Masuk“เธอจะคิดค่าเช่าฉันวันละแสนจริงเหรอ เขี้ยวลากดินเกินไปนะ”
“ช่วยไม่ได้ ก็ลูกฉันต้องกินต้องใช้ จะเอาไม่เอา วันละห้าพันพร้อมอาหารเช้า และฉันอนุญาตให้คุณกอดลูกชายได้ตามสบาย...สนปะ?” นิลอรยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ แค่แสนเดียวมันน้อยไปย่ะพ่อคุณ เดี๋ยวจะรู้สึก อีตาคิงคอง!
“โอเค! ก็ได้ เธอน่ะ มันตัวแสบตลอดกาลจริงๆ”
นิลอรเบะปาก แต่ถอยให้เขาได้เดินเข้ามาก่อนจะปิดประตูลง และทันทีที่ปิดประตูจนสนิท เสียงหยาดพิรุณที่พร่างพรมจากเบื้องบนก็แรงจนหลังคาสะเทือน ดีที่บ้านหลังน้อยแน่นหนาพอที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาปลอดภัยจากความเปียกปอนได้ กระนั้นกลิ่นน้ำฝนจางๆ ก็ยังลอยเข้ามาให้สูดเข้าปอด มันผสมอย่างลงตัวกลับกลิ่นดินกลิ่นหญ้าที่สนามเล็กๆ หน้าบ้าน
นิลอรหยุดยืนที่หน้าต่างบานหนึ่ง นั่งลงช้าๆ กับพื้นกระเบื้องเย็นๆ เฝ้ามองหยาดพิรุณที่พร่างพรมอยู่ด้านนอก ขณะที่โจนาธานกำลังตกลงอะไรบางอย่างกับเจ้าเจคตัวแสบ เธอหันไปมองพวกเขาแล้วยิ้มอย่างปลงๆ ในที่สุดโชคชะตาก็ชักพาให้สายเลือดเดียวกันได้กลับมาพบเจอ แล้วเธอเล่า จะทำอย่างไรต่อไปดี จะยอมให้เขาเอาลูกไปอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก เธอทำไม่ได้...แต่ว่า...ถ้าลูกไปอยู่กับเขาจริงๆ อนาคตอันสวยหรูโจนาธานคงปูเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ปูทางไว้ให้ลูกน้อยในแบบที่คนจนๆ อย่างเธอไม่มีทางทำให้ลูกได้เลย...
“มามี้!” เสียงเล็กๆ ร้องเรียกมารดาพร้อมกับฝ่ามือน้อยเอื้อมมาแตะที่หัวไหล่เบาๆ
นิลอรยิ้มให้ ‘ลูกสาว’ ที่อยู่ในชุดนอนเรียบร้อย
“ว่าไงคะคนเก่ง ไหนแม่ดูซิผื่นขึ้นหรือเปล่า” คุณแม่ลูกแฝดรั้งตัวบุตรสาวมานั่งตักแล้วจับแขนเสื้อเจ้าหล่อนถลกขึ้นเหนือศอก เพื่อดูว่าผื่นลมพิษเพราะอากาศเย็นๆ รุมเร้าลูกสาวบ้างหรือไม่ และก็ยิ้มออกมาได้เมื่อพบว่าเจ้าหญิงตัวน้อยยังปกติดี
“มามี้หายไปไหนมาคะ เจสงอนมามี้แล้ว เจส...หิวข้าว” หนูน้อยแจ้งแก่มารดาที่รัก นัยน์ตาสีฟ้าครามขึ้นสีเข้มราวท้องทะเลยามค่ำคืน สื่อให้รู้ว่าแม่หนูกำลังเง้างอน
“โอ...ตายแล้ว มามี้ขอโทษค่ะคนสวย ไปค่ะ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า มามะมามี้อุ้มหน่อยไม่ได้อุ้มเจ้าหญิงนานแล้ว” เจสสิก้า หรือ เจส เด็กหญิงวัยสามขวบกว่าๆ ยิ้มแป้นขณะวาดแขนโอบรอบคอมารดาที่รัก
นิลอรอุ้มเจสสิก้าผ่านหน้าโจนาธานด้วยใบหน้ายิ้มๆ ขณะที่หนุ่มใหญ่นัยน์ตาเบิกโตราวกับถูกผีหลอก เพราะในขณะที่เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าเจคตัวแสบให้ยอมให้เขาอุ้มสักครั้ง แต่นิลอรกลับอุ้มใครอีกคนผ่านหน้าเขาไปราวกับว่าหล่อนกำลังเยาะเย้ยเขาด้วยสิ่งที่เขาจะไม่มีวันรับรู้หากว่าหล่อนต้องการปิดบัง
“โอ...พระเจ้า! ฉัน...ฉันกำลังจะเป็นลม!” แล้วโจนาธานก็กระแทกแผ่นหลังกับโซฟาอย่างแรง ก่อนเอนศีรษะเกยกับพนักโซฟาแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแต่นิลอรทำให้เขาหัวใจจะวายไปหลายรอบแล้วนะ หล่อนไม่ยอมปริปากบอกสักคำว่ามีลูกฝาแฝด!
