อภินิหารหมูน้อยตกสวรรค์

อภินิหารหมูน้อยตกสวรรค์

last updateآخر تحديث : 2025-07-20
بواسطة:  橙花مكتمل
لغة: Thai
goodnovel4goodnovel
10
4 تقييمات. 4 المراجعات
90فصول
1.8Kوجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

เสี่ยวจู้ หมูเทพที่ยังไม่ฟักออกจากไข่ ถูกสร้างขึ้นจากพลังเทพขององค์หญิงแห่งวังมังกรเพื่อช่วยนางหาสมุนไพรและปรุงยาเทพ วันหนึ่งขณะที่องค์หญิงออกไปหาสมุนไพรในป่าสวรรค์ชั้นใน หลานชายจอมซนเห็นไข่กลม ๆ ก็นึกว่าเป็นของเล่นอาหญิงที่น่าจะสร้างมาให้เขา เขาจึงนำไข่ไปเล่นที่ลานกลางวังมังกร เล่นไปเล่นมาสักพัก องค์ชายน้อยก็เบื่อเลยเขวี้ยงไข่ทิ้งไปโดยไม่สนทิศทาง ทำให้ไข่บินออกไปจากวังแล้วชนเข้ากับบ่อน้ำซึ่งเป็นทางลงไปสู่โลกมนุษย์จนเปลือกไข่แตกออก เสี่ยวจู้ที่อยู่ในไข่ตกใจที่ตนเองฟักออกมาก่อนเวลาแถมยังกำลังลอยละลิ่วลงมาจากฟากฟ้าพร้อมเปลือกไข่อีกส่วนหนึ่ง หมูน้อยตกใจมากที่ตนเองกำลังลงไปที่โลกมนุษย์และหวาดกลัวว่าตนเองจะกลับสวรรค์ไม่ได้ กระทั่งเสี่ยวจู้ตกลงไปยังป่าสัตว์อสูรแห่งหนึ่งในโลกมนุษย์ เสี่ยวจู้จึงคิดได้ว่าจะต้องหาคนมาทำพันธะสัญญาจนกว่าคนผู้นั้นจะเป็นเทพเซียน ตนเองจึงจะกลับไปยังสวรรค์ได้ ภารกิจตามหาและช่วยเหลือนายคนใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น

عرض المزيد

الفصل الأول

1

สำนักพรตหนานหนิง

แคว้นหนานมีสำนักฝึกฝนพลังเพื่อการเป็นเซียนมากมาย หนึ่งในนั้นคือสำนักพรตหนานหนิงที่มีชื่อเสียงในด้านสัตว์อสูร การปรุงยาและวิชากระบี่ มีนักพรตกวงข่ายเป็นเจ้าสำนักที่มีขั้นพลังไปถึงครึ่งเซียนแล้ว งานส่วนใหญ่ในสำนักจึงมอบหมายให้ศิษย์ทั้งสามดูแลแทน ตำหนักสัตว์อสูรมีผางเซิงดูแล ตำหนักปรุงยามีเยี่ยหว่านซิงเป็นเจ้าตำหนัก และตำหนักกระบี่มีจุนซีเหวินเป็นเจ้าตำหนัก ทั้งสามคนเป็นเด็กกำพร้าที่กวงข่ายรับมาเลี้ยงดูจนกระทั่งมีพลังถึงขั้นสวรรค์และคอยดูแลงานแทนกวงข่ายมาตลอดหลายปี

ศิษย์ในสำนักเป็นลูกหลานขุนนางในเมืองหลวงแคว้นหนานหลายคน เด็กจากตระกูลเฟินก็เป็นหนึ่งในนั้น เฟินเสี่ยวหยางและเฟินเสี่ยวเซี่ยเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน ส่วนเจิ้งหลินเคยเป็นพี่สาวของทั้งสองคน แต่นางออกจากตระกูลเฟินเมื่อสองปีก่อนแล้วกลับมาใช้แซ่เจิ้งตามท่านตาซึ่งเป็นถึงเจิ้งกั๋วกง

เจิ้งหลินในอดีตเคยอยู่ในตระกูลเฟินอย่างยากลำบากหลังจากเกิดมาแล้วทำให้แม่ของนางตายไป พ่อของนางเฟินหลางจึงรังเกียจนางที่ทำให้คนที่เขารักตาย เฟินหลางยังแต่งงานใหม่ตามคำสั่งแม่ของเขาจนมีเฟินเสี่ยวหยางและเฟินเสี่ยวเซี่ยออกมาในเวลาห่างกันเพียงหนึ่งปีหลังจากเจิ้งหลินเกิดเท่านั้น

