Início / โรแมนติก / ดอกร่าน...บานฉ่ำ / ผีเสื้อน้อยโบยบิน.!

Compartilhar

ผีเสื้อน้อยโบยบิน.!

last update Data de publicação: 2026-07-27 14:43:46

พิมพิกาวิ่งถลันเข้าห้องนอนและกดล็อกประตูเสียงดัง แกรก ก่อนจะทรุดกายพิงบานไม้ที่กั้นเธอไว้จากโลกแห่งความจริง ร่างกายของเธอสั่นเทาเหมือนคนเป็นไข้ แต่มันไม่ใช่ไข้จากความเจ็บป่วย... มันคือพายุราคะที่พัดกระหน่ำจนเธอทุรนทุราย

ภาพการกระแทกกระทั้นของเมธีที่โถมเข้าใส่ร่างของระรินอย่างดุดันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับม้วนเทปเก่าที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันจบสิ้น ทุกจังหวะที่ "แท่งลึงค์" ยาวใหญ่นั้นจมหายเข้าไปในร่องรักที่ฉ่ำแฉะ มันเหมือนกำลังทิ่มแทงเข้าสู่ความรู้สึกส่วนลึกของพิมพิกาจนเธอแทบจะเสียสติ

เด็กสาวทิ้งตัวลงนอนบนฟูกหนานุ่มบนเตียงเหล็กตัวเล็ก เสียงสปริงเตียงดังลั่นเตือนถึงความสั่นไหวในใจ เธอเพ่งมองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย แสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาทำให้ใบหน้าของเธอที่แดงก่ำดูน่าเกรงขามและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน

ความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกบีบบังคับให้มือน้อยๆ เริ่มทำงานอย่างไม่อาจขัดขืน เธอเลิกชายกระโปรงนักเรียนขึ้นมาจนกองอยู่เหนือเอว เผยให้เห็นเรียวขาขาวนวลที่บดเบียดเข้าหากันอย่างรัญจวน นิ้วเรียวเล็กสอดผ่านขอบอันเดอร์แวร์สีขาวสะอาดตาเข้าไปสัมผัสกับโหนกเนินที่บัดนี้ฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหวานที่เอ่อซึมออกมามากกว่าครั้งไหน ๆ ที่เธอเคยทำ

“อูยยย... ซี้ดดด... เฮียเมธขา...”

เสียงครางพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก พิมพิกาหลับตาลงแน่น ในมโนภาพที่มืดมิดกลับเห็นเพียงใบหน้าเคร่งขรึมและสายตาหิวกระหายของเมธีที่กำลังจ้องมองเธอ แทนที่จะเป็นชลธีเด้กหนุ่มผู้แสนดี จินตนาการว่าร่างหนาของเฮียเมธกำลังซ้อนทับอยู่บนตัวเธอ กระเด้าเย็ดโหมแรงเข้าใส่ร่องเนื้อของเธออย่างดุดันและไร้ความปราณี เหมือนอย่างที่เขาทำกับระรินในห้องครัวนั้น

ทุกแรงขยับของนิ้วมือที่สอดประสานอยู่เบื้องล่าง มันคือการจำลองความเจ็บปวดที่แสนหฤหรรษ์ที่เธอถวิลหา พิมพิกาปล่อยให้อารมณ์ด้านมืดครอบงำจนสิ้นซาก หลงลืมแม้กระทั่งคำสัญญาและภาพลักษณ์กุลสตรีที่เธอเคยยึดถือมาตลอดชีวิต

พิมพิกาหลับตาแน่น ใบหน้าแดงก่ำเหงื่อผุดพรายซึมตามไรผม ริมฝีปากที่แห้งผากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง แต่เสียงครางพร่าที่พยายามสะกดไว้ก็ยังเล็ดลอดออกมาจากลำคอเป็นระยะ "อูยยย... ซี้ดดด..."

