ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย

ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย

last updateLast Updated : 2026-05-07
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
10
3 ratings. 3 reviews
147Chapters
6.1Kviews
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

สวรรค์!เกิดมาชาตินี้หากต้องตายเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็ขอทำทุกอย่างเพื่อบิดา มารดา พี่ชาย ทำให้ครอบครัวของข้าร่ำรวย แข็งแกร่ง และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะมีความรักสักครั้งก่อนตาย ข้าหวังว่าท่านจะเมตตา!

View More

Chapter 1

บทที่ 1

ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์ ท้องฟ้าสีครามแต่งแต้มด้วยสัตว์ในตำนานบินวนเวียนอย่างอิสระ นอกจากนกฟิกนิกที่มีขนสีรุ้งและเปล่งแสงระยิบระยับ ยังมี มังกรเงา สัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำเงาเรืองแสงในความมืด และ ยูนิคอร์นเพลิง ที่มีกรงเล็บแหลมคมและแผงคอเปล่งประกายไฟลุกโชน

ในโลกแห่งนี้ เมืองพ่อมดแม่มดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเมือง เครสเซนเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์และความรุ่งเรือง หอคอยสูงตระหง่านใจกลางเมืองเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างเฝ้ารอชมทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลอง

บนยอดหอคอยนั้น หญิงสาวที่งดงามราวราชินียืนอยู่ เธอคือ อิซาเบลล่า หญิงสาวที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นผู้มีพลังและงดงามที่สุดในเมืองเครสเซนเซีย  เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในโลกนี้เมื่อครบ 200 ปี

อิซาเบลล่ามีเส้นผมสีดำสนิทยาวสยายดั่งแพรไหม ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะตัดกับดวงตาสีฟ้าสดใสที่ดูลึกลับ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อและจมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้าของเธอดูเฉี่ยวคมและมีเสน่ห์จนยากจะละสายตา

เธอยืนทอดสายตามองออกไปยังเมืองเบื้องล่าง ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะและความคึกคักของเมืองตัดกับความเงียบสงบบนยอดหอคอยที่เธอยืนอยู่

แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหาย ดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนฟ้า พร้อมกับความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของอิซาเบลล่า

ดวงตาสีฟ้าจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ราวกับกำลังค้นหาคำตอบในความเงียบงัน  ความทรงจำอันขมขื่นในหัวของเธอ ฉายชัดเหมือนเงาที่ไม่มีวันลบเลือน

อิซาเบลล่าเกิดมาในครอบครัวที่พิเศษ ครอบครัวที่ผู้คนต่างยกย่องและเคารพนับถือ ครอบครัวของเธอคือผู้พิทักษ์ที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้เป็นผู้ถือครองพลังวิเศษ ทุกชีวิตในครอบครัวของเธอคือความหวังของเมือง

ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าทายาทแต่ละคนจะมีพลังอะไร จนกว่าพลังนั้นจะตื่นขึ้น แต่เพียงการมีอยู่ของพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย

แต่แล้วในคืนหนึ่ง คืนที่นางยังเป็นเด็ก คืนที่เธอยังยิ้มร่าเริงและวิ่งเล่นในห้องนอน ความสงบสุขทั้งหมดก็ถูกทำลายลง

เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วอาณาเขต เปลวไฟลุกโชนรอบตัว แผ่ความร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ออก บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นกลับกลายเป็นสนามรบ เงามืดนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าทำลายทุกสิ่ง ทุกชีวิตในนั้น โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเข้าช่วยเหลือ....

อาร์คเทอัส  พ่อของอิซาเบลล่า ชายผู้เป็นที่เคารพรักของทุกคน ผู้ปกป้องเมืองด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขาต่อสู้สุดกำลัง แต่ศัตรูที่ไม่มีใครรู้จักนั้นร้ายกาจเกินต้านทาน

“ท่านพ่อ!”

อิซาเบลล่าร้องเสียงสั่น ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตา

อาร์คเทอัส หันกลับมา ดวงตาอ่อนโยนมองลูกสาวคนโตเป็นครั้งสุดท้าย เขายกมือขึ้นช้า ๆ ร่ายปราการเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งล้อมรอบอิซาเบลล่าไว้

“ชู่...อลิซอย่าร้อง..ลูกต้องตั้งสติ มันคือชะตากรรมของพวกเรา อย่ากลัว อย่าได้โทษตัวเอง...”

 เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น

“และจงจำไว้ ว่าพ่อรักลูกสุดหัวใจ...”

“ไม่! ท่านพ่อ!”