ชีวิตของเฟินหลินในตระกูลเฟินถูกฮูหยินคนใหม่และลูก ๆ รังแกมาจนกระทั่งอายุ 7 วบ หากว่าเจิ้งกั๋วกงไม่ส่งคนแอบเข้าไปตรวจสอบหลานสาวคนเดียวของเขา ป่านนี้เฟินหลินคงตายไปแล้ว เจิ้งกั๋วกงโกรธมากจนเข้าไปขอพระราชโองการจากฮ่องเต้เพื่อให้หลานสาวตัดขาดจากตระกูลเฟินแล้วกลับมาใช้แซ่เจิ้งและเป็นทายาทเพียงคนเดียวของจวนเจิ้งกั๋วกง

เจิ้งกั๋วกงดูแลหลานสาวดุจไข่มุกบนฝ่ามือ เขายังหาอาจารย์มาสอนหลานสาวอย่างดีจนสามารถสอบเข้าเรียนที่สำนักพรตหนานหนิง แต่ไม่นึกเลยว่าสองพี่น้องตระกูลเฟินเองก็ถูกรับเข้าเรียนมาเช่นเดียวกัน ทำให้เจิ้งหลินยังคงถูกทั้งสองรวมหัวกับเพื่อนรังแกอยู่บ่อย ๆ แต่เจิ้งหลินที่ได้รับความรักจากเจิ้งกั๋วกงก็ยังคงมีจิตใจเข้มแข็งและไม่ยอมให้พวกเขารังแกได้ง่าย ๆ เจิ้งหลินยังมีเพื่อนสนิทในสำนักที่ไม่ชอบสองพี่น้องคู่นี้ซึ่งมักจะวางอำนาจบาตรใหญ่ในสำนักตั้งแต่เข้ามาช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย กลุ่มของทั้งสองคนจึงมักปะทะคารมกันอยู่บ่อย ๆ

เฟินเสี่ยวหยางเข้าเรียนในตำหนักกระบี่ ส่วนเฟินเสี่ยวเซี่ยนั้นเรียนในตำหนักปรุงยา ทั้งสองมีพรสวรรค์ปานกลางในการฝึกฝนเท่านั้น แตกต่างจากเจิ้งหลินที่มีพรสวรรค์อันสูงส่งไม่ต่างจากเจิ้งกั๋วกงเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้เจิ้งหลินจะอยากเรียนการปรุงยา แต่พอรู้ว่ามีเฟินเสี่ยวเซี่ยเรียนอยู่ นางจึงเลือกที่จะเรียนในตำหนักสัตว์อสูรแทน และอีกสามวันข้างหน้าก็จะถึงกำหนดการให้ศิษย์ในสำนักเข้าป่าสัตว์อสูรที่อยู่ทางเหนือของสำนัก ซึ่งการตามหาสัตว์อสูรประจำตัวนั้นทุกตำหนักจำเป็นจะต้องออกตามหาด้วยตนเอง และทุกคนใช่ว่าจะได้รับสัตว์อสูรประจำตัวได้ง่าย ๆ การทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรนั้นต้องได้รับความยินยอมจากสัตว์อสูรตัวนั้นเสียก่อน นอกจากจะมีคนใช้กำลังบังคับให้สัตว์อสูรมาเป็นของตน แต่การทำเช่นนั้นไม่ใช่วิธีที่ดีในการมีสัตว์อสูรประจำตัว ศิษย์ทุกคนจึงต้องพยายามใช้วิธีการตามที่ได้เรียนรู้มาแทนการบีบบังคับเพื่อให้สัตว์อสูรยอมรับตนเอง

ก่อนวันออกเดินทางหนึ่งวัน กลุ่มของเฟินเสี่ยวหยางกับเฟินเสี่ยวเซี่ยเดินไปพบกลุ่มของเจิ้งหลินที่กำลังจะกลับตำหนักสัตว์อสูรหลังกินอาหารมื้อเที่ยง

เฮอะ นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกสวะนี่เอง พรุ่งนี้ข้าคิดว่ากลุ่มขยะคงไม่มีใครได้รับสัตว์อสูรดี ๆ สักตัวหรอก” เฟินเสี่ยวหยางกล่าวเสียงดัง

เฮ้อ เจ้าก็พูดเกินไปคุณชายเฟิน ถึงขยะกลุ่มนี้จะฝีมืออ่อนด้อย แต่อย่างน้อยน่าจะได้รับกระต่ายอสูรมาสักตัวสองตัวนะ ฮ่า ฮ่า” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มกล่าวขึ้น