นิ้วเรียวเล็กของเธอบัดนี้สอดลึกเข้าไปในกางเกงชั้นในสีขาวที่เปียกชื้นด้วยน้ำหวาน มันลูบไล้โหนกเนินอูมที่บวมเป่งอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าเปี่ยมไปด้วยความกระหาย มืออีกข้างบิดผ้าปูที่นอนจนยับย่น ร่างกายบิดเร่าไปมาตามจังหวะของอารมณ์ที่พุ่งพล่าน

ภาพของเมธีที่กระแทกกระทั้นระรินในครัวยังคงฉายชัดในมโนสำนึก ทุกท่วงท่า ทุกเสียงคราง และทุกสัมผัสถูกถ่ายทอดมาสู่ร่างกายของเธออย่างสมจริง

นิ้วมือที่เคยอ่อนนุ่มบัดนี้แหวกกลีบแคมที่บวมอูมออกจากกัน เผยให้เห็นร่องหลืบสีชมพูระเรื่อที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำรักที่เอ่อล้น มันเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่รัวกระหน่ำไม่หยุด เด็กสาวถอนหายใจหอบถี่ หายใจติดขัดราวกับคนขาดอากาศ

“เฮียเมธขา... ซี้ดดด... เย็ดพิมแรงๆ... อูยยย...”

เสียงกระซิบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอย่างลืมตัว เธอจินตนาการว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวเย็นเฉียบ ร่างของเมธีโถมเข้าใส่ไม่ยั้ง แรงกระแทกกระทั้นที่หนักหน่วงทำเอาเนื้อตัวกระตุกตามไปทุกจังหวะ ภาพ 'แท่งลำ' ที่ยาวใหญ่ของเขาพุ่งเข้าออกในร่องรักของเธอย่างดุดัน ความเสียวซ่านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง

นิ้วเรียวเล็กที่แหวกกลีบแคมเริ่มขยับเร็วขึ้น แรงขึ้น... ราวกับจะเลียนแบบแรงกระแทกจากแท่งรักของเขา ปลายเล็บที่จิกลงบนติ่งเนื้อเล็กๆ อย่างตั้งใจส่งกระแสความเสียวซ่านไปถึงขั้วหัวใจ พิมพิกาแอ่นสะโพกขึ้นรับสัมผัสนั้นอย่างไม่รู้ตัว

“โอ๊ย... เฮียขา... พิม... พิมเสียว... ซี้ดดด... อาาาา...”

เสียงครางที่พุ่งทะยานสูงขึ้น สวนทางกับสติที่เริ่มเลือนราง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความสุขสมเกินประมาณ ร่างกายกระตุกเกร็งถี่รัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ก่อนที่ร่างกายทั้งร่างจะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง

พลั่ก...

นิ้วมือที่ขยับเร่งเร้าจนสุดกำลังบัดนี้หยุดนิ่งค้าง เธอนอนหอบหายใจอย่างหนัก ปลายนิ้วยังคงจมอยู่ในน้ำรักที่เปียกชุ่ม ร่างกายกระตุกถี่ ๆ อีกสองสามครั้ง ก่อนจะอ่อนปวกเปียกลงบนฟูกหนานุ่ม ดวงตาที่เคยหลับแน่นค่อยๆ เปิดออก เหม่อมองเพดานห้องอีกครั้ง ใบหน้าแดงก่ำยังคงประดับด้วยคราบเหงื่อไคล แต่แววตาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอิ่มเอมและความพึงพอใจอย่างที่สุด... เธอได้ลิ้มรสสวรรค์ในแบบที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนแล้ว...

 ณ ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง บรรยากาศที่นี่ผิดกับร้านอาหารทั่วไปโดยสิ้นเชิง เพราะทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไป แสงไฟนีออนสลัวสีชมพูและน้ำเงินสลับกับพร็อพตกแต่งสไตล์โมเดิร์นลอฟท์กลับให้ความรู้สึกเหมือน "ผับ" มากกว่าร้านอาหารสำหรับครอบครัว กลิ่นควันบุหรี่จาง ๆ ผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์และอาหารรสจัดโชยอวลอยู่ในอากาศ

บนเวทีขนาดกลาง นักร้องวงดนตรีสดกำลังระเบิดจังหวะดนตรีที่เร้าใจ เสียงเบสหนักหน่วงกระแทกเข้าสู่ทรวงอกสอดประสานกับเสียงกลองที่รัวกระหน่ำจนพื้นไม้สั่นสะเทือน