‘ถ้าทำได้ฉันจะฆ่าเธอ ยัยตัวร้าย!’
โจนาธานสบถอยู่ในใจ และในขณะที่เขากำลังอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกับความจริงที่เพิ่งแลเห็น มือเล็กๆ อุ่นๆ ของใครบางคนก็วางแหมะลงกลางหน้าผาก เขาลืมตาขึ้นมา หัวใจข้างในบวมเป่งคับอก วงหน้าน้อยๆ ของบุตรชายอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ เจ้าหนูทำราวกับว่าเขาเป็นผู้ป่วยหนักที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
“แด็ดดีไม่’บายเอ๋อคับ เจคเปนหมอ เจคจาตรวจแด็ดดีนะ” เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใย หนูน้อยเอียงศีรษะเพื่อแนบใบหูฟังเสียงหัวใจบิดาก่อนจะแจ้งอาการ “อ๋อ...เปนโลกขี้น้อยจาย ต้องให้ลูกชายกอดอย่างนี้ ฮึบ! กอดๆๆ เจคกอดแด็ดดีแล้วน้า แด็ดดีหายไวๆ น้า”
เจ้าเจคโอ๋บิดาด้วยการปีนขึ้นไปบนร่างใหญ่โตแล้วใช้สองแขนโอบรอบแผ่นอกหนา โจนาธานถึงกับน้ำตาซึม ลูกชายจอมแสบช่างน่ารักขี้อ้อนเหลือเกิน
“หายแล้วครับ แด็ดดีรักเจคที่ฉุดเลย ไหน...ให้หอมหน่อยคนเก่ง”
ฟอด! ฟอด! ฟอด!
หนูน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเพราะไรหนวดแข็งๆ ของบิดาทิ่มลงบนแก้มนุ่มๆ ให้เขาจักจี้
“พอแล้วๆ สองคนนั้นน่ะมากินข้าวได้แล้ว”
นิลอรร้องฝ่าเสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอก นัยน์ตาสองข้างคลอขังน้ำตายามได้เห็นลูกน้อยกอดกับผู้เป็นบิดาเช่นนี้ เธอรู้สึกเหมือนถูกแย่งชิงความรักไปอย่างไรก็ไม่รู้
โจนาธานอุ้มตัวแสบมาสมทบกับนิลอรและเจส...ลูกสาวอีกคนของเขา
หนุ่มใหญ่วางร่างเจ้าหนูลงตรงเก้าอี้ที่เจคน้อยร้องขอ ก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ตัวที่วางอยู่ข้างกัน แล้วเริ่มทักทายกับแม่หนูตาสีฟ้าที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“สวัสดีคนสวย ฉันชื่อโจนาธาน คิงส์ ยินดีที่ได้รู้จัก” โจนาธานเลื่อนมือไปเพื่อจับมือทักทาย แต่ว่าคนสวยไม่เล่นด้วย แม่หนูเจสดูเงียบขรึมไม่เหมือนเจ้าเจคเลย
“เจส! อย่าเฉียมา’ยาทน้า โจนาธานเปนแด็ดดีพวกเลา”
แฝดชายผู้เกิดก่อนปรามน้องสาวที่เกิดหลังเพียงสองนาที ด้วยสีหน้าขึงขัง และนั่นทำให้เจสสิก้าต้องเอื้อมมือมาเช็คแฮนกับบุรุษแปลกหน้าที่พี่ชายบอกว่าเป็นบิดาของเธอ
“เอ่อ...ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์นี้นะแองจี้ รู้สึกว่าเธอจะทำความยุ่งยากให้ฉันมากมายเหลือเกิน”