เสียงหมูหมากาไก่ที่ไหนน่ะชิงเอ๋อ? น่ารำคาญจริง ๆ” เจิ้งหลินถามหานชิงเพื่อนตน

ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันหลินเอ๋อ แทนที่จะเอาเวลามาพูดเรื่องน่ารำคาญเช่นนี้ไปเตรียมตัวเดินทาง กลับมาเห่าหอนแถมยังขวางทางคนเดินอีก”

รี๊ด!! นังตัวดี แกว่าใครเป็นหมา อยากตายนักใช่หรือไม่” เฟินเสี่ยวเซี่ยกรีดร้องออกมาอย่างโมโหที่ถูกด่าว่าเป็นหมา

หุบปาก!!! แล้วก็หลีกทางด้วย หมาดีไม่ขวางทางคน” เจิ้งหลินตวาดกลับ

ข้าจะฆ่าเจ้านังสวะ!” เฟินเสี่ยวเซี่ยรวบรวมพลังปราณที่ฝ่ามือเตรียมโจมตี

หยุดนะ!!! พวกเจ้ากำลังทำอะไร?” อาจารย์หวังที่ผ่านมาเห็นกลุ่มเด็กตรงหน้าก็รีบเข้ามาหยุดการต่อสู้ทันที

ฮื...ท่านอาจารย์ นังเจิ้งหลินกับพวก มันหาว่าพวกข้าเป็นหมาเจ้าค่ะ” เฟินเสี่ยวเซี่ยรีบเข้าไปฟ้องอาจารย์ประจำตำหนักปรุงยาที่ตนเรียนอยู่

นี่เรื่องจริงหรือเจิ้งหลิน?” อาจารย์หวังหันไปถาม

จริงเจ้าค่ะ แต่พวกเขาเป็นคนด่าว่าพวกข้าเป็นสวะกับขยะก่อนเจ้าค่ะ”

ฮึ่ม! เฟินเสี่ยวเซี่ย เจ้าไปด่าเพื่อนร่วมสำนักเช่นนี้ได้อย่างไร ตำหนักเราไม่เคยสอนให้พวกเจ้ามีนิสัยเหยียดหยามเพื่อนร่วมสำนักมาก่อน เจ้ากับเพื่อนกลับไปคุกเข่าที่หน้าตำหนักสามชั่วยามเสีย รวมทั้งพวกเจ้าด้วยเฟินเสี่ยวหยาง ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าพี่น้องมักจะก่อเรื่องเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ข้าจะรายงานให้เจ้าตำหนักกระบี่ทราบ

ฟินเสี่ยวเซี่ยที่บีบน้ำตาให้อาจารย์แต่ไม่ได้ผลก็ยิ่งโกรธแค้นกลุ่มของเจิ้งหลินมากขึ้นทุกที นางไม่รู้ว่าเหตุใดอาจารย์ในสำนักต่างเข้าข้างกลุ่มของเจิ้งหลินมาโดยตลอด ไม่ว่าพวกนางจะมีการปะทะคารมกันกี่ครั้ง ต้องเป็นกลุ่มของนางกับพี่ชายที่ถูกลงโทษอยู่แทบทุกครั้ง มีเพียงครั้งที่มีการลงไม้ลงมือเท่านั้นที่ทุกคนถูกลงโทษทั้งหมด

ยังไม่รีบกลับตำหนักของพวกเจ้าไปอีก! ข้าต้องขอโทษแทนเด็กพวกนั้นด้วยนะเจิ้งหลิน ครอบครัวพวกเขาน่าจะตามใจจนเสียคน จึงได้ทำเช่นนี้”

าจารย์หวังรู้ดีว่าเจิ้งหลินเป็นถึงทายาทคนเดียวของจวนกั๋วกง พวกเขาเหล่าอาจารย์ได้รับการไหว้วานจากคนของเจิ้งกั๋วกงให้ดูแลเจิ้งหลินเป็นอย่างดีด้วยเงินจำนวนมาก ทำให้ท่านเจ้าตำหนักทั้งสามสามารถนำเงินเหล่านั้นมาปรับปรุงสำนักได้ไม่น้อย อาจารย์ทุกคนจึงถูกกำชับให้คอยดูแลนางอย่างลับ ๆ มาโดยตลอดตั้งแต่เจิ้งหลินเริ่มเข้าเรีย

ท่านอาจารย์ไม่ต้องขอโทษแทนคนพวกนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้ารู้นิสัยของพวกเขาดี”

ช่นนั้นก็ดี พวกเจ้ารีบกลับไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางไปยังป่าอสูรกันแต่เช้า เราจะอยู่ที่ป่าอสูรเป็นเวลาสามวัน พวกเจ้าเตรียมตัวให้ดี

ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง พวกข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

จิ้งหลินกับเพื่อนคำนับลาอาจารย์หวังแล้วเดินจากไป กลุ่มของนางมีกันอยู่เพียงแค่ 4 คนเท่านั้น เพื่อนอีกสามคนของนางคือหานชิง อู๋อิง และเซียวเหมย ทั้งสี่คนเรียนในตำหนักอสูรและมีนิสัยร่าเริงเหมือนกัน พวกนางจึงเข้ากันได้ดีจนกลายเพื่อนสนิทกันในเวลาต่อมา ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ในตำหนักส่วนมากก็จะแบ่งแยกกันออกเป็นหลายกลุ่ม พวกเขามีทั้งกลุ่มชายหญิงแยกย่อยออกไปอีก 8 กลุ่ม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่คนละกลุ่ม แต่ก็สามัคคีกันมากในห้องเรียนสัตว์อสู

เช้าวันต่อมา

าจารย์แต่ละตำหนักทั้ง 9 คนต่างเรียกศิษย์ที่ยังไม่มีสัตว์อสูรมารวมตัวกันที่ลานหน้าสำนัก โดยมีเจ้าตำหนักทั้งสามกล่าวให้โอวาทก่อนจะปล่อยศิษย์นับร้อยคนออกเดินทางไปพร้อมอาจารย์ทั้ง 9

าจารย์ประจำตำหนักสัตว์อสูรที่ไปคราวนี้มีอาจารย์อ้าย อาจารย์ตู้และอาจารย์โยว คอยควบคุมศิษย์จากตำหนักสัตว์อสูรที่ออกเดินทางในครั้งนี้ทั้ง 30 คน กลุ่มของเจิ้งหลินแน่นอนว่าพวกนางเกาะกลุ่มกันใกล้ ๆ ไม่ห่าง เพราะหลังจากที่เข้าสู่เขตป่าสัตว์อสูรแล้ว ศิษย์ทุกคนจะต้องแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ และแยกย้ายกันตามหาสัตว์อสูรประจำตัวตามวาสนาของตนเอ

หนึ่งเดือนก่อนหน้า

สี่ยวจู้ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำของเหล่าสัตว์อสูรหลอมยาจำนวนมากให้กับสัตว์อสูรจนพวกมันบางตัวก็สามารถเลื่อนระดับขั้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้สัตว์อสูรทุกตัวต่างยอมรับนับถือหมูน้อยสีชมพูตัวนี้มากขึ้นไปอีก พวกมันไม่อยากให้นางจากไปเลย หากนางยังคงอยู่ที่นี่แล้วล่ะก็ พวกมันคงสามารถพัฒนาระดับขั้นขึ้นมาได้อีกมากเป็นแน่ แต่อย่างไรพวกมันก็ไม่สามารถห้ามนางได้เช่นกัน พวกมันคงทำได้เพียงใช้เวลาที่นางยังไม่พบเจ้านายคนใหม่ หาสมุนไพรมาให้นางช่วยหลอมให้ได้มากที่สุดเท่านั้

เสี่ยวจู้ในระหว่างที่อยู่กับเหล่าสัตว์อสูรในป่าแห่งนี้มีความสุขมากเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวจู้ซึ่งเพิ่งออกจากไข่มีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าสัตว์อสูรทั้งหลาย พวกเขาทำให้เสี่ยวจู้รู้ว่าการมีเพื่อนมาก ๆ แบบนี้ไม่เหงาเหมือนตอนอยู่ในไข่เลยสักนิด ในโลกมนุษย์ไม่ได้แย่อย่างที่เสี่ยวจู้คิดกลัวในตอนแรกเลย

ตอนนี้เสี่ยวจู้สามารถปกปิดพลังสัตว์เทพเอาไว้ได้แล้ว หลังจากที่ฝึกฝนมาตลอดตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ทำให้เสี่ยวจู้ดูเหมือนหมูน้อยน่ารักสีชมพูตัวหนึ่งเท่านั้น ยกเว้นพวกสัตว์อสูรทั้งหมดในป่าแห่งนี้ที่รู้ว่าเสี่ยวจู้ไม่ใช่หมูน้อยธรรมดา ไม่ว่าจะพลังหรือความสามารถในการหลอมยา เสี่ยวจู้ล้วนเก่งกาจกว่าสัตว์ทุกตัว

