LOGINเขาช่างดูทรงพลังน่าหวาดหวั่นไม่เบา ทำให้นางนึกถึงอาจารย์ของนางขึ้นมา
อาจารย์ของนางที่เป็นนักฆ่ามักจะชอบดุด่าว่ากล่าวนาง ทั้งยังชอบแยกเขี้ยวใส่นาง เมื่อยามที่สั่งสอนนางเขาก็ฟาดพลังใส่นางอย่างดุเดือด เขายิ้มให้นางแค่ครั้งเดียวเมื่อยามจากลา
กับบุรุษตรงหน้าก็ท่าทางคล้ายๆ กัน
เพียงแต่ว่า เขาทั้งหนุ่มแน่นและรูปงามมากกว่าอาจารย์ของนางก็เท่านั้น
กับบุรุษผู้นี้ มีนางกำนัลน้อยใหญ่ต่างพากันเมียงมองมากมาย เขามักจะคงไว้ซึ่งมาดเรียบนิ่งท่าทางน่ายำเกรง ใบหน้าเย็นชา แววตาดุดันแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ท่าทีของเขามีแต่ความเฉยชาไร้ใครอยู่ในสายตาไม่ว่าในยามใด เขาหยิ่งยโสใช้ได้
หลายวันที่อยู่ในวังนางไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยคำกับผู้ใด
ขบวนนางกำนัลชั้นต่ำของนางได้เจอเขาอยู่หลายครั้ง เขายังคงไม่เคยเอ่ยคำอันใดตอบกลับมาเมื่อเวลาที่มีนางกำนัลใจกล้ากล่าวทักทายเขาไป
และบางครั้งนางก็ได้เห็นกับตาว่าถึงกับมีองค์หญิงแอบมองเขาด้วยเช่นกัน
เหล่าน้องสาวต่างมารดาของนางพวกนั้นมองเขาด้วยสายตาทอประกายวาบหวามแต่ต้องเก็บข่มมันเอาไว้ด้วยเพราะเป็นสตรีสูงศักดิ์ต้องระมัดระวังกิริยา
แต่กระนั้นม่านนีก็พอจะดูออก เหล่าสตรีทั้งหลายคงอยากจะเข้ามาขย้ำบุรุษผู้นี้ให้จมเขี้ยวด้วยความพิศวาสเกินยับยั้ง
อืม...อันที่จริงก็น่าแปลกที่นางบังเอิญได้เจอกับเขาในป่าใหญ่
เขามาทำอะไรในป่านี่ ดูท่าทางเขาจะคุ้นชินกับทิศทางในป่าแห่งนี้เป็นอย่างดีเสียด้วย
ช่างน่าแปลกยิ่ง!
ม่านนีคิดอย่างนั้นอยู่ในใจ พลางเดินตามร่างสูงใหญ่ของบุรุษตรงหน้าไปอย่างใจเย็น
“นี่ท่าน” นางเรียกเขาเสียงเบา
เขาถึงกับหยุดเดินก่อนปรายสายตามองมาทางนางนิ่งงันหาได้ขานรับหรือส่งเสียงอันใดไม่
แต่อย่างน้อยเขาก็ถึงกับหยุดเดินเพื่อรอฟังว่านางจะกล่าวสิ่งใด
“ท่านมาทำอะไรในป่านี่”
และคำถามของม่านนีก็ทำเอาบุรุษตรงหน้าถึงกับชะงักไป
ชะงักทำไม?
