LOGINเจิงหลิงที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าตนทำอะไร ถึงขั้นที่สามีต้องมอบใบหย่าด้วยตัวเองเช่นนี้ ทว่าสามีของนางกลับไม่ใช่สามีที่นางรู้จักเมื่อในอดีตแล้ว
“เจิงหลิง ข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง ทางนั้นใช้เงินมาก ต่อให้เจ้าทำงานทั้งปีก็ไม่พอ เรื่องนี้ข้าไปคุยกับสกุลเสิ่นแล้ว...เขาเองก็พร้อมช่วยเหลือ”
“ท่านไปแลกอะไรกับเขามา”
“...ขอเพียงข้าสมรสกับบุตรีสกุลเสิ่น ชีวิตในเมืองหลวงก็จะราบรื่นไร้กังวล”
“เพราะจะแต่งกับบุตรสาวสกุลเสิ่นเลยมาขอหย่ากับข้าน่ะหรือ”
“ใช่ เจิงหลิง เจ้าพูดมาตลอดว่าอยากให้ซือเจ๋อเป็นขุนนาง ชีวิตราบรื่นไร้กังวลไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะขัดขวางทำไม ขอเพียงทำตามคำขอของนายท่านเสิ่นชีวิตของซือเจ๋อก็เป็นอย่างที่เจ้าหวังแล้ว”
เจิงหลิงที่ได้ยินแม่สามีพูดก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มองสองแม่ลูกด้วยความผิดหวังเหลือคณา
“ข้ามองพวกท่านผิดไปจริง ๆ คนอย่างพวกท่านก็หวังเกาะกิ่งไม้สูงไปเรื่อย ๆ วันนั้นไร้ที่พึ่งพิงก็แต่งกับข้า วันนี้พบที่พึ่งพิงใหม่ก็จะสละข้าทิ้งโดยไม่ลังเล”
“นี่เจ้า! เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ”
“แล้วข้าพูดผิดที่ใดกัน ท่านคิดว่าหากไร้ข้าบุตรชายของท่านจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้หรือ เขาทำงานหาเงินไม่เป็นด้วยซ้ำ ส่วนท่านคือหญิงหม้ายที่เอาแต่ตัดพ้อว่าชีวิตลำบาก คิดหวังแต่จะให้บุตรชายเลี้ยงดู สินเดิมของข้าก็ถูกใช้จ่ายไปกับเรื่องของท่านไม่น้อย”
เมื่อสิ่งที่ทำมาไม่ถูกนับว่าเป็นอะไรในสายตาของแม่ลูกสกุลซู เจิงหลิงที่ผิดหวังอย่างถึงที่สุดก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
“หยาบคาย! เจ้ากล้าด่าทอแม่สามีหรือ! คนหยาบช้าเช่นเจ้า คนหยาบเช่นเจ้านี่...”
ฮูหยินผู้เฒ่าซูโมโหจนเกือบจะเป็นลม ชี้หน้าด่าทอสะใภ้อย่างเหลืออด แต่ในยามนี้ใครเล่าที่เหลืออดกว่ากัน
“ท่านแม่! ท่านแม่!”
ซูซือเจ๋อที่เห็นก็เร่งรีบเข้าไปประคองมารดา เจิงหลิงที่เห็นภาพตรงหน้าก็เอ่ยอย่างมีโทสะกับสามี
“ซูซือเจ๋อ ข้าไม่หย่า หรือหากให้ข้าหย่า...ท่าก็หาสินเดิมของข้ามาชดใช้ หาไม่แล้ว หากท่านจะไปเมืองหลวงข้าก็จะตามไปด้วย ส่วนเรื่องสกุลเสิ่นท่านรับปากอะไรไว้ก็ไปจัดการเอง ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ที่ผ่านมาความรักของนางคือเรื่องจริง ทว่าในยามนี้เมื่อสามีเอ่ยอย่างฉะฉานได้ถึงเพียงนี้เห็นทีว่าคงมีนางที่รักมั่นในตัวของเขา หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใดกันเล่า แต่ต่อให้ผิดหวังเสียใจ แต่เจิงหลิงไม่คิดทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับคนที่เห็นเป็นเพียงกิ่งใหม่หวังปีนป่ายขึ้นที่สูง หากคิดจะหย่าสกุลซูก็ต้องคืนสินเดิมกลับมาเช่นกัน หากยังมิอาจชดใช้ได้ก็อย่าหวังว่านางจะหย่าขาด แล้วสองแม่ลูกนี้จะได้ใช้ชีวิตกันอย่างผาสุก
เจิงหลิงปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ โยนหนังสือไว้ที่พื้นอย่างไม่ไยดี หันหลังตั้งท่าจะกลับเข้าเรือน ทว่าในยามที่หันหลัง หญิงชราที่เกือบจะเป็นลมล้มพับไปเมื่อครู่ก็ลุกขึ้นมารวบรวมเรี่ยวแรงที่มีไปฉวยเอาไม้ท่อนหนึ่งแล้ววิ่งอย่างสุดแรงมาตีเจิงหลิงจากด้านหลัง
เพียงชั่วพริบตาร่างของเจิงหลิงก็ล้มลง และไร้สติในทันที...