ท่านเสี่ยวจู้ เราได้รับข่าวว่าอีกสามวันจะมีสำนักพรตหนานหนิงมาตามหาสัตว์อสูรประจำตัวขอรับ” กระต่ายขาวตัวหนึ่งรีบรายงานข่าวให้เสี่ยวจู้ทราบ

จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้ารีบนำสมุนไพรมาให้ข้าเยอะ ๆ เลยนะ ข้าจะรีบหลอมยาเอาไว้ให้พวกเจ้าให้มากที่สุด” เสี่ยวจู้ตอบพร้อมรอยยิ้

ขอบคุณท่านเสี่ยวจู้” สัตว์อสูรทั้งหลายรีบขอบคุณและกระจายตัวไปเก็บสมุนไพรตามคำสั่งของเสี่ยวจู้ทันที พวกเขารู้ดีว่าอีกไม่นานท่านเสี่ยวจู้ก็จะจากไปแล้ว ยาทั้งหมดที่ท่านเสี่ยวจู้จะหลอมเอาไว้ให้นับเป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขา

เสี่ยวจู้เห็นสัตว์ทุกตัวต่างกระตือรือร้นในการหาสมุนไพรก็ยิ้มดีใจและหลอมยาต่อด้วยพลังสัตว์เทพที่ได้รับมาจากองค์หญิงมังกรอย่างสบาย ๆ ไม่ว่ายาระดับใด เสี่ยวจู้ก็สามารถหลอมออกมาได้