 อิซาเบลล่าส่ายหัวระรัว เธอพุ่งตัวเข้าหาปราการเวทมนตร์ พยายามทุบมันเพื่อออกไปช่วยพ่อของเธอ

“ไม่! ได้โปรด! ท่านพ่อ!”

อิซาเบลล่ากรีดร้องลั่น น้ำตาอาบเต็มสองแก้ม เธอมองภาพที่พ่อและแม่ของเธอถูกเงามืดพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง

ร่างของ อาร์คเทอัส ทรุดลงช้า ๆ แต่แววตายังคงจับจ้องมายังเธอ

“จงมีชีวิตต่อไป...และปกป้องทุกคนแทนข้า...”

คำพูดสุดท้ายของเขาดังก้องในหัว

“ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไป...ได้โปรด...อย่าทิ้งข้าไป!”

อลิซร้องไห้แทบขาดใจ สองมือยังคงทุบปราการเวทมนตร์อย่างสุดกำลังแต่กลับไร้ผล

อิซาเบลล่าหันไปมองมารดา ผู้หญิงที่เป็นทั้งความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัยในชีวิตของเธอ ดวงตาของมารดายังเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต

นางกำลังโอบกอดบิดาไว้แน่น ราวกับว่าแม้ความตายก็ไม่อาจพรากพวกเขาออกจากกัน  มือเรียวของนางกลับสั่นระริก ขณะที่ส่งพลังทั้งหมดเข้าสู่ปราการเวทมนตร์ที่ล้อมรอบอิซาเบลล่า

“ท่านแม่...ได้โปรด”

 อิซาเบลล่าพึมพำเสียงสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด

“อลิซ...”

เสียงของนางเบา แต่กลับชัดเจนในใจของอิซาเบลล่า

“แม่รักเจ้า...และแม่ดีใจที่มีเจ้าเป็นลูก...”

คำพูดที่ราวกับปลิดวิญญาณของอิซาเบลล่า สะท้อนก้องอยู่ในปราการเวทมนตร์ ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง เมื่อเห็นมารดายังคงส่งพลังเข้าสู่ปราการ ทั้งที่ร่างกายของนางแทบจะทรงตัวไม่ไหว

“ไม่.....กรี๊ดดดด”

“ท่านแม่!”