“ฉันเปล่านะคะ ฉันอยู่ของฉันดีๆ คุณต่างหากที่ลากฉันขึ้นรถมา แล้วเรื่องหลังจากนั้นมันก็เป็นแค่...โชคชะตา” นิลอรให้เหตุผลตามที่คิด ขณะยกชามแกงจืดเต้าหู้มาวางกลางโต๊ะอาหาร ตามด้วยกับข้าวอีกสองสามอย่างที่เอาออกมาจากตู้เย็นแล้วจัดการอุ่นอย่างรวดเร็วด้วยไมโครเวฟ ด้วยงานที่ยุ่งวุ่นวายทำให้เธอต้องพึ่งพาข้าวถุงแกงถุงที่มีขายทั่วไป แต่จะเลือกเจ้าที่ทำสะอาดและรสชาติถูกปากที่สุด
“ฉันไม่อยากเถียงกับเธอหรอก” เขาว่าแล้วหันไปมองเจ้าเจคที่พยายามตักข้าวสวยใส่จานให้น้องสาว “มามะเดี๋ยวแด็ดดีตักให้” เขาอาสาแต่ว่าเจคน้อยส่ายหน้าพรืด
“ม่ายด้าย เจคเป็นหัวหน้าคอบคัว เลื่องแค่นี้ฉะบายมาก ฮึบ!”
แล้วเจค็อบก็ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวตามความรู้สึกของเขา ด้วยการตักข้าวใส่จานให้น้องสาวและบิดา แน่นอนว่าไม่ลืมตักให้มารดาและตัวเองด้วย
โจนาธานมองเมล็ดข้าวที่หกเรี่ยราดแล้วน้ำตาซึม ความจริงนิลอรก็มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ไม่น้อย หล่อนเลี้ยงลูกโดยปลูกฝังให้ลูกทำอะไรๆ เอง แม้ว่ามันจะเลอะเทอะหรือไม่เรียบร้อย แต่นั่นก็เป็นการเรียนรู้ที่ดี
นิลอรยกกับข้าวอย่างสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ เธอมองหนุ่มใหญ่ที่นั่งเงียบแล้วขมคอจนพูดอะไรไม่ออก ตาแก่โจนาธานมองลูกๆ เธอราวกับว่าทั้งสองเป็นเทวดานางฟ้ามาจากสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น
“ขอบใจนะแองจี้ ขอบใจที่เธอเลี้ยงพวกเขาแทนฉัน” โจนาธานเอ่ยขอบคุณแล้วเลื่อนมือมากอบกุมมือน้อยของแม่แองจี้ที่เขาเรียกขาน
นิลอรรีบชักมือออกเมื่อไออุ่นจากกายชายส่งผ่านผิวเนื้อเข้ามาให้เธอรู้สึก มันร้อนวูบวาบไปถึงท้องน้อยเลยทีเดียว
“กินข้าวเถอะค่ะ เสร็จแล้วเราจะได้คุยกัน”
นิลอรบอกเป็นการเป็นงานก่อนจะเริ่มรับประทานมื้อค่ำ และวันนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เก้าอี้รอบโต๊ะอาหารในบ้านหลังน้อย มีเจ้าของของมัน...ครบทุกตัว
_____________
อรุณฉัตรถามสาวใช้ที่ชื่อโซเฟียที่ยืนอยู่หน้าบ้าน สองตาแลหาไม่เจอใครก็มั่นใจแล้วว่าตัวเองคงถูกทิ้งละ เธอถือตะกร้าปิกนิกด้วยมือซ้าย ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นของเด็กๆ นี่ถ้าป้ามาเรียไม่ขนทุกอย่างใส่ตะกร้าของกินให้เธอ เธอก็คงไม่ถูกทิ้งแน่ๆ แล้วเธอจะไปทันเจ้านายได้อย่างไรล่ะนี่“นายให้คุณครูไปพร้อมกับคุณชาร์ลส์ค่ะ”โซเฟียตอบแล้วกลับเข้าบ้านไป อรุณฉัตรยืนเคว้งอยู่หน้าบ้านอยู่ราวนาทีกว่าๆ ชาร์ลส์ก็ขับรถยุโรปสีเดียวกับดวงตาของเขาเข้ามาเทียบถึงปลายเท้าเธอ“ขึ้นรถสิ หรือต้องให้ไปอุ้มขึ้นมา” ชายหนุ่มเลื่อนกระจกรถลงเพื่อแขวะครูพี่เลี้ยงเล็กน้อย เขาเหล่มองทรวงอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสายเดี่ยวที่ปกปิดเนินอกพอดิบพอดี คลุมทับอีกชั้นด้วยเสื้อเชิ้ตที่ไม่ได้ติดกระดุม ชายเสื้อเชิ้ตถูกเจ้าของรวบขึ้นมาผูกไว้ที่เอว ส่วนกางกางเกงนั้นเป็นยีนห้าส่วนและมีรองเท้าผ้าใบสีแดงแจ๋ลายสตรอว์เบอรี่...