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى

المراجعات

Nina Fahsai
Nina Fahsai
พล็อตเรื่องอิงตำนานโบราณได้ดี เดินเรื่องกระชับไม่เยิ่นเย้อ อ่านทันใจดีมาก เสียแต่บทพูดน้อยไปหน่อย แล้วที่อ่านครั้งแรกมันมีบทนำตอนเสี่ยวจู้ถูกสร้างขึ้นมา มีปูพื้นฐานสังคมสวรรค์ไว้ด้วย แค่กลับไปหาไม่เตอแล้ว เสียดายเพราะตอนท้ายๆอยากไปทบทวนสังคมสวรรค์หน่อยแต่ไม่มีแล้ว เอากลับมาลงอีกได้มั้ยคะ
2025-07-21 06:13:44
0
0
Nina Fahsai
Nina Fahsai
ขอบคุณมากนะคะที่ลงยาวใหอ่านอย่างจุใจวันนี้ สนุกมากๆ และเขียนได้น่ารักที่สุด ไม่ค่อยได้เจอเรื่องคู่รักวัยกะเตาะที่เขียนสะท้อนวัยได้ดีอย่างนี้มาก่อน
2025-06-27 08:00:35
0
0
Nina Fahsai
Nina Fahsai
เรื่องน่าอ่าน และน่ารักมาก เสียอย่างเดียวอัพวันละตอนเท่านั้น เกิดอาการลงแดงทุกวันเลย ฮืออๆ
2025-06-23 07:39:31
0
0
pfishoil
pfishoil
น่ารัก ...️...️...️...️...️...️
2025-06-16 03:16:06
0
0
90 فصول
1
สำนักพรตหนานหนิง แคว้นหนานมีสำนักฝึกฝนพลังเพื่อการเป็นเซียนมากมาย หนึ่งในนั้นคือสำนักพรตหนานหนิงที่มีชื่อเสียงในด้านสัตว์อสูร การปรุงยาและวิชากระบี่ มีนักพรตกวงข่ายเป็นเจ้าสำนักที่มีขั้นพลังไปถึงครึ่งเซียนแล้ว งานส่วนใหญ่ในสำนักจึงมอบหมายให้ศิษย์ทั้งสามดูแลแทน ตำหนักสัตว์อสูรมีผางเซิงดูแล ตำหนักปรุงยามีเยี่ยหว่านซิงเป็นเจ้าตำหนัก และตำหนักกระบี่มีจุนซีเหวินเป็นเจ้าตำหนัก ทั้งสามคนเป็นเด็กกำพร้าที่กวงข่ายรับมาเลี้ยงดูจนกระทั่งมีพลังถึงขั้นสวรรค์และคอยดูแลงานแทนกวงข่ายมาตลอดหลายปี ศิษย์ในสำนักเป็นลูกหลานขุนนางในเมืองหลวงแคว้นหนานหลายคน เด็กจากตระกูลเฟินก็เป็นหนึ่งในนั้น เฟินเสี่ยวหยางและเฟินเสี่ยวเซี่ยเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน ส่วนเจิ้งหลินเคยเป็นพี่สาวของทั้งสองคน แต่นางออกจากตระกูลเฟินเมื่อสองปีก่อนแล้วกลับมาใช้แซ่เจิ้งตามท่านตาซึ่งเป็นถึงเจิ้งกั๋วกง เจิ้งหลินในอดีตเคยอยู่ในตระกูลเฟินอย่างยากลำบากหลังจากเกิดมาแล้วทำให้แม่ของนางตายไป พ่อของนางเฟินหลางจึงรังเกียจนางที่ทำให้คนที่เขารักตาย เฟินหลางยังแต่งงานใหม่ตามคำสั่งแม่ของเขาจนมีเฟินเสี่ยวหยางและเฟินเสี่ยวเซี่ยออกมาในเวลาห่างกันเพีย
اقرأ المزيد
2
สองวันต่อมา อาจารย์แต่ละตำหนักแบ่งกลุ่มศิษย์ของตนออกไปแล้วแยกกันไปคนละทางเพื่อไม่ให้การตามหาสัตว์อสูรไปกระจุกตัวอยู่บริเวณเดียวกัน อาจารย์ทั้งสามคนของแต่ละตำหนักมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของศิษย์ที่อาจจะพลัดหลงเข้าไปในป่าชั้นใน ศิษย์ทุกคนได้รับคำสั่งให้ตามหาสัตว์อสูรขั้นปฐพีและนภาเท่านั้น เพราะฝีมือของพวกเขาคงไม่สามารถกำหราบสัตว์อสูรขั้นฟ้ากระจ่างได้ เพื่อความปลอดภัยเหล่าอาจารย์จึงกำชับให้พวกเขาตามหาสัตว์อสูรเพียงรอบนอกของป่าสัตว์อสูร หากมีศิษย์คนใดขัดคำสั่งและบาดเจ็บขึ้นมา ศิษย์เหล่านั้นจะถูกลงโทษหลังกลับไปถึงสำนัก กลุ่มของเจิ้งหลินพอได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ประจำตำหนัก พวกนางจึงแยกย้ายกันไปตามทิศทางที่ตนเองต้องการ ถึงอย่างไรศิษย์จากตำหนักสัตว์อสูรก็มีความได้เปรียบเรื่องการจับสัตว์อสูรมากกว่าศิษย์จากตำหนักอื่น อีกทั้งพวกเขายังมีฝีมือไม่ธรรมดากันสักคน เพียงแต่ทุกคนในตำหนักต่างเก็บงำฝีมือเอาไว้โดยไม่ให้ตำหนักอื่นระแคะระคายได้แม้แต่น้อย นี่เป็นการสั่งสอนของเจ้าตำหนักที่ไม่อยากให้เด็ก ๆ ในตำหนักโอ้อวดความเก่งกาจจนมีภัยมาถึงตนใจกลางป่าสัตว์อสูร“ท่านเสี่ยวจู้ขอรับ คนจากสำนักพรตหนานหนิงมากัน
اقرأ المزيد
3
หลังจากเจิ้งหลินทำความสะอาดเสี่ยวจู้ดีแล้ว นางก็หันมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย เจิ้งหลินไม่รู้ว่าตัวเองเดินลึกเข้ามามากแค่ไหนแถมตอนนี้นางยังมีหมูน้อยหนึ่งตัวให้ดูแลอยู่“อืม.. ทำอย่างไรดีนะ หากปล่อยให้เจ้าอยู่ในป่าที่อันตรายเช่นนี้ข้าก็กลัวว่าเจ้าจะถูกสัตว์ป่าตัวอื่นทำร้าย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อข้าไม่พบสัตว์อสูรตัวอื่นที่พอจะทำพันธะสัญญาได้ เจ้าก็มาเป็นสัตว์ในพันธะสัญญาของข้าดีหรือไม่” เสี่ยวจู้ไม่คิดว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะกล้าทำพันธะสัญญากับนางที่ภายนอกเป็นเพียงหมูน้อยอ่อนแอจริง ๆ แต่ในเมื่อเจิ้งหลินพูดออกมาด้วยตนเองแล้ว เสี่ยวจู้จึงพยักหน้ายิ้มรับก่อนจะกัดไปที่นิ้วของเจิ้งหลินและทำพันธะสัญญาแบบเท่าเทียมแทนสัญญาทาสที่มนุษย์มักจะเป็นผู้กำหนด เจิ้งหลินขมวดคิ้วอย่างสงสัยใจ ที่นางเรียนมาจากตำหนัก หากไม่ใช่สัตว์ระดับสูงกว่านางแล้ว สัตว์นั้นจะไม่สามารถทำสัญญาแบบเท่าเทียมได้ เจิ้งหลินไม่คาดคิดเลยว่าหมูน้อยตรงหน้ากลับมีพลังสูงส่งกว่านางเสียอีก แสงสว่างจากการทำพันธะสัญญากับสัตว์เทพนั้นส่องสว่างขึ้นไปบนฟ้าอย่างรุนแรงก่อนจะหายวับไปในพริบตา เหล่าสัตว์ในป่าสัตว์อสูรได้รั
اقرأ المزيد
4
“นี่..นี่มันอะไรกันเนี่ย? เหตุใดจึงมีสัตว์อสูรมากมายเช่นนี้ แถมยัง..ไม่มีท่าทางก้าวร้าวเลยสักนิดอ่ะ” อู๋อิงหันไปถามเพื่อน ๆ อย่างอดไม่ได้“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หานชิงส่ายหน้าอย่างประหลาดใจ“เสี่ยวจู้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เจิ้งหลินหันไปถามเสี่ยวจู้ที่นอนเล่นรออยู่ข้าง ๆ“หืม? เพื่อนของท่านไม่ได้ต้องการสัตว์อสูรประจำตัวหรือ? ข้าเพียงแค่เรียกพวกเขามาให้เพื่อนของท่านเลือกเท่านั้นเอง” เสี่ยวจู้เงยหน้าตอบตาปริบ ๆ เจิ้งหลินพอฟังแล้วเห็นหน้าตาน่ารักของหมูน้อยตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะไปอุ้มเสี่ยวจู้ขึ้นมาหอมแก้มเสียหลายฟอด“ขอบคุณเจ้ามากเสี่ยวจู้ เจ้าน่ารักจริง ๆ ฟอด”“ฮิ ฮิ ท่านทำอะไร ข้าจั๊กจี้นะ ฮิ ฮิ” เสี่ยวจู้หัวเราะคิกคัก“พวกเจ้าได้ยินเสี่ยวจู้พูดแล้วนะ ลองเลือกดูว่ามีสัตว์อสูรตนใดที่พวกเจ้าอยากทำพันธะสัญญาบ้าง อ้อ อย่าลืมขอบคุณเสี่ยวจู้ของข้าด้วยเล่า ฮิ ฮิ” เจิ้งหลินพูดอย่างภาคภูมิใจกับสัตว์อสูรสุดน่ารักของนาง“ตกลง ๆ ขอบคุณมากนะเสี่ยวจู้ เจ้าน่ารักมากจริง ๆ” เซียวเหมยรีบหันไปหาเสี่ยวจู้“ใช่ ๆ ขอบคุณมากนะเสี่ยวจู้” อู๋อิงหันไปขอบคุณเช่นกัน“ข้าเองก็ต้องขอบคุณเจ้านะเสี่ยวจู้ หากไม่
اقرأ المزيد
5
เจิ้งหลินพาเสี่ยวจู้ไปยังกระท่อมที่พักในตำหนักสัตว์อสูรพร้อมเพื่อนทั้งสามคนที่พาสัตว์อสูรของตนเองกลับไปพักผ่อนด้วย“นี่เจิ้งหลิน เจ้าจะออกไปซื้ออาหารกลับมากินด้วยกันหรือไม่” อู๋อิงถาม“พวกเจ้าหิวแล้วหรือ?”“ยังหรอก แต่พวกเราไม่อยากเจอพวกแซ่เฟินนั่นน่ะ เลยอยากไปซื้อมาไว้ก่อน”“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ เสี่ยวจู้ เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนนะ พวกเราไปไม่นาน”“อื้อ… ข้าจะรอพวกเจ้า” เสี่ยวจู้ส่งเสียงเล็ก ๆ ตอบกลับ“รีบไปกันเถอะ” เซียวเหมยกล่าว ทั้งสี่ปล่อยให้สัตว์อสูรพักอยู่ด้วยกันที่กระท่อมของพวกนาง โดยไม่รู้เลยว่าสัตว์อสูรอีกสามตัวพากันไปหมอบอยู่ตรงหน้าเสี่ยวจู้พร้อมรอคำสั่ง“พวกเจ้ามียาติดตัวมาหรือไม่” เสี่ยวจู้ถาม“มียาเหลืออีกมากขอรับ ท่านเสี่ยวจู้ไม่ต้องเป็นห่วง” เสี่ยวเหวินตอบ“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่พวกเจ้ากินอะไรเป็นอาหารกันหรือ?”