ม่านนีถามในใจ
“ท่าทางของท่านดูจะรู้จักป่าแห่งนี้เป็นอย่างดี ท่านเคยมาบ่อยหรือ แล้วทำไม...” ม่านนีหยุดคำเพียงเท่านั้น หากว่าเขาเคยมาป่าแห่งนี้บ่อยจริงดังนางสงสัย แล้วทำไมนางไม่เคยเจอเขา
น่าแปลกยิ่งนัก
เขาเป็นใครกันแน่
ม่านนีถามตนเองอยู่ในใจพลางจ้องหน้าเขานิ่งๆ เพื่อหยั่งเชิง สายตาหวานใสของนางพลันเปลี่ยนไปเป็นสายตาคมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวจ้องตะครุบเหยื่อ
เขาเองก็ไม่แตกต่าง
สายตาของเขาที่เดิมทีคล้ายกับพญาเหยี่ยวอยู่แล้ว ในยามนี้ก็พลันเปลี่ยนไป คล้ายกับเป็นสายตาคมดุของราชสีห์กระนั้น
อา...นางเริ่มไม่ไว้ใจเขาเสียแล้ว
ม่านนีเริ่มคิดได้อย่างนั้นพลางเปลี่ยนท่าทีทั้งหมด
“ท่านเป็นใครกันแน่” ม่านนีถามออกไปพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมดุของเขาอย่างเข้มข้น
บุรุษตรงหน้ายืนเงียบงันไร้ซึ่งเส้นเสียงใดๆ
ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันนิ่งๆ เนิ่นนานไร้วาจาอีกอึดใจ
“ข้าถามว่าท่านเป็นใคร” หญิงสาวเริ่มเสียงเข้มเมื่อถามซ้ำประโยคเดิม ดวงตาของนางจับจ้องจิกกัดอย่างกดดันเข้าใส่เขาอย่างไม่มีหวั่นเกรง
“หากท่านไม่บอก ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยสิ่งใดกับท่าน ลาก่อน” ม่านนีส่งเสียงเข้มข้นพลางหันหน้าเปลี่ยนทิศเพื่อจะเดินผละไป
กับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจนางไม่ควรต่อคำ
“เรียกข้าว่าเฟยหมิง” เสียงทุ้มต่ำพลันเอ่ย
ม่านนีหันหน้ากลับมามองแต่ยังคงฉายแววคมเฉี่ยวในดวงตา หาได้มีประกายล้อเล่นอันใดไม่
ความอ่อนหวานใดๆ ก็ไม่มี
กิริยานอบน้อมก่อนหน้านี้หาได้เกิดขึ้นอีกแต่อย่างใดไม่
“ท่านมีนามว่าเฟยหมิงหรือ” ม่านนีถามออกไป
“อืม” เขาตอบรับในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกล้าแต่ทว่าคล้ายซับซ้อนจ้องมองม่านนีไม่วางตา
“แต่ท่านไม่น่าไว้ใจ เราควรแยกทางกัน” จบคำก็รีบเดินแยกตัวออกไป
“เจ้าไม่ควรทำอย่างนี้ ม่านนี”
“หือ!?”
หญิงสาวเกิดและเติบโตมาในป่าก็จริงแต่แนวคิดอย่างนี้มิใช่เรื่องยาก ยามเมื่ออยู่ในป่าเชือกรัดผมนางยังสามารถนำมาขึงกับง่ามไม้ใช้ดีดหินยิงสัตว์เล็ก ผ้ารัดเอวนางยังนำมาทำเป็นบ่วงดักกระต่ายป่าหายาก หากแต่นางยังมิเคยได้ใช้จริงสักครั้งกับเครื่องประดับงดงามทั้งหลายอย่างนี้เฟยหมิงที่พอจับความคิดและรับรู้นิสัยของม่านนีได้เป็นอย่างดีจึงเลือกที่จะหยิบกำไลหยกเนื้อดีงดงามขึ้นมาหนึ่งอันก่อนจะจับข้อมือของสตรีข้างกายขึ้นมาแล้วสวมกำไลหยกชิ้นนั้นให้นางอย่างถือสิทธิ์“ท่านทำอะไร” หญิงสาวถามออกไปยามเมื่อถูกสวมกำไลหยกเข้ามาที่ข้อมือของตน“ให้เจ้า” ชายหนุ่มตอบแค่นั้น“ข้ามิได้ต้องการ”“แต่ข้าต้องการ”ม่านนีถึงกับมองตาปริบๆ ขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “อะไรของท่าน”เฟยหมิงก้มหน้าคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้ก่อนจะหันไปหยิบกำไลหยกขึ้นมาอีกหนึ่งอันที่มีลักษณะเหมือนกันกับกำไลหยกชิ้นแรกที่สวมใส่ให้ม่านนีเขาสวมกำไลหยกอันนั้นเข้าที่ข้อมือของเขาแล้วล้วงเอาเงินออกมาส่งให้เถ้าแก่ที่ยืนเฝ้าเครื่องประดับอยู่โดยไม่ถามราคาก่อนจะพาร่างบางข้างกายให้เดินตามออกมาโดยเร็วก่อนที่นางจะเปลี่ยนใจถอดกำไลคืนเจ้าของร้านไปยามฝ่ามือใหญ
