LOGINสวรรค์!เกิดมาชาตินี้หากต้องตายเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็ขอทำทุกอย่างเพื่อบิดา มารดา พี่ชาย ทำให้ครอบครัวของข้าร่ำรวย แข็งแกร่ง และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะมีความรักสักครั้งก่อนตาย ข้าหวังว่าท่านจะเมตตา!
View Moreในจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์ ท้องฟ้าสีครามแต่งแต้มด้วยสัตว์ในตำนานบินวนเวียนอย่างอิสระ นอกจากนกฟิกนิกที่มีขนสีรุ้งและเปล่งแสงระยิบระยับ ยังมี มังกรเงา สัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำเงาเรืองแสงในความมืด และ ยูนิคอร์นเพลิง ที่มีกรงเล็บแหลมคมและแผงคอเปล่งประกายไฟลุกโชน
ในโลกแห่งนี้ เมืองพ่อมดแม่มดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเมือง เครสเซนเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์และความรุ่งเรือง หอคอยสูงตระหง่านใจกลางเมืองเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างเฝ้ารอชมทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลอง
บนยอดหอคอยนั้น หญิงสาวที่งดงามราวราชินียืนอยู่ เธอคือ อิซาเบลล่า หญิงสาวที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นผู้มีพลังและงดงามที่สุดในเมืองเครสเซนเซีย เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในโลกนี้เมื่อครบ 200 ปี
อิซาเบลล่ามีเส้นผมสีดำสนิทยาวสยายดั่งแพรไหม ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะตัดกับดวงตาสีฟ้าสดใสที่ดูลึกลับ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อและจมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้าของเธอดูเฉี่ยวคมและมีเสน่ห์จนยากจะละสายตา
เธอยืนทอดสายตามองออกไปยังเมืองเบื้องล่าง ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะและความคึกคักของเมืองตัดกับความเงียบสงบบนยอดหอคอยที่เธอยืนอยู่
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหาย ดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนฟ้า พร้อมกับความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของอิซาเบลล่า
ดวงตาสีฟ้าจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ราวกับกำลังค้นหาคำตอบในความเงียบงัน ความทรงจำอันขมขื่นในหัวของเธอ ฉายชัดเหมือนเงาที่ไม่มีวันลบเลือน
อิซาเบลล่าเกิดมาในครอบครัวที่พิเศษ ครอบครัวที่ผู้คนต่างยกย่องและเคารพนับถือ ครอบครัวของเธอคือผู้พิทักษ์ที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้เป็นผู้ถือครองพลังวิเศษ ทุกชีวิตในครอบครัวของเธอคือความหวังของเมือง
ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าทายาทแต่ละคนจะมีพลังอะไร จนกว่าพลังนั้นจะตื่นขึ้น แต่เพียงการมีอยู่ของพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย
แต่แล้วในคืนหนึ่ง คืนที่นางยังเป็นเด็ก คืนที่เธอยังยิ้มร่าเริงและวิ่งเล่นในห้องนอน ความสงบสุขทั้งหมดก็ถูกทำลายลง
เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วอาณาเขต เปลวไฟลุกโชนรอบตัว แผ่ความร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ออก บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นกลับกลายเป็นสนามรบ เงามืดนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าทำลายทุกสิ่ง ทุกชีวิตในนั้น โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเข้าช่วยเหลือ....
อาร์คเทอัส พ่อของอิซาเบลล่า ชายผู้เป็นที่เคารพรักของทุกคน ผู้ปกป้องเมืองด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขาต่อสู้สุดกำลัง แต่ศัตรูที่ไม่มีใครรู้จักนั้นร้ายกาจเกินต้านทาน
“ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่าร้องเสียงสั่น ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตา
อาร์คเทอัส หันกลับมา ดวงตาอ่อนโยนมองลูกสาวคนโตเป็นครั้งสุดท้าย เขายกมือขึ้นช้า ๆ ร่ายปราการเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งล้อมรอบอิซาเบลล่าไว้
“ชู่...อลิซอย่าร้อง..ลูกต้องตั้งสติ มันคือชะตากรรมของพวกเรา อย่ากลัว อย่าได้โทษตัวเอง...”
เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“และจงจำไว้ ว่าพ่อรักลูกสุดหัวใจ...”
“ไม่! ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่าส่ายหัวระรัว เธอพุ่งตัวเข้าหาปราการเวทมนตร์ พยายามทุบมันเพื่อออกไปช่วยพ่อของเธอ
“ไม่! ได้โปรด! ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่ากรีดร้องลั่น น้ำตาอาบเต็มสองแก้ม เธอมองภาพที่พ่อและแม่ของเธอถูกเงามืดพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง
ร่างของ อาร์คเทอัส ทรุดลงช้า ๆ แต่แววตายังคงจับจ้องมายังเธอ
“จงมีชีวิตต่อไป...และปกป้องทุกคนแทนข้า...”
คำพูดสุดท้ายของเขาดังก้องในหัว
“ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไป...ได้โปรด...อย่าทิ้งข้าไป!”