แขกเหรื่อหลายโต๊ะเริ่มทนต่อแรงดึงดูดไม่ไหว ต่างลุกขึ้นออกท่าออกทางขยับร่างกายตามจังหวะเพลงอย่างลืมตัว เสียงหัวเราะและเสียงชนแก้วดังระงมแข่งกับเสียงเพลงที่แผดก้องไปทั่วบริเวณ

ท่ามกลางความสนุกสนานที่ท่วมท้นอยู่นั้น พนักงานเสิร์ฟในเครื่องแบบของร้านกลับดูเหมือนมีชีวิตที่สวนทางกัน พวกเขาต้องวิ่งวุ่นกันจนขาขวิด สองมือประคองถาดอาหารและเครื่องดื่มหลบหลีกฝูงชนที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกด้วยความชำนาญ ใบหน้าของแต่ละคนผุดพรายไปด้วยเหงื่อ ทว่าสายตายังคงต้องสอดส่ายมองหาความต้องการของแขกที่หนาตาขึ้นเรื่อย ๆ

แม่น้ำปิงเบื้องหลังร้านที่ดูนิ่งสงบในยามราตรี กลับสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากตัวร้านจนกลายเป็นผิวน้ำที่มีชีวิตชีวา ราวกับธรรมชาติเองก็กำลังถูกมอมเมาด้วยแสงสีและเสียงเพลงไปพร้อม ๆ กับผู้คนที่แสวงหาความสำราญในค่ำคืนที่แสนจะยาวนานนี้

ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่วูบวาบด้วยมิติต่างๆ โต๊ะของพิมพิกาตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากหน้าเวทีดนตรีนัก เสียงเบสที่กระแทกกระทั้นทำให้แก้วน้ำบนโต๊ะสั่นสะเทือนพอๆ กับหัวใจของเด็กสาวที่บัดนี้เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

พิมพิกานั่งอยู่ท่ามกลางระรินที่ดูสง่าในชุดเปิดไหล่โชว์ผิวขาวนวล เมธีที่นั่งนิ่งขรึมจิบเบียร์มองไปบนเวที และศักดิ์ที่ดูจะสนุกสนามกว่าใครเพื่อนด้วยการขยับหัวตามจังหวะเพลงอย่างเมามัน

ดวงตาของพิมพิกาเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ แสงสีม่วงครามที่วูบวาบผ่านใบหน้าทำให้โลกใบนี้ดูแปลกไปจากที่เธอเคยรู้จัก เธอจ้องมองเหล่านักร้องที่วาดลวดลายบนเวทีด้วยความทึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ ร้าน แล้วความมั่นใจเพียงน้อยนิดของเธอก็เริ่มสั่นคลอน

เย็นนี้เธอกลั้นใจหยิบเสื้อยืดเนื้อบางรัดรูปจนเห็นส่วนเว้าโค้งชัดเจนมาสวมคู่กับกางเกงยีนส์ฟิตเปรี๊ยะที่เน้นสะโพกอูมเด่น ตอนที่ส่องกระจกอยู่ที่บ้าน เธอรู้สึกว่านี่คือความ "หวาบหวาม" ที่สุดเท่าที่กุลสตรีคนหนึ่งจะกล้าทำแล้ว ทว่าเมื่อมาอยู่ในที่แห่งนี้ ชุดที่เธอภูมิใจกลับกลายเป็นเพียงแฟชั่นเด็กน้อยที่จืดชืดไปถนัดตา

เธอเห็นหญิงสาวโต๊ะข้างๆ สวมเสื้อครอปสั้นจู๋ที่เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบ บางคนใส่กระโปรงสั้นกุดจนเห็นโคนขาขาวนวลยามขยับตัวตามจังหวะเพลง หรือแม้แต่เสื้อคอลึกที่เผยให้เห็นร่องอกวับ ๆ แวม ๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัว

โลกใบนี้ช่างกล้าหาญและเปิดเผยจนพิมพิการู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดักแด้ที่เพิ่งโผล่พ้นรังออกมาเจอแสงแดดจ้า

