพล่านขึ้นไปถึงสมองจนหน้ามืดตื้อ!

ระริน... ไอดอลผู้แสนดีและมีความรับผิดชอบในสายตาของเธอ บัดนี้กำลังแลกจูบกับศักดิ์อย่างเร่าร้อนและหิวกระหายอยู่ที่เบาะหลัง มือหนากร้านของลูกจ้างหนุ่มบีบเค้นคลึงเต้างามทั้งสองของระรินอย่างหื่นกระหายอารมณ์ จนเนื้อนวลล้นทะลักง่ามนิ้ว ในขณะที่มือเรียวเล็กแสนสวยของระรินเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอส่งมือไปลูบคลำขยำขยี้อยู่ที่เป้ากางเกงของศักดิ์อย่างเมามัน สื่อถึงความต้องการที่พุ่งทะยานถึงขีดสุดโดยไม่แคร์สายตาของใครทั้งสิ้น

พิมพิกาจ้องมองภาพการนัวเนียอันหยาบโลนนั้นด้วยอาการกึ่งช็อก กึ่งรัญจวนใจ โลกที่เธอคิดว่าเข้าใจกลับพังทลายลงและแทนที่ด้วยความจริงที่เร่าร้อนจนเกินกว่าจะรับมือไหว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   คืนที่ใจได้หลอมรวม! [ตอนจบ]

    หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความรัก ความโหยหา การเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ! [NC18+]

    ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   เติมเต็มให้กันและกัน!

    ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความโหยหาที่สุดจะกลั้น!

    สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   วันนี้พี่น่ารักจังเลยครับ!

    มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ชำระล้างหัวใจรัก!

    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status