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters

reviews

SSMT
SSMT
สนุกมาก อ่่านเพลิน
2026-07-17 17:58:06
0
0
P JR
P JR
สนุกมาก เอ็นดู มี่มี่น้อย ช่วงดราม่า ก็เข้มข้นจริงๆ ครบทุกรส
2026-06-02 00:56:14
0
0
walanดี
walanดี
สนุกค่ะมากๆๆ
2026-05-15 00:11:30
1
0
147 Chapters
บทที่ 2
"ท่านแม่!!"อิซาเบลล่ากรีดร้องอีกครั้ง เสียงแหลมสูงของเธอกรีดแทงความเงียบงัน เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เงาดำจำนวนมากพุ่งเข้าสู่ร่างของมารดา และน้องชาย ราวกับสัตว์ร้ายที่ตะครุบเหยื่อโดยไร้ความปรานี ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของมารดาที่ร่วงล่นราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆนานนับชั่วโมงที่เธอพยายามปลดปราการเวทมนตร์ แต่พลังที่ล้อมรอบเธอนั้นแข็งแกร่งเกินไปท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เคยดังอยู่ในปราการ เสียงนั้นค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว อิซาเบลล่า เด็กน้อยวัยเยาว์ นั่งทรุดลงกับพื้น ร่างเล็ก ๆ ของเธอแนบชิดกับปราการเวทมนตร์ที่ยังคงปกป้องเธอจากเงาดำและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวเธอจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า เปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงร่างของบิดา มารดา และน้องชายที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน เสียงไฟลุกไหม้ผสานเสียงลมเหมือนเสียงกรีดร้องที่ดังระงม แต่เธอกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วดวงตาสีฟ้าของเธอจับจ้องไปยังร่างของผู้ที่เธอรักที่สุด ร่างที่เคยอบอุ่นเคียงข้าง ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปในกองไฟอิซาเบลล่าไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป เสียงของเธอแหบแห้ง น้ำตาที่เคยไหลรินกลับ
Read more
บทที่ 3
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองแห่งเวทมนตร์เปล่งประกายราวกับผืนผ้าประดับด้วยดวงดาว แสงจันทร์สีเงินทอประกายอ่อนโยนลงมาสู่ลานกว้างใจกลางเมือง โคมไฟหลากสีลอยละล่องเหนือศีรษะราวกับลูกแก้วคริสตัลมีชีวิต โคมระย้ากลางลานส่งแสงระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่ส่องสว่างเหนือขอบฟ้าโต๊ะยาวที่จัดไว้ล้อมรอบลานกลางเมืองถูกปูด้วยผ้าสีเงินลวดลายวิจิตร จานอาหารและแก้วไวน์ลอยขึ้นลงเบา ๆ เสิร์ฟเหล่าพ่อมดแม่มดที่นั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบางคนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บางคนใช้ไม้กายสิทธิ์ร่ายคาถาเล็ก ๆ เพื่อสร้างลูกบอลแสงลอยขึ้นประดับท้องฟ้าเสียงดนตรีบรรเลงจากวงดนตรีเวทมนตร์ เสียงแตรที่เปล่งท่วงทำนองแสนไพเราะ กลมกลืนไปกับเสียงไวโอลินที่ขับขานด้วยเวทมนตร์ที่ไม่มีผู้ใดสัมผัส ดอกไม้ไฟหลากสีพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ประกายแสงของมันทอดเงาให้เมืองแห่งนี้ดูราวกับดินแดนในเทพนิยายบนอาคารที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน แม่มดบางคนใช้ไม้กายสิทธิ์บังคับอาหารและเครื่องดื่มให้ลอยมาส่งถึงมือ พ่อมดบางคนใช้พลังสร้างภาพลวงตาเป็นสัตว์เวทมนตร์ตัวเล็ก ๆ ลอยล่องไปในอากาศ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำ
Read more
บทที่ 4
“วี๊ดดดด”เสียงปีกกระพือดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มังกรขนาดมหึมาสีดำสนิทพุ่งทะยานลงมาจากหอคอยกลางเมือง ร่างของมันใหญ่โตจนผู้คนต่างหลบหนี ดวงตาสีทองของมันส่องประกายราวกับเปลวไฟเกล็ดของมันเป็นประกายราวกับหินออบซิเดียน แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ปีกกว้างจนราวกับครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด เล็บที่แหลมคมราวกับมีดของมันสะท้อนแสงไฟ"อากริมัส..."อิซาเบลล่าเรียกชื่อของมังกรแห่งความมืดที่อยู่คู่กับเธอเสมอมามังกรคำรามเสียงก้อง พ่นลมหายใจสีดำพุ่งขึ้นฟ้าราวกับคำท้าทายต่อดวงตาสีแดง มันหมุนตัวในอากาศก่อนจะร่อนลงเคียงข้างอิซาเบลล่า ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อันดุเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้น“ไม่ อลิซ เจ้าไม่สามารถสู้พวกมันได้เพียงลำพัง!” เซเวียร์รีบเอ่ยรั้งเสียงดัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนเสียงลมหายใจของ อากริมัส ดังสะท้อน ทันทีที่มันพ่นลมหายใจแรงออกมา ร่างมหึมาของมังกรดำที่ยืนข้างกายอิซาเบลล่าก็ดูสง่างามและทรงพลัง ดวงตาสีทองของมันฉายแววแน่วแน่ คล้ายกำลังบอกทุกคนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ อิซาเบลล่าไม่ได้อยู่ลำพังอิซาเบลล่ายกยิ้มจาง มือเรียวเอื้อมไปลูบปลายจมูกของมังกรดำด้วยความรักใคร่ อากริมัสก้มหัวลง