“เจ๋อเออร์เร็วเข้า!”
“ท่านแม่...นี่ท่าน...” ซูซือเจ๋อยืนกำชุดของตัวเองด้วยความหวาดกลัว มองมารดาที่ถือไม้ท่อนหนึ่งเอาไว้แล้วหันมาสั่งตน
“ลายมือของนางเจ้าเองก็เลียนแบบได้มิใช่หรือ มิสู้รีบจับนางประทับนิ้วมือเสียแล้วรีบไปจากที่นี่”
“แต่...”
“เจ้าไม่คิดมีอนาคตในเมืองหลวงแล้วหรือ จะมาลังเลอะไร เร็วเข้า!”
ซูซือเจ๋อยึดคำพูดมารดา เร่งรีบนำหนังสือหย่าที่ถูกเขวี้ยงทิ้งมาเขียนนามของเจิงหลิงด้วยการลอกเลียนลายมือของนาง ก่อนจะจับภรรยาที่สลบไสลประทับรอยนิ้ว
“เท่านี้ก็จบเรื่อง เจ้าเร่งไปเก็บของ พวกเราต้องรีบไปที่บ้านของท่านเสิ่น ท่านเสิ่นกำชับนักว่าให้เรารีบออกเดินทางประเดี๋ยวจะไปไม่ทันสอบรอบถัดไปในเมืองหลวง ต่อจากนี้ขอเพียงเจ้าพากเพียรให้มาก ท่านเสิ่นก็จะคุ้มครองเราเอง”
ซูซือเจ๋อพยักหน้าเชื่อฟัง ก่อนจะปรายตามองไปยังเจิงหลิงที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น แต่เพื่อความก้าวหน้าเขามิอาจรั้งรอได้อีก คนเราก็ปรารถนาความสำเร็จทั้งนั้นมิใช่หรือ แล้วตนผิดที่ใดกัน ที่ผ่านมาก็อุ้มชูนางมาไม่ใช่น้อย ก็ถือว่าไม่มีอะไรให้ผิดต่อกันแล้ว อีกอย่าง...ทุกอย่างที่นางทำก็ล้วนทำด้วยตัวเอง ตนมิได้ร้องขอ แบบนี้จะถือว่าเป็นบุญคุณได้อย่างไรกัน...
เจิงหลิงอยู่ในเมืองหลวงดั่งมดปลวกตัวหนึ่งได้ราว ๆ สามวัน อยู่ ๆ ก็มีคนน่ากลัวมาหาถึงที่พร้อมกับแผ่นหยกเกลี้ยงในมือที่นางเอาไปจำนำเมื่อสามวันก่อน พลันในใจของเจิงหลิงก็ได้คำตอบในทันทีคนคนนั้นหานางพบแล้วจริง ๆ“พวกท่านมาพาข้าไปหาเขาหรือ”“ใช่...ไปกันได้แล้ว”คนพวกนั้นพูดจาห้วน ๆ แต่ไม่อ้อมค้อม พานางไปยังจวนแห่งหนึ่งที่พอเห็นป้ายอันตระการตาหน้าจวนก็ทำเอาเจิงหลิงหน้าซีดเผือดจวนโหย่วอ๋อง...เจ้าของหยกชิ้นนั้นคือโหย่วอ๋องน่ะหรือ...“เป็นอะไรไป เข้าไปได้แล้ว ท่านอ๋องรออยู่”เจิงหลิงก้มหน้า เดินตามหลังคนพวกนั้นไป ตอนนี้นางทำได้แค่กุมมือตัวเองเอาไว้แน่น ออกแรงจิกเนื้อเตือนตัวเองให้มีสติ ไม่นานก็เข้ามายังห้องห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องกำลังก้มหน้าจรดพู่กันอย่างไม่ทุกข์ร้อนคนคนนั้นคือเขาคนที่บอกว่าจะรอดูนางกระโจนลงน้ำกับตา และหยิบยื่นแผ่นหยกเกลี้ยงมาให้นาง มองมายังนางราวกับเจอเรื่องสนุก ในตอนนี้ก็ไม่ต่างกันบุรุษที่กำลังสนใจปลายพู่กันของตัวเอง ค่อย ๆ ถอนสายตาแล้วมองมายังนาง ไม่นานก็เผยรอยยิ้มที่เหมือนในวันนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยนออกมา“เป็นเจ้า...ถึงจะซูบผอมลงไปไม่น้อย แต่ข้าก็จำเจ้าได้”เจิงหลิงเริ