แต่อีกใจหนึ่ง ความโหยหาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของแสงสีเหล่านี้กลับเริ่มหยั่งรากลึกเข้าไปในใจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เคยยึดถือเริ่มมลายหายไปกับจังหวะกลองที่เร้าใจ เธออยากจะฉีกกระชากกรอบเดิมๆ ทิ้ง แล้วกระโจนลงไปในกระแสธารแห่งกิเลสนี้อย่างเต็มตัว

ระรินหันมามองพิมพิกาที่กำลังนั่งตะลึง เธอโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเด็กสาว แข่งกับเสียงเพลงที่แผดก้อง

"เป็นไงจ๊ะพิม... สนุกไหม? นี่แหละชีวิตที่แท้จริงล่ะ"

พิมพิกาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เธอเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ขวดเบียร์และแก้วเหล้าที่มีหยดน้ำเกาะพราวบนโต๊ะ ความรู้สึกอยากลอง... อยากรู้... และอยากเปรี้ยวให้ได้อย่างพี่ริน เริ่มครอบงำจิตใจของเธอไปหมดสิ้น

ท่ามกลางเสียงเพลงที่โหมกระหน่ำจนหัวใจสั่นสะท้าน พิมพิกายังคงนั่งนิ่ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่โต๊ะถัดไป

พวกเธอนุ่งน้อยห่มน้อยในชุดที่พิมพิกาเองก็อยากจะสวมใส่ใจจะขาด ทั้งเสื้อครอปสั้นจู๋ กางเกงขาสั้นเสมอหู และเสื้อสายเดี่ยวที่เผยผิวขาวเนียนน่ามอง

พลันที่จังหวะเพลงบนเวทีเปลี่ยนเป็นแนวแดนซ์ที่เร่าร้อนถึงขีดสุด กลุ่มเด็กสาวเหล่านั้นก็ลุกขึ้นยืน แทบจะพร้อมเพรียงกัน พวกเธอโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะที่กระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง มือเรียวชูขึ้นโบกสะบัดไปมา ลำตัวพลิ้วไหวอย่างยั่วยวน ดวงตาฉายแววเป็นประกายแห่งความสุขสม เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือจากโต๊ะรอบข้างดังกระหึ่มเป็นกำลังใจให้กับลีลาของพวกเธอ

พิมพิกามองภาพนั้นราวกับถูกสะกด จังหวะการส่ายสะโพกที่เย้ายวนและท่าเต้นที่ดูเป็นธรรมชาติของพวกเธอ มันช่างแตกต่างจากความขวยเขินของพิมพิกาที่ต้องทำตัวเป็นกุลสตรีตลอดเวลา ความรู้สึก "ริษยา" พลุ่งพล่านขึ้นในอก มันไม่ใช่แค่ความอยากเป็น แต่เป็นความกระหายที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระอย่างพวกเธอ

แล้วสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตา...

ศักดิ์ ลูกจ้างจากอู่ซ่อมรถ!

ศักดิ์ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินเข้าไปรวมกลุ่มกับเด็กสาวเหล่านั้นอย่างสนิทสนม เขาขยับแขนขยับขา โยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน ไม่แตกต่างจากคนอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของศักดิ์เปื้อนยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายด้วยความสำราญ

ภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำความรู้สึก 'ด้อยค่า' และ 'ล้าหลัง' ของพิมพิกา เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้เดียงสา ไม่ทันโลก ไม่เคยได้สัมผัสกับความสนุกสนานแบบนี้เลยสักครั้งในชีวิต

เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ จารีตที่เธอเคยยึดมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนกำลังฉุดรั้งเธอไว้จาก "โลกที่แท้จริง" โลกที่เปี่ยมไปด้วยแสงสี ความเร้าใจ และการปลดปล่อยตัวตนอย่างอิสระ

ความปรารถนาที่จะเป็นเหมือนพวกเขามันรุนแรงเสียจนเธอรู้สึกเจ็บแปลบในอก ลมหายใจเริ่มติดขัด เธออยากจะลุกขึ้นยืนโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะเพลงอย่างบ้าคลั่ง อยากจะฉีกทิ้งเสื้อผ้าที่แสนน่าเบื่อนี้ออกไป แล้วสวมใส่ชุดที่เผยให้เห็นเรือนร่างอันเย้ายวนอย่างที่เธออยากทำใจจะขาด

"ทำไม... ทำไมฉันต้องมานั่งนิ่งอยู่อย่างนี้ด้วย!"