Read more
บทที่ 5
แสงสีทองสว่างจ้าราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งในมิติ เศษละอองแสงลอยวนเหมือนเกล็ดหิมะที่ไม่มีจุดสิ้นสุดอลิซ และ อากริมัส ถูกดูดเข้าไปในห้วงแห่งกาลที่ไม่รู้จัก ดอกไม้สีทองที่คิดว่าสหลายไปแล้วกับปรากฏอยู่ตรงหน้า สายลมแห่งมิติว่างเปล่าเริ่มพัดแรงเหมือนพายุ แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้พวกเขาแยกออกจากกัน"อากริมัส!!!" เสียงกรีดร้องของอลิซดังก้อง เธอพยายามเอื้อมมือคว้าร่างมังกรคู่ใจที่ถูกแรงดึงลากไปในทิศทางตรงข้าม น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา แต่ไม่อาจยื้อไว้ได้"ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอ!!!" อลิซพยายามตะโกน แต่เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่าแรงดึงดันสุดท้ายฉุดร่างของเธอให้หมุนคว้างจนหมดสิ้นการควบคุม ทุกอย่างกลายเป็นความมืดเฮือก! อลิซหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้สึกถึงอากาศที่ไหลเข้าปอดอย่างแรง ร่างกายของเธอหนักอึ้งและแปลกประหลาด แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ เสียงที่เธอเปล่งออกมานั้นกลับไม่ใช่เสียงของเธอ“อุแว๊ๆๆ!"เสียงร้องของทารกที่ดังกังวานพร้อมเวลาที่เธอพูดทำให้เธอชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง แต่การมองเห็นกลับไม่ชัดเจน ภาพที่เห็นตรงหน้าเบลอราวกับอยู่ในหมอก“ไป๋เฟิ่งมี่ ลูกแม่..."เสียงอ่อนโยนของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นเคย ด
Read more
บทที่ 6
"เรียกหมอมา! เดี๋ยวนี้!" อี้หลันที่แม้จะเป็นหญิงสงบเยือกเย็น แต่ก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้เล็กน้อย นางยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"ท่านพี่...ท่านเป็นหมอหลวงนะเจ้าค่ะ"หยางจวิ้นชะงักเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักถึงข้อเท็จจริงนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงร้องไห้จ้าของเฟิ่งมี่กลับหยุดลงอย่างกะทันหันห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้นพลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในลำคอของเด็กน้อย ดวงตากลมโตที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาจับจ้องไปยังมารดาและบิดาของนาง ริมฝีปากเล็ก ๆ สั่นระริก ราวกับพยายามจะพูดสิ่งใด แต่กลับเปล่งได้เพียงเสียงแผ่วเบาไร้ความหมายของเด็กแรกเกิดมารดาของนางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ดวงตาอ่อนโยนของนางจ้องมองบุตรสาวด้วยความรัก มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยเบา ๆ"ลูกของแม่...อย่าตกใจไปเลย แม่อยู่นี่แล้ว"หยางจวิ้นที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว มือใหญ่ของเขาเอื้อมมาลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเฟิ่งมี่บ้าง น้ำเสียงที่เคยตื่นตระหนกเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ"เจ้าตัวน้อย..."ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่ยังคงมองพวกเขาทั้ง
Read more
บทที่ 7
ผ่านมาแล้ววันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยบัดนี้อายุครบ 3 หนาว นางเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงที่งดงามจนใครต่อใครในจวนต่างหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเฟิ่งมี่มีเส้นผมสีดำเงางามที่ถูกจัดแต่งเป็นมวยผมจุกสองข้าง ดูราวกับตุ๊กตาน้อย ผิวของนางขาวเนียนราวหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาว แก้มทั้งสองข้างอมชมพูเหมือนกลีบดอกเหมยที่เพิ่งผลิบาน ดวงตากลมโตของนางเปล่งประกายราวกับลูกกวางน้อยที่มองโลกด้วยความใสซื่อและอยากรู้อยากเห็นวันนี้เฟิ่งมี่สวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนประดับลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ ดูเรียบง่ายแต่งดงามเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยในนิทาน ชุดคลุมผืนบางที่ปักลวดลายดอกเหมยสีขาวเพิ่มความอ่อนหวานให้กับรูปลักษณ์ของนางยิ่งขึ้น รองเท้าปักลายสีเดียวกันพอดีกับเท้าเล็ก ๆ ยิ่งขับความน่ารักให้กับร่างน้อยเฟิ่งมี่กำลังนั่งอยู่กลางลานสวน เด็กน้อยหัวเราะคิกคักเสียงใส ขณะพยายามไล่จับผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนไปมา ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทุกก้าวย่างของนางเต็มไปด้วยพลังและความสดใสที่ทำให้ใครที่มองต้องยิ้มตาม"มี่มี่! อย่าวิ่งเร็วไป!"เสียงเจี้ยนหานในวัย 8 หนาว ตะโกนเรียกน้องสาว ขณะที่เฟิ่งมี่หันมายิ้มหว