ในระหว่างทางที่ก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก เจิงหลิงคิดว่าตัวเองกำลังตายอย่างช้า ๆ และการไปยังเมืองหลวงคือการลวงให้นางไปตายอย่างทรมาน แล้วนางดันหลงเชื่อคำของคนแปลกหน้า เดินทางมายังเมืองหลวงอย่างไร้เหตุผล สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจไปยังเมืองหลวงอาจเป็นความคิดง่าย ๆ ว่าไปตายเอาดาบหน้า ก็คงดีกว่าชีวิตในตอนนี้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกหรือผิด การเดินทางที่แสนยาวไกล กับชีวิตที่สิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้นางต้องดิ้นรนเป็นเท่าทวีจากคุณหนูในจวนนายอำเภอ มาเป็นฮูหยินของบัณฑิตมีอนาคต สุดท้ายกลับเป็นหญิงที่ไล่ขอทานมาตลอดทางเพื่อหวังว่าข้างหน้าจะมีเรื่องดีรออยู่บ้างแต่ก็ไม่รู้ว่านางฝันหวานไปหรือไม่ในยามไร้ที่ซุกหัวนอน นางยังต้องลอบนอนใต้ชายคาบ้านหรือร้านค้าของคนอื่น ไม่ก็ซุกตัวในกองเศษซากขยะเพื่อเอาชีวิตรอด ในยามที่หิวจนไส้แทบขาดนางทำได้แค่ก้มศีรษะแล้วร้องขอความเมตตาจากผู้อื่นทุกครั้งที่คิดว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้ไหว เจิงหลิงมักหยิบหยกเนื้อดีชิ้นนั้นออกมาชั่งใจว่าควรนำไปขายแล้วเอามาเลี้ยงชีพต่อดีหรือไม่ ทว่าหากขายไปแล้วจะกินอิ่มได้สักกี่มื้อกัน ในเมื่อเจ้าของหยกนี่บอกเองว่าหากดิ้นรนไปถึงเมื
เจิงหลิงฟื้นขึ้นมาจากความหนาวเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก เมื่อตื่นลืมตาขึ้นมาจึงได้รู้ว่าฝนห่าใหญ่กำลังตกจนพื้นเจิ่งนอง และไม่รู้ว่านางนอนตากฝนเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็พยายามประคับประคองตัวเอง กระเสือกกระสนเข้าไปในเรือน ต่อให้สติเลือนรางก็เห็นว่าภายในเรือนแห่งนี้ว่างเปล่าเพียงใดเรือนนี้เหมือนดั่งเรือนที่เพิ่งถูกโจรยกเค้าก็มิปาน สองแม่ลูกสกุลซูคงจากไปแล้วพวกสารเลว...หากพวกนั้นมีความกล้ามากขึ้นอีกเพียงนิด คงสังหารนางมัดมือมัดเท้าจับถ่วงแม่น้ำแล้วกระมังแต่ยิ่งคิดศีรษะที่หนักอึ้งเหมือนถูกหินถ่วงก็ยิ่งปวดราวกับจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ ในตอนนี้ในใจเต็มไปด้วยโทสะ ทว่าความหนาวจากหยาดฝนกลับกำลังกัดกินถึงกระดูก เจิงหลิงทำได้แต่กอดตัวเองเอาไว้ ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยพิษไข้สลบไปสองวันสองคืนก็ตื่นมาพร้อมกับคอที่แห้งผาก ความกระหายปลุกให้เจิงหลิงตื่นขึ้นมา ร่างที่ป่วยไข้มาหลายวันคลานไปรินน้ำมาดื่มดับกระหายและรวบรวมสติ เรียบเรียงทุกอย่าง แล้วตระหนักว่าตอนนี้นางสิ้นเนื้อประดาตัวเสียแล้วสินเดิมไม่เหลือ สามีทอดทิ้ง เหลือเพียงเรือนซอมซ่อ ไร้อนาคต...และเป็นสองแม่ลูกสกุลซูที่ทำให้นางเป็นเช่นน