“พวกข้าส่วนใหญ่กินสัตว์เล็กเป็นอาหารขอรับ” เสี่ยวเฮยกล่าว“อั้ยย่ะ แล้วในสำนักนี้จะมีสัตว์เล็ก ๆ ให้พวกเจ้ากินกันหรือไม่”“ท่านเสี่ยวจู้ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ พวกเราจะออกไปล่าด้านนอกตอนดึก” เสี่ยวเหิงกล่าวแผนการของตนที่คุยกับเพื่อนทั้งสองทางกระแสจิตก่อนหน้านี้“อื
اقرأ المزيد
6
คืนนั้นเสี่ยวจู้ทดลองหลอมยาเพิ่มปราณระดับปฐพีให้เจิ้งหลินดูเป็นตัวอย่าง แต่เจิ้งหลินที่พลังปราณยังอยู่แค่ระดับฟ้ากระจ่างไม่สามารถหลอมได้อย่างที่เสี่ยวจู้ทำ นางได้แต่ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้า ด้วยไม่คิดว่าการหลอมยานั้นจะยากลำบากมากเช่นนี้“เจ้าอย่าเพิ่งท้อแท้ไปเจิ้งหลิน ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องใช้เตาหลอมยาช่วยจึงจะหลอมได้”“เฮ้อ ข้าเข้าใจเสี่ยวจู้ เพียงแต่เตาหลอมยาใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย ๆ อีกอย่างยังมีราคาแพงด้วยนะ ข้าไม่อยากใช้เงินเกินตัว”“ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นถึงหลานสาวของกั๋วกงมิใช่หรือ? เหตุใดเจ้าไม่เขียนจดหมายไปหาตาของเจ้าให้เขาหาให้เล่า แบบนี้ข้าคิดว่าน่าจะดีกว่านะ” เสี่ยวจู้ออกความเห็น“ข้าไม่อยากรบกวนท่านตามากนักน่ะสิ จวนกั๋วกงของข้าใช่ว่าจะสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ ข้าจึงประหยัดกินประหยัดใช้มาตลอดตั้งแต่เข้าสำนัก”“ข้าว่าเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว หากตาของเจ้ารู้ว่าเจ้ากำลังหัดหลอมยาอย่างลับ ๆ อยู่ ข้ารับรองว่าเขาจะต้องส่งเสริมเจ้าเป็นแน่ ในเมื่อเจ้าเป็นหลานสาวคนเดียวของท่าน”“ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าจะลองเขียนจดหมายไปหาท่านตาดู ส่วนพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนเราค่อยไปดูที่ร้านค้าในสำนักว่าจะพอ
اقرأ المزيد
8
“ศิษย์พี่เจ้าคะ ไม่ทราบว่าเตาหลอมนี้ราคาเท่าไหร่” เจิ้งหลินลงมาจากชั้นสอง“อ้อ เตานี้ราคา 100 ตำลึง มันเก่าแล้วราคาจึงไม่แพงนัก”“นี่ตั๋วแลกเงินเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านที่ช่วยขายให้ข้า” เจิ้งหลินยื่นตั๋วแลกเงินส่งให้ศิษย์พี่ผู้ขายสินค้าในร้านค้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะนำเตาหลอมใส่ไว้ในแหวนเก็บของ“นี่เป็นหน้าที่ของข้า ขอบใจเจ้ามากที่มาอุดหนุน” ศิษย์พี่ยิ้มตอบ เจิ้งหลินพาเสี่ยวจู้เดินกลับไปยังที่พักเพื่อร่วมทานมื้อค่ำกับเพื่อน ๆ ที่น่าจะเตรียมอาหารเอาไว้ให้นางแล้ว นางไม่คิดว่าเตาหลอมเก่า ๆ นี่ยังมีราคาถึง 100 ตำลึง ตอนนี้เงินติดตัวที่นางเก็บไว้เหลือเพียง 100 ตำลึงเท่านั้น คืนนั้นหลังจากได้เตาหลอมยามา เสี่ยวจู้นำสมุนไพรออกมาให้เจิ้งหลินหัดหลอมยาเพิ่มปราณขั้นปฐพี โดยเสี่ยวจู้ค่อย ๆ สอนวิธีเตรียมสมุนไพรและขั้นตอนการนำสมุนไพรใส่เตาหลอมอย่างช้า ๆ เพื่อให้เจิ้งหลินจดจำได้ ด้วยพรสวรรค์ของเจิ้งหลิน ทำให้นางสามารถหลอมยาออกมาได้ทีเดียวถึง 10 เม็ด และคุณภาพยายังดีมากอีกด้วย“เจ้าเก่งมากเจิ้งหลิน หายากนักที่ผู้หลอมจะสามารถหลอมได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากเจ้าใช้พลังปราณควบคุมความร้อนของเตาหลอมให้ดีกว่านี้ ข้าคิดว่
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status