ก็ดูน่ารักสดใสไปอีกแบบ“ปากดีจริงๆ เห็นหน้าทีแรกนึกว่าจะเงียบๆ ขรึมๆ” อรุณฉัตรบ่นพึมพำขณะอ้อมไปขึ้นรถแล้วปิดประตูแรงๆ เป็นการประชดคืนถ้อยคำของเขา“ฉันไม่ว่าหรอกนะที่เธอจะปิดประตูรถฉันจนมันพัง แต่ฉัน
...........อรุณรุ่งเช้าวันใหม่เช้าวันนี้สองสามีภรรยา โปรยยิ้มละไมให้กันตั้งแต่เดินลงมาจากชั้นบน อลิเซียและอันโทนี่รีบวิ่งไปหาบิดาบุญธรรมของพวกเขาอย่างดีอกดีใจ ทั้งสองแต่งกายเสร็จเรียบร้อยพร้อมเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่ลูกๆ ตัวจริงของโจนาธานกลับยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาจากเตียงเลย“อาลิเซียจาไปดูนกบินพั่บๆๆ แด็ดดีพาอาลีเซียไปดูนกสวยๆ ด้วยนะค้า”หนูน้อยซึ่งมีเรือนผมสีเดียวกับพี่ชาย เอ่ยกับบิดาบุญธรรมอย่างประจบ นิลอรต้องแยกจากสามีชั่วครู่เพื่อที่เขาจะได้ก้มลงไปอุ้มเอาแม่หนูน้อยอลิเซียวัยเกือบห้าขวบมาไว้ในอ้อมแขน ส่วนอีกมือก็จับจูงมือขาวผ่องของอันโทนี่แล้วพาเดินเข้าสู่ห้องนั่งเล่นของบ้าน เขาคงหลงลืมไปกระมังว่าตอนลงจากบันไดมา เขามิได้เดินลงมาเพียงลำพัง“หลงกันจริงนะกับเด็กๆ เนี่ย เดี๋ยวจะมีให้สักโหลเลย ดูซิว่าจะมีเวลาไปโอ๋ลูกชาวบ้านอยู่อีกไหม เชอะ!” นิลอรยืนกอดอกอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย เธอตัดสินใจไม่เดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่น แต่เดินขึ้นบันไดทางปีกซ้ายเพื่อไปดูว่าลูกๆ ของตนลุกจากที่นอนหรือยัง...........ภายในห้องนอนของสองแฝด“อ๊ากกก! ม่ายอาบน้ำนะ! มันหนาวเจคม่ายอาบ อือออ...” สุดหล่อของอรุณฉัต
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่...รู้สึกว่าตัวเองมาเป็นส่วนเกินของพวกคุณเท่านั้นเอง” ตอบพลางกัดริมฝีปากเอาไว้ เพราะกลัวว่าจะทนไม่ไหวกรีดร้องออกมาให้สมกับความคับแค้นใจ“ฉันขอโทษเธอจากใจจริงแองจี้ แต่ฉันสาบานว่าไม่ได้คิดกับเอลิซเป็นอื่นนอกจากความหวังดีอย่างเพื่อนและคนในครอบครัว ฉันคิดกับเอลิซแค่นั้นจริงๆ”โจนาธานพยายามอธิบาย เขารั้งร่างอรชรของภรรยาที่รักมากอดรัดจนรับรู้ได้ถึงเรือนกายอบอุ่นของหล่อน ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นกระหม่อมหอมกรุ่นเข้าปอดแรงๆ ประหนึ่งว่าการกระทำเช่นนั้นจะช่วยทำให้วาจาของเขาดูมีมนต์ขลังพอที่จะทำให้นิลอรเชื่อใจได้“นอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้อุตส่าห์ได้พักทั้งที จะได้มีเวลาอยู่กับลูกๆ บ้าง คุณรู้หรือเปล่าว่าเอาเวลาให้กับงานมากเกินไปแล้ว”นิลอรเสเปลี่ยนเรื่องด้วยว่าไม่อยากให้สามีเซ้าซี้มากไปกว่านี้ เพราะต่อให้เขากราบกรานให้เลิกโกรธ เธอก็เลิกไม่ได้อยู่ดี นาทีนี้มันต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงจะสามารถล้มคู่แข่งได้ ในเมื่อเอลิซอยากตั้งตัวเป็นนางเอกผู้น่าสงสารมากนัก ก็ลองมาแข่งกันดูว่าใครจะแน่กว่ากัน“ก็งานมันยุ่งนี่นา” สามีหนุ่มใหญ่อมยิ้มน้อยๆ กับอารมณ์ของเมียรักที่เปลี่ยนอย่างปัจจุบันทันด่
ปลายเท้ามนบนรองเท้าแตะนุ่มนิ่มก้าวเร็วๆ ไปยังอีกฝั่งของบ้าน แต่ทว่าพอเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดิน เท้าเรียวก็ต้องสะดุดเพราะความคิดบางอย่างสว่างวาบเข้ามาในสมอง“ทำไมฉันต้องเป็นนางมารร้ายด้วยล่ะเอลิซ ฉันต้องเป็นนางเอกสิถึงจะถูก ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาแย่งพ่อของลูกฉันไปอย่างเด็ดขาด!” คิดได้ดังนั้นนิลอรก็หันหลังกลับทางเก่าด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าขามาเกือบเท่าตัว ด้วยกลัวว่าทั้งสองจะเลิกอยู่ในโหมดโอบกอดปลอบประโลม เพราะถ้าทั้งสองผละจากกันแล้วจริงๆ แผนการปูทางสู่การเป็นนางเอกของเธอมันก็ไม่สมบูรณ์แบบน่ะสินับว่าโชคยังเข้าข้างคุณแม่ลูกสอง เพราะนิลอรกลับมายืนนิ่งที่หน้าประตูได้ทันท่วงที เป็นจังหวะที่เอลิซกำลังจะโผเข้ากอดสามีเธออีกรอบ แต่เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดก๊อกๆ ๆเสียงเคาะบานประตูเป็นสัญญาณ ก่อนที่ประตูซึ่งเปิดแง้มไว้จะค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นทีละน้อย โจนาธานตัวชาดิกไม่ไหวติง เขาต้องตายแน่ๆ เพราะแม่คุณคนดีคงเห็นอะไรๆ ต่อมิอะไรจนเข้าใจผิดไปอย่างไม่ต้องสงสัย“โอ...เปล่านะแองจี้ ฉันกับคุณคิงส์ไม่ได้กำลังกอดกันอย่างที่เธอคิดหรอกนะ”เอลิซพยายามอธิบาย แต่ใช้คำพูดที่นิลอรได้ฟังแล้วเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วห