เสียงกรีดร้องในใจดังอื้ออึงแข่งกับเสียงดนตรี ภาพลักษณ์ของ "กุลสตรี" ที่อากูพร่ำสอนมาทั้งชีวิต บัดนี้กำลังมอดไหม้ลงไปด้วยเปลวไฟแห่งความอิจฉาและตัณหา ที่กำลังแผดเผาจิตใจของเธออย่างไม่หยุดหย่อน

ท่ามกลางเสียงเพลงที่โหมกระหน่ำจนแทบจะระเบิดแก้วหู ระรินที่นั่งอยู่ข้างกายพลันลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม เธอเริ่มวาดลวดลายโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะเบสที่หนักหน่วงอย่างไม่แคร์สายตาใคร ความพริ้วไหวของระรินดูเป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสาวเต็มตัว จนพิมพิกาต้องหน้าแดงซ่านด้วยความขวยเขิน เธอพยายามจะก้มหน้าหลบสายตาผู้คน แต่ในใจกลับสั่นระรัวด้วยความอิจฉาปนตื่นเต้น

“ลุกขึ้นมาสิจ๊ะพิมจ๋า! เรามาสนุกกัน!”

ระรินโน้มตัวลงมาตะโกนก้องข้างหูของเด็กสาว พลางคว้าข้อมือแล้วฉุดร่างบอบบางของพิมพิกาให้ลุกขึ้นยืนตาม

พิมพิกายืนหันรีหันขวางอย่างคนทำอะไรไม่ถูก มือไม้ดูเกะกะไปหมด ท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกคนรอบตัวต่างลุกขึ้นส่ายเอวโยกย้ายตามจังหวะดนตรีกันแทบทุกโต๊ะ ราวกับทั้งร้านกำลังถูกมนต์สะกดจากเสียงเพลง

สายตาของพิมพิกาจับจ้องไปที่ "เจ๊ริน" ไอดอลของเธอ บัดนี้ระรินกำลังออกลวดลายที่เย้ายวน พริ้วไหว และเร่าร้อนไม่ต่างจากกลุ่มเด็กสาวโต๊ะข้างๆ ที่เธอเพิ่งนั่งมองด้วยความริษยาเลยแม้แต่นิดเดียว ภาพความมั่นใจนั้นเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขกล่องความปรารถนาส่วนลึกในใจของพิมพิกาให้เปิดออก

จากความขวยเขินในตอนแรก พิมพิกาเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของเธอมันสั่นไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนของพื้นไม้ เธอเริ่มลืมความประหม่า ลืมคำสอนของอากู และลืมทุกอย่างที่เคยพันธนาการเธอไว้ มือน้อยๆ เริ่มขยับตามจังหวะ ก่อนที่สะโพกอูมภายใต้กางเกงยีนส์รัดรูปจะเริ่มส่ายวนอย่างลืมตัว

ความเพลิดเพลินที่เพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรกในชีวิตมันช่างหอมหวานและเร้าใจจนเกินจะต้านทาน พิมพิกาหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้อารมณ์พาไป

เธอเริ่มขยับร่างกายให้สอดประสานไปกับเสียงดนตรีที่เร่าร้อน โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของใครบางคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ... กำลังจับจ้องการ "ร่ายรำ" ของเธอด้วยความกระหายที่รุนแรงไม่แพ้กัน

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   คืนที่ใจได้หลอมรวม! [ตอนจบ]

    หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความรัก ความโหยหา การเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบ! [NC18+]

    ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   เติมเต็มให้กันและกัน!

    ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ความโหยหาที่สุดจะกลั้น!

    สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   วันนี้พี่น่ารักจังเลยครับ!

    มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา

  • ดอกร่าน...บานฉ่ำ   ชำระล้างหัวใจรัก!

    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย

Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status