Masukสายตาของเขาจับจ้องไปยังคนผู้หนึ่งโดยไม่ละไปแม้แต่น้อย หลี่หมิง! อวี้เหวินเองก็หันไปมองในเวลาเดียวกัน สายตาของคนทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ไร้ซึ่งคำพูด ทว่าความแค้นจากอดีตกลับปะทุขึ้นในพริบตา ราวกับประกายไฟที่ตกลงบนกองฟืนแห้ง! บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองพลันเย็นยะเยือกลงอย่างไร้สาเหตุ หลี่หมิงกำหมัด
หลังจากขบวนของตำหนักมังกรเมฆาเข้าสู่เรือนพักบนยอดเขาหยกดำ บรรยากาศโดยรอบก็พลันเงียบลงอย่างน่าประหลาด นอกค่ายกลป้องกัน หมอกพิษเจือปราณมารลอยคลุ้งอยู่ท่ามกลางความมืด ราวกับอสูรร้ายที่ซ่อนตัวเฝ้ามองเหยื่อจากเงามืด รอเพียงโอกาสลงมือ ภายในห้องหินของอวี้เหวิน แสงจากโคมน้ำมันบัวส่องสลัวลงบนร่างของเด็กหนุ
ผู้อาวุโสไป๋! เบื้องหลังของเขาคือเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ระดับสูงของสำนัก ยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านม่านหมอกลงมากระทบลานศิลา ทว่ากลับมิอาจขับไล่ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศได้ อวี้เหวินยืนอยู่บนหัวเรือ ดวงตาคมกวาดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด... พวกเขาก็
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปยังยอดเขาเบื้องหน้า ความมืดมิดของราตรีก็ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย แสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดผ่านขอบฟ้าทิศตะวันออกอย่างเชื่องช้า ประกายสีทองอ่อนทะลุม่านเมฆเหนือผืนป่า ทาบลงบนทะเลหมอกสีเทาอมเขียวเบื้องล่าง ราวกับกำลังฉีกกระชากม่านแห่งราตรีให้เปิดออก ทว่าต่อให้แสงอาทิตย์เร
ซูเทียนหลงมิได้สังเกตเห็นความผิดปกติของอวี้เหวิน เขากล่าวต่อทันที “ส่วนสำนักถัดมา... ตระกูลหวัง” เขายกไหสุราขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ “ตระกูลมหาเศรษฐีแห่งแดนใต้ พวกมันขึ้นชื่อเรื่องความมั่งคั่ง อาวุธวิเศษ ยันต์ค่ายกล และทรัพยากรล้ำค่าล้วนมีพร้อม หากมีสิ่งใดใช้เงินแก้ปัญหาได้ ตระกูลห
ราตรีสุดท้ายก่อนเรือบินวิเศษสีทองจะบรรลุถึงอาณาเขตของสำนักมารเงาหมอก ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดดุจหมึก ละอองหมอกพิษสีเทาอมเขียวเบื้องล่างทอดตัวปกคลุมผืนป่าดงดิบราวกับอสรพิษยักษ์ที่หลับใหลอยู่ใต้ความมืด เสียงสายลมเหนือเมฆาพัดผ่านค่ายกลป้องกันของเรือดังวูบวาบ บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งและตึงเครียดกว่าทุกคืนท
ใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน ลานพิธีเงียบงันราวกับอารามร้าง แม้จะมีผู้คนยืนรายล้อมเต็มลาน แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาเสียงดังแม้แต่คนเดียว บรรยากาศคล้ายดั่งพายุหิมะที่หยุดนิ่ง ก่อนแผ่ไอเย็นเข้าเกาะกุมหัวใจผู้คนอย่างเงียบงัน ชายชราในอาภรณ์สีเทา ยังยืนสงบนิ่งดุจต้นสนพันปีที่ไม่เคยเอนตามแรงลม แววตาของเขายามมอง
ท่ามกลางความเงียบงันของยามราตรี แสงโคมจันทน์อันอ่อนสลัวภายในเรือนพักอันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ยังคงส่องวับวาวอยู่เหนือโต๊ะไม้ลายเก่า บนเตียงไม้เรียบเรียงอย่างประณีต ร่างหนึ่งนั่งสงบนิ่ง ริมฝีปากคลี่ยิ้มจางราวกับเพิ่งไขปริศนาแห่งฟ้าดินได้สำเร็จ มือเรียวยาวของเขาเอื้อมปิดตำราหนาเล่มหนึ่งซึ่งถูกอ่านจนจบ
กล่าวจบ ดวงตาสีหม่นซึ่งเงียบสงบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวก็ตวัดมองไปยังชายชราผู้อยู่ไม่ห่าง พร้อมเอ่ยเสียงต่ำแต่ชัดเจน “เร่งไปจัดการมาเดี๋ยวนี้!” ชายชราผู้สวมอาภรณ์คราม พลันประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “รับบัญชาท่านอาจารย์” แล้วพลันโค้งตัวหันหลัง ก้าวเท้ารวดเร็วแต่มั่นคง แผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นดูราวบัณฑิ
เสียงฝูงชนปะทุขึ้นปานเปลวเพลิงจากฟืนแห้ง “สุดท้ายผู้ชนะก็คือเขาสินะ...อวี้เหวิน!” “หึ ข้าละเคยเชียร์เจ้าหานลู่ผู้นั้นแท้ๆ เสียแรงเปล่าจริงๆ!” “คนเช่นนั้นยังกล้าท้าทายผู้อื่น โชคดีที่ความจริงเปิดเผย!” ริมลานพิธี เงาใบไม้ไหวเอนแผ่วเบา ทว่าท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ แววตาคู่หนึ่งกลับมืดมิดยิ่งกว่าเมฆดำทะ