อลิซร้องไห้แทบขาดใจ สองมือยังคงทุบปราการเวทมนตร์อย่างสุดกำลังแต่กลับไร้ผล
อิซาเบลล่าหันไปมองมารดา ผู้หญิงที่เป็นทั้งความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัยในชีวิตของเธอ ดวงตาของมารดายังเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
นางกำลังโอบกอดบิดาไว้แน่น ราวกับว่าแม้ความตายก็ไม่อาจพรากพวกเขาออกจากกัน มือเรียวของนางกลับสั่นระริก ขณะที่ส่งพลังทั้งหมดเข้าสู่ปราการเวทมนตร์ที่ล้อมรอบอิซาเบลล่า
“ท่านแม่...ได้โปรด”
อิซาเบลล่าพึมพำเสียงสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด
“อลิซ...”
เสียงของนางเบา แต่กลับชัดเจนในใจของอิซาเบลล่า
“แม่รักเจ้า...และแม่ดีใจที่มีเจ้าเป็นลูก...”
คำพูดที่ราวกับปลิดวิญญาณของอิซาเบลล่า สะท้อนก้องอยู่ในปราการเวทมนตร์ ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง เมื่อเห็นมารดายังคงส่งพลังเข้าสู่ปราการ ทั้งที่ร่างกายของนางแทบจะทรงตัวไม่ไหว
“ไม่.....กรี๊ดดดด”
“ท่านแม่!”
บนยอดเขาหลังตระกูลซู จวนเล็กๆ สร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดีตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม รอบด้านมีต้นไม้เขียวขจีรายล้อม ดอกไม้ป่าหลากสีบานสะพรั่งตามแนวทางเดิน เสียงน้ำไหลจากลำธารใกล้ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เสียงนกที่ร้องเพลงแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูราวกับสวรรค์บนดินในทุกๆ สามวัน หงเฟิ่งและเหอเฉิงเหยาจะลงจากจวนมาเยี่ยมเด็กทั้งสามคน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ปรมาจารย์เหอเฉิงเหยาผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมโอสถจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ และวิธีหลอมโอสถอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะที่หงเฟิ่ง มังกรสาวผู้สง่างาม จะสอนเด็กๆ เรื่องการทรงตัวบนหลังมังกร เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความกล้าหาญและความสง่างามวันนี้ เด็กทั้งสามคน อาหาว อาหมิง เยวี่ยเอ๋อร์ กำลังเลือกสมุนไพรตามรายการที่เหอเฉิงเหยามอบหมาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงสนทนาอย่างสดใสหงเฟิ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สายลมที่พัดเบาๆ ทำให้ผ้าคลุมสีแดงของนางพลิ้วไหว เหอเฉิงเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกมือโอบเอวนางอย่างแผ่วเบา“อยากมีสักคนหรือไม่?” เสียงทุ้มของเขาด
อวิ๋นเทียนตอบด้วยความหนักแน่น ก่อนจะอุ้มร่างบางของมี่มี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม เขามุ่งหน้ากลับจวนตระกูลซูทันที ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลเมื่อมาถึงจวน เขาวางร่างของมี่มี่ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ร่างของเธอยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือหนาของอวิ๋นเทียนค่อยๆ สัมผัสที่หัวใจของเธอ ก่อนจะส่งพลังเวทเข้าไปในร่างกาย ความอุ่นจากพลังของเขาไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร แต่ร่างของเธอกลับไร้การตอบสนองเขาส่งพลังต่อเนื่องนานนับสองชั่วยาม เหงื่อหยดลงจากใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามี่มี่จะฟื้นขึ้นมา สายตาของอวิ๋นเทียนเต็มไปด้วยความกังวลที่กลืนกินหัวใจ เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูของเธอ“มี่เอ๋อร์… เจ้าสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เจ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปใช่หรือไม่...”แต่คำตอบกลับเป็นความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน ร่างของมี่มี่ยังคงสงบนิ่งราวกับหลับลึก อวิ๋นเทียนค่อยวางร่างของมี่มี่นอนลงบนเตียง เขาทรุดตัวลงข้างเตียง มือหนากำหมัดแน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความสิ้นหวังที่คืบคลานเข้ามาหนึ่งปีผ่านไป ทุกวันในช่วงเวลาที่มี่มี่หลับใหล อวิ๋นเทียนจะนั่งอยู่ข้า
