Mag-log inเมื่อชีวิตที่เคยอยู่ในกรอบของ ‘พิมพิกา’ เด็กสาวกุลสตรีผู้อ่อนต่อโลก ต้องสั่นคลอนเพียงเพราะได้เห็นภาพความเร่าร้อนที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทลาย ภาพของ ‘เมธี’ ชายหนุ่มรุ่นใหญ่ผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตรายและรอยสักมังกรที่แผ่นหลัง เขากลายเป็นปีศาจในจินตนาการที่ปลุกเร้าตัณหาในใจเธอให้ตื่นขึ้น จนเธอเผลอไผลก้าวเข้าสู่โลกของแสงสีที่ริมน้ำปิง ท่ามกลางความสับสนและราคะที่เริ่มครอบงำ... ‘คำสัญญา’ แสนบริสุทธิ์ที่เคยให้ไว้กับ ‘ชลธี’ แฟนหนุ่มผู้แสนดี กลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดรึงใจ สัญญาที่ว่า “จะรักษากายและใจไว้เพื่อกันและกัน จนกว่าจะถึงวันที่เหมาะสม” เริ่มเลือนรางหายไปกับจังหวะดนตรีที่เร่าร้อนและแก้วเหล้าที่ระรินหยิบยื่นให้ ในขณะที่พิมพิกากำลังถลำลึกไปกับรสชาติหอมหวานของบาปที่เธอไม่เคยรู้จัก เธอต้องเลือกระหว่างความรักที่มั่นคงแต่จืดชืดตามคำสัญญา หรือจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้ไปกับความใคร่ที่ไร้ขีดจำกัด "เพราะคำสัญญาที่ว่า 'จะรักเพียงเธอ' กำลังพ่ายแพ้ให้กับความเสียวซ่าน... ที่เขาปรนเปรอให้ไม่รู้จบ"
view more“เค้าจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยให้ได้...”
น้ำเสียงของชลธีแผ่วเบาคล้ายพึมพำกับตัวเอง ทว่ามันกลับหนักแน่นราวกับจารึกลงบนแผ่นดินที่เขาเติบโตมา แววตาที่เคยอ่อนโยนตามประสาเด็กหนุ่มบัดนี้ฉายโรจน์ด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น เขาทอดสายตาไปยังเส้นขอบฟ้าที่ไกลสุดตา ราวกับมองเห็นเครื่องแบบอันทรงเกียรติที่เขาฝันจะคว้ามาครอง
“เค้าจะทำให้ตัวเองภูมิใจ... ตัวเองจะได้เป็น ‘คุณนาย’ ของนายทหารคนนี้ให้ได้ คอยดูนะ”
ชายหนุ่มหันมาสบตาเด็กสาวที่นั่งเคียงกัน แสงสีทองจากอาทิตย์อัสดงที่กำลังลาลับขอบฟ้าตกกระทบบนผิวน้ำในลำห้วย เกิดเป็นประกายระยิบระยับล้อไปกับแววตาแน่วแน่ของเขา ลมเย็นชายทุ่งหอบเอาสัจจะวาจานั้นลอยล่องไปไกลแสนไกล โดยมีผืนน้ำและขุนเขาเป็นพยานรักที่เงียบงัน
“เค้าถือว่านี่คือคำสัญญาที่ตัวเองให้ไว้กับเค้านะ” พิมพิกายิ้มบาง พวงแก้มซับสีระเรื่อรับกับแสงแดดยามเย็น เธอไม่ได้ตอบรับด้วยท่าทีตื่นเต้น หากแต่ใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นแทนคำล้านคำ
สองร่างขยับเข้าหากันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น แผ่นหลังพิงแนบกับลำต้นสากระคายของต้นมะรื่นใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านท้าทายกาลเวลา ใบหนาเบื้องบนสั่นไหวตามแรงลมส่งเสียง ซ่า...ซ่า... คล้ายเสียงกระซิบอวยพรจากธรรมชาติ
รอบกายมีเพียงความสงัดเงียบ ทิ้งโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและแรงกดดันไว้เบื้องหลัง เหลือเพียง "พื้นที่ปลอดภัย" เล็กๆ ริมลำห้วยที่หล่อหลอมหัวใจสองดวงให้เป็นหนึ่งเดียว
พิมพิกา—ลูกสาวคนเดียวของเถ้าแก่ร้านชำผู้มั่งคั่ง ผิวขาวนวลผุดผ่องตามฉบับเชื้อสายมังกรของเธอนั้นดูสูงส่งราวกับหงส์เหนือผืนดิน พ่อของเธอมุ่งหวังให้บุตรสาวสืบทอดกิจการและออกเรือนกับชายที่เพียบพร้อมด้วยฐานะและวงศ์ตระกูล เพื่อรักษาความรุ่งโรจน์ของตระกูลไว้
ผิดกับ ชลธี—ลูกชายชาวนาที่กลิ่นโคลนสาบควายยังติดกายอยู่จางๆ ทว่าในอกกลับบรรจุหัวใจที่ใหญ่เกินตัว พ่อของเขาผู้หวังจะเห็นลูกชายใช้ "ปากกา" แทน "คันไถ" หวังให้ความรู้เป็นบันไดพาสกุลหลุดพ้นจากวงจรแห่งความยากจนที่ขังครอบครัวมาหลายชั่วคน
ความคาดหวังเหล่านั้นช่างหนักอึ้งดุจขุนเขา... ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นมะรื่นแห่งนี้ ความฝันของพวกเขากลับเบาสบายและงดงามดั่งมวลบุปผา
เขาสองคนมองตรงไปยังผิวน้ำที่ถูกย้อมด้วยสีแดงส้มจัดจ้านของยามเย็น ปล่อยให้วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า โดยหารู้ไม่ว่า เส้นทางสู่นายทหารและคุณนายที่วาดฝันไว้นั้น อาจต้องผ่านบททดสอบที่รัดรดและรุนแรงยิ่งกว่าพายุฤดูร้อน...
บททดสอบที่จะพิสูจน์ว่าคำสัญญาในวันนี้ จะยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่ในวันที่ "เค้า" และ "ตัวเอง" ต้องเผชิญกับโลกที่ต่างออกไป
หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.