เจิงหลิงที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าตนทำอะไร ถึงขั้นที่สามีต้องมอบใบหย่าด้วยตัวเองเช่นนี้ ทว่าสามีของนางกลับไม่ใช่สามีที่นางรู้จักเมื่อในอดีตแล้ว“เจิงหลิง ข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง ทางนั้นใช้เงินมาก ต่อให้เจ้าทำงานทั้งปีก็ไม่พอ เรื่องนี้ข้าไปคุยกับสกุลเสิ่นแล้ว...เขาเองก็พร้อมช่วยเหลือ”“ท่านไปแลกอะไรกับเขามา”“...ขอเพียงข้าสมรสกับบุตรีสกุลเสิ่น ชีวิตในเมืองหลวงก็จะราบรื่นไร้กังวล”“เพราะจะแต่งกับบุตรสาวสกุลเสิ่นเลยมาขอหย่ากับข้าน่ะหรือ”“ใช่ เจิงหลิง เจ้าพูดมาตลอดว่าอยากให้ซือเจ๋อเป็นขุนนาง ชีวิตราบรื่นไร้กังวลไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะขัดขวางทำไม ขอเพียงทำตามคำขอของนายท่านเสิ่นชีวิตของซือเจ๋อก็เป็นอย่างที่เจ้าหวังแล้ว”เจิงหลิงที่ได้ยินแม่สามีพูดก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มองสองแม่ลูกด้วยความผิดหวังเหลือคณา“ข้ามองพวกท่านผิดไปจริง ๆ คนอย่างพวกท่านก็หวังเกาะกิ่งไม้สูงไปเรื่อย ๆ วันนั้นไร้ที่พึ่งพิงก็แต่งกับข้า วันนี้พบที่พึ่งพิงใหม่ก็จะสละข้าทิ้งโดยไม่ลังเล”“นี่เจ้า! เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ”“แล้วข้าพูดผิดที่ใดกัน ท่านคิดว่าหากไร้ข้าบุตรชายของท่านจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้หร
เจิงหลิงเป็นบุตรสาวของนายอำเภอหลานเหลียง ชีวิตของนางแม้มิได้สุขสบายดั่งคุณหนูในจวนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ลำบากถึงขั้นปากกัดตีนถีบ บิดาทั้งถนอมและเอ็นดูนางเหลือคณา ด้วยว่าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ดังนั้นเมื่อถึงวัยออกเรือน บิดาที่เล็งเห็นถึงความสามารถของบัณฑิตผู้หนึ่งในหลานเหลียง ทั้งบัณฑิตผู้นั้นยังชอบพอกับบุตรสาวของตนเป็นทุนเดิมจึงหมายมั่นให้เจิงหลิงแต่งให้คนผู้นั้นแต่งงานกับบัณฑิตที่มีอนาคต ย่อมถือว่ามองการณ์ไกล เจิงหลิงเองเมื่อเห็นว่าเป็นท่านพ่อใส่ใจก็ตอบรับการแต่งงานนี้ อีกทั้งนางและบัณฑิตซูผู้นั้นก็ชอบพอกันอยู่ตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิ่งใดให้ลังเลอีกกระนั้นเมื่อสมรสกันได้เพียงสามปี บิดาของนางก็ถูกเรียกตัวกลับบ้านเกิด นางแต่งออกมาแล้วมิอาจติดตามบิดาไปได้ จึงต้องรั้งอยู่ที่หลานเหลียง บุตรเขยของใต้เท้าเจิงก็ให้คำมั่นว่าหากวันหน้าก้าวหน้า สอบขุนนางได้ จะพาเจิงหลิงกลับบ้านมารดาอย่างสมเกียรติ เจิงหลิงในใจยินดียิ่ง ส่วนบิดาของนางก็เชื่อในคำพูดนั้นอย่างหมดใจ และคิดว่าตนนั้นฝากฝังบุตรสาวไว้ไม่ผิดคนเมื่อแต่งให้สกุลซู เจิงหลิงก็ทุ่มเททุกอย่างให้กับผู้เป็นสามี โดยหวังว่าสามีของนางจะได้เป็นขุนนางดั่งท