Read more
บทที่ 8
“เข้ามิติ”พรึ่บ! เบื้องหน้าของนาง เป็นสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า เรือนไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่ง ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เปล่งประกายรอบบริเวณเฟิ่งมี่ร่ายเวทมนตร์เบา ๆ ดอกไม้เวทหลากสีเริ่มผลิบานรอบตัวนางราวกับตอบรับคำสั่ง พื้นดินในบริเวณนั้นเย็นสบายขึ้น แต่ไม่ถึงกับหนาว สายลมที่พัดผ่านพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาชโลมใจ"นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการใช่หรือไม่?” เฟิ่งมี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีดำขลับของนางจับจ้องเจ้าผีเสื้ออสูรที่ปรากฏตัวขึ้นเจ้าผีเสื้อบินวนอยู่รอบตัวเด็กน้อยอย่างพอใจ "ยอดเยี่ยม! เช่นนั้น ข้าขอตอบรับการทำพันธะสัญญา ข้าจะอยู่รับใช้และปกป้องเจ้าในยามจำเป็น"สิ้นคำพูดของอสูรผีเสื้อ ก็บังเกิดเวทอักขระทำพันธะสัญญา ในพริบตา แสงสีทองระยิบระยับล้อมรอบร่างของทั้งสองเฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก"ขอบคุณนะ เจ้าผีเสื้อ ตอนนี้เจ้าคือเพื่อนคนแรกในโลกนี้ของข้าแล้ว"ผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน "เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจ้าจะมีเพื่อนมากมาย"ทั้งสองจ้องตากันราวกับเข้าใจซึ่งกันและกัน พันธะสัญญ
Read more
บทที่ 9
อาเหมยยืนรออยู่หน้าห้องของเฟิ่งมี่ด้วยสีหน้ากังวล เวลาผ่านไปนานกว่า 1 เค่อ (30 นาที) แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากในห้อง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง จึงตัดสินใจเคาะประตูเบา ๆ“คุณหนู...บ่าวขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ”เสียงเล็กตอบกลับมาจากด้านใน“เข้ามาเลยเจ้าค่ะ พี่อาเหมย”อาเหมยยกยิ้ม รู้สึกอบอุ่นในใจ นางพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“มีคุณหนูตระกูลใดบ้างที่พูดกับบ่าวอย่างสุภาพเช่นนี้”เมื่อเข้ามาในห้อง อาเหมยเห็นร่างเล็กของเฟิ่งมี่กำลังก้าวขึ้นจากอ่างน้ำไม้ใบเล็กที่ไป๋หยางจวิ้นสั่งทำพิเศษให้บุตรสาวนางรีบเข้าไปอุ้มเฟิ่งมี่ขึ้นมาอย่างทะนุถนอม พร้อมใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเด็กน้อยเฟิ่งมี่ส่งยิ้มน่ารักให้อาเหมย“พี่อาเหมย ข้าอยากปล่อยผมไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ได้ไหมเจ้าคะ? ข้าเจ็บหัว”แววตาออดอ้อนของเฟิ่งมี่ส่งตรงไปยังบ่าวคนสนิท อาเหมยมองคุณหนูตัวน้อยก่อนพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ คุณหนู”นางรีบจัดแจงเช็ดตัว แต่งตัว และหวีผมให้เฟิ่งมี่ตามความต้องการ ก่อนจะอุ้มคุณหนูขึ้นแนบอก พาไปยังห้องอาหารที่ครอบครัวกำลังรออยู่“มาแล้วหรือ แล้วทำไมไม่เดินเอง?” เสียงเข้มของไป๋หยางจวิ้นดังขึ้นทันทีที่เห็นบุตรสาวเฟิ่งมี
Read more
บทที่ 10
“ท่านพ่อดีที่สุดเจ้าค่ะ!” เฟิ่งมี่ตอบพลางโอบคอบิดาแน่น อี้หลันมองสามีแล้วกล่าวเสียงแผ่ว “ท่านพี่ อย่าตามใจนางนักเจ้าค่ะ”เฟิ่งมี่หันไปทางมารดาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ท่านแม่ ท่านต้องชมท่านพ่อสิ เจ้าค่ะ ข้านั้นโชคดีที่สุดที่มีบิดาที่หล่อเหลา แข็งแรง และเก่งกาจที่สุดในเมือง!”หยางจวิ้นหัวเราะลั่น “ใช่แล้ว! บิดาเจ้าแข็งแรงขนาดที่อุ้มลูกหมูอย่างเจ้าไหว!”เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน นางซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนบิดา ความสุขช่วงเวลานี้ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะนางรู้ดีว่าหากเติบใหญ่ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมหยางจวิ้นวางลูกสาวลงบนเตียงอย่างเบามือ เมื่อสายตาเขาเหลือบไปเห็นตำราที่วางอยู่ข้างเตียงของเฟิ่งมี่ เขาก็ขมวดคิ้ว “มี่มี่ เจ้าศึกษาตำราแล้วหรือ?”เฟิ่งมี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย“แค่เอามาดู ๆ ผ่าน ๆ ตาเจ้าค่ะ ท่านแม่จะหาคนมาสอนข้าในปีหน้าเจ้าค่ะ”หยางจวิ้นเอ่ยถามต่อ “เจ้าอยากเรียนหรือ?”เฟิ่งมี่พยักหน้าทันที ดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นทำให้บิดาถอนหายใจเบา ๆ“มี่มี่ บอกพ่อได้หรือไม่ เหตุใดเจ้าจึงรู้ความขนาดนี้?”คำถามนั้นทำให้เฟิ่งมี่ชะงักไป
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status