...........อีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากห้องของครูสาว มีห้องเด็กกั้นอยู่ตรงกลาง อดีตภรรยาของโจนาธานกำลังยืนข่มอารมณ์โกรธอยู่หน้ากระจกเงา เอลิซยังเจ็บแค้นเรื่องที่ชาร์ลส์ดูถูกจนไม่สามารถหลับตานอนได้ เมื่อเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ความโกรธกรุ่นที่มีก็ถูกความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องค่อยๆ สลายมันไป เหลือทิ้งไว้เพียงความน้อยเนื้อต่ำใจเท่านั้นก๊อกๆ ๆเสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้เอลิซถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะเดินไปเปิด และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เธอต้องรีบปรับอารมณ์ให้สดใสร่าเริงด้วยความรวดเร็ว“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ถามพร้อมยิ้มเยือนส่งให้ นึกดีใจที่ยังไม่ได้ดึงเสื้อคลุมให้ปกปิดทรวงอวบ เพราะตอนนี้โจนาธานกำลังยืนมองเธอตาปรอยทีเดียว“อ่า...คือ...ผมแวะมาดูว่าเด็กๆ หลับหรือน่ะ อะแฮ่ม!”โจนาธานกระแอมเมื่อความอวบอัดของอดีตภรรยากำลังปั่นป่วนร่างกายเขา แต่มันก็แค่ปั่นป่วน ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เพราะเขาสำนึกอยู่เสมอว่าเวลานี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำเจ้าชู้ยักษ์ใส่ใครได้อีกแล้ว“หลับกันหมดแล้วค่ะ เด็กๆ บ่นคิดถึงคุณกันใหญ่เลย ตั้งแต่ลูกๆ ของคุณมาอยู่ด้วย คุณไม่มีเวลาให้พวกแกเลยนะคะ”เอลิซไม่ได้พูดเกินจ
...........บทที่ 8แผนรักนางมารร้าย...........สิบห้านาทีผ่านไปอรุณฉัตรพลิกกายช้าๆ ชาร์ลส์ช่วยเอาเสื้อคลุมคลุมร่างให้ หญิงสาวลุกอย่างระวัง มือจับเชือกที่มัดเสื้อคลุมมามัดเป็นปมอย่างยากลำบาก เมื่อสำเร็จก็ลุกมามองดูเนื้อตัวที่เหนอะหนะไปด้วยน้ำผึ้ง ถึงแม้ว่าจะเจือจางด้วยน้ำแต่มันก็ยังเหนียวอยู่ดี “เฮ้อ! เวรกรรมอะไรของฉันกันเนี่ย” หญิงสาวโอดครวญ ขณะที่ชาร์ลส์เริ่มแต้มยาบนพวงแก้มให้ “อยู่เฉยๆ สิเอลลี่ เดี๋ยวฉันก็เทน้ำผึ้งราดหน้าเธอพอดี” ปรามคนที่เอียงหน้าหลบมือเขาซ้ายทีขวาทีอย่างน่ารำคาญอรุณฉัตรทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ก็คนมันทั้งเขินทั้งอาย ทั้ง...“ฉะ...ฉัน ฉันเขินนี่นา...” ตอบแล้วจ้องเข้าไปในหน่วยตาสีเทาคู่นั้น ชาร์ลส์วางถ้วยยาใส่มือคืนมาให้ อรุณฉัตรจึงเอี้ยวกายเอาถ้วยกลับไปวางไว้บนโต๊ะเตี้ยข้างหัวเตียง“เธอต้องกินยาหรือเปล่า” เขาถามแล้วจับแขนเรียวมาดู รูดแขนเสื้อคลุมขึ้นจนถึงศอกก่อนจะเป่าลมใส่เบาๆ อย่างอ่อนโยน อรุณฉัตรหัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาจะดีกับเธอมากไปแล้วนะ จับปล้ำทำสามีเสียเลยจะดีไหม แต่เอ...ไม่เอาดีกว่า น่ากลัวอ่า ตัวใหญ่เบ้อเร่อ เธอตายคาเตียงแหงๆ อรุณฉัตรหน้าแดงกับความค