“มีแรงแค่นี้หรือ?” มี่มี่พูดเสียงเข้ม ก่อนสะบัดแส้อักขระเวทในมือนับสิบครั้ง แส้พุ่งเข้าใส่ราชาอสูรด้วยความเร็วเหนือสายตา เสียงฟาดกระแทกเข้ากับเกราะหนังหนาของมันดังก้อง แต่ราชาอสูรกลับไม่หยุด มันยกขาหน้าขนาดมหึมาขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงพื้น แรงกระแทกทำให้ดินแตกกระจาย เศษหินพุ่งกระเด็นราวกับกระสุนมี่มี่กระโดดหลบอีกครั้งก่อนจะใช้แส้ของเธอฟาดกลับเข้าไปที่จุดอ่อนใต้คางของราชาอสูร ร่างของมันสะดุ้งเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของมันดังจนหูอื้อในตอนนั้นเอง อวิ๋นเทียนพุ่งเข้าหาขาของราชาอสูร แทงดาบลงไปในจุดเชื่อมระหว่างหนัง เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น ราชาอสูรสะบัดขาเหวี่ยงอวิ๋นเทียนออกไปไกล แต่เขากลับใช้พลังเวทพุ่งกลับมาประจันหน้าอีกครั้งในเสี้ยววินาทีมังกรทั้งสิบตัวบินวนรอบราชาอสูร เสียงคำรามของพวกมันก้องไปทั่ว เปลวไฟหลายสีพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของมันจากทุกทิศทาง แม้ราชาอสูรจะพยายามสะบัดร่างป้องกันตัวเอง แต่พลังโจมตีที่ประสานกันนั้นทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านทันทีที่มีโอกาส มี่มี่ลุกขึ้นยืนด้วยความแน่วแน่ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะก่อนหน้านี้ แต่แววตาก
“เสี่ยวจื่อจังหวะนี้แหละ” หวงจื่ออ้าปากกว้างก่อนพ่นเปลวไฟมังกรสีแดงออกมา เปลวไฟนั้นลุกลามไปทั่วและเผาผลาญเหล่าปีศาจจนมอดไหม้ในพริบตาเหล่าทหารร้องเฮกันอย่าฮึกเหิม มังกรนับร้อยตัวไม่ได้บินวนอยู่แค่ในแคว้นฉิน แต่พวกมันกระจายตัวทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกตัวต่างพ่นไฟมังกรออกมาเพื่อทำลายเหล่าปีศาจอสูรในทุกแคว้น เสียงคำรามของมังกรที่ก้องกังวานไปทั่วทำให้ปีศาจเงามืดเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการต่อสู้ซูเหยา ที่กำลังต่อสู้อยู่บนพื้นหันหน้าเงยขึ้นมองมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า นางแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นจำนวนมังกรที่ปกคลุมท้องฟ้าราวกับพายุหมุน ในจังหวะหนึ่งที่นางเสียสมาธิ อสูรเงามืดร่างหนึ่งกระโดดพุ่งเข้าใส่ เล็บแหลมคมของมันหมายจะฉีกกระชากร่างของซูเหยา นางเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าตนหลบไม่ทันแน่แล้วแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ปราการเวทสีขาว พลันกางล้อมร่างของนางก่อนที่มันจะระเบิดพลัง ทำลายปีศาจในระยะกว้างอย่างราบคาบ แสงสว่างจากเวททำให้พื้นที่โดยรอบสว่างราวกลางวัน และสงบลงชั่วขณะซูเหยาเหลียวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที หัวใจของนางพองโต เมื่อเห็น มี่มี่ในชุดเกราะสีดำบนหลังมังกร นางส่งยิ้มให้จากเบื้องบน
“รีบหนีเร็วเข้า!”แต่เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงคำรามจากเงามืดที่พุ่งเข้าใส่ร่างของหญิงสาวจนล้มลงกับพื้นและถูกกลืนหายไปในความมืดชาวบ้านดิ้นรนอย่างไร้ผล กรงเล็บและเขี้ยวคมกริบของเงาเหล่านั้นฉีกกระชากเนื้อของพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม เสียงฉีกขาดของเนื้อและเสียงครวญครางแห่งความเจ็บปวดก้องกังวานในอากาศบรรย
แต่ก่อนที่นางจะได้ลงมือ มือหนึ่งกลับคว้าข้อมือของเธอไว้ นางหันไปมอง เห็นว่าเป็นเสี่ยวจื่อ"เจ้าไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง"เสี่ยวจื่อพูดเสียงเรียบ ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แต่...จำไว้ ทุกคนทำเพื่อเจ้า"มี่มี่ร้องไห้ออกมา นางคุยกับเสี่ยวจื่อทางจิต "อย่าทำร้ายพวกเขาได้หรือไม่?" เสี่ยวจื่อพยักห
รถม้าของอวิ๋นเทียนเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ออกจากแคว้นฉางเดินทางอย่างไม่เร่งรีบเป็นเวลากว่าสามวันก็เข้าสู่แคว้นฉิน เสียงล้อรถม้าดังก้องเบาๆ บรรยากาศยามเช้าของแคว้นฉินเต็มไปด้วยความสดชื่นเมื่อรถม้าหยุดจอดหน้าประตูจวน มี่มี่รีบเปิดประตูลงจากรถก่อนพุ่งตัวไปหามารดาที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว"คิดถึงท่านแม่จังเล
มี่มี่เดินสำรวจรอบบริเวณ เศษซากของบ้านเรือนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางคุกเข่าลงหยิบดินขึ้นมาจับก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านมือ“มี่เอ๋อร์…”อวิ๋นเทียนเอ่ยเรียกนางเบาๆ ขณะจ้องมองไปยังบางสิ่งบนพื้นสายตาของมี่มี่หันตามไปยังจุดที่อวิ๋นเทียนจ้องมอง ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูปกติดี แต












reviews