จะเป็นอย่างไรหากเขาจะรักนางให้มากยิ่งกว่านี้เขาอยากรักนาง...ม่านนียิ่งต้องกะพริบตาขึ้นลงอยู่หลายทีเมื่อเหม่อมองบุรุษตรงหน้าแล้วเจอเข้ากับแววตาอย่างนั้น ทั้งยังถูกกระชับตรงฝ่ามือให้แน่นมากยิ่งขึ้นอยู่อย่างนี้“ท่านกำลังทำอะไร” ม่านนีถามออกไป“ข้าแค่อยากชมเมือง ไปเถอะ” เฟยหมิงตอบแค่นั้นพลางกระชับฝ่ามือแน่นขึ้นไปอีกแล้วจับจูงมือนางให้ก้าวเท้าเดินตามไปอย่างมั่นคงม่านนีเดินตามอย่างงุนงง ยังไม่เข้าใจอันใดอยู่ดีเพียงไม่นานชายหนุ่มหญิงสาวก็จับจูงมือกันเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมจนมาเจอเข้ากับตลาดใหญ่ภายในตัวเมืองของแคว้นเป่ยหยางสองข้างทางมีร้านค้าหลากหลายมีสินค้ามากมายวางขายกันอยู่จนเต็มพื้นที่ มีร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายสินค้าแพรพรรณ ร้านขายขนม ร้านขายอาหาร ร้านขายบะหมี่ ซุ้มเหล้าไหสุรา ทุกร้านเปิดขายกันอย่างแน่นหนาร้านเล็กร้านน้อยตั้งแถวเรียงราย ทั้งนี้ยังมีร้านใหญ่ตั้งตระหง่านถัดออกไปอย่างสวยงาม เหล่าผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่จนไหล่ชนกันม่านนีรู้สึกแปลกตาแปลกใจอยู่มาก ด้วยเพราะว่าที่ที่นางเติบโตและอาศัยมา มีเพียงผืนป่าพนาไพรมีแค่ต้นไม้ใบหญ้าจนเต็มพื้นที่ หาได้มีสิ่งแปลกตาแปลกใจอ
เวลาผ่านไปราวสองก้านธูปอาหารทุกจานก็หมดลงตามด้วยการจิบชาอย่างใจเย็นหลังจากที่ม่านนีล้างปากล้างมือเรียบร้อยดีแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมเดินผละไป จนเฟยหมิงถึงกับต้องรีบลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมฝ่ามือมาจับข้อมือของนางเอาไว้อย่างลืมตัว“เจ้าจะไปไหน” เขาถามออกมาในทันที“ข้าจะกลับเข้าวัง” ม่านนีตอบออกไปแค่นั้น“ยังไม่กลับเข้าไปได้หรือไม่” เฟยหมิงถามกลับไปด้วยใจยังไม่ยินยอมกับเวลาอันมีค่าที่หาได้ยากยิ่ง“ทำไม” นางถามแค่นั้นเฟยหมิงอ้ำอึ้งอยู่อึดใจก่อนตัดสินใจกล่าวออกมา“ข้าอยากเที่ยวชมเมือง เจ้าอยู่เที่ยวชมเมืองเป็นเพื่อนข้าก่อนได้หรือไม่”ม่านนีเลิกคิ้วเรียวขึ้นสูงเมื่อถามกลับไป“เที่ยวชมเมืองหรือ”“อืม...” เฟยหมิงตอบรับในลำคอพลางมองนางอย่างลุ้นระทึกอย่างที่ไม่เคยเป็นเกิดมาไม่เคยตื่นเต้นกับเรื่องใด ยกเว้นเรื่องของนางหญิงสาวได้ยินอย่างนั้นจึงใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางยังไม่เคยได้เที่ยวชมเมืองของที่นี่เลยสักครั้งเดียว เมื่อยามออกมาจากป่าก็รีบร้อนเข้าวังยังไม่ทันได้สำรวจหรือชื่นชมภายในเมืองแต่อย่างใด“อืม...แต่ข้าไม่มีเงินนะ” ม่านนีเอ่ยออกมาตามตรงตามวิสัย นางไม่มีเงินจะให้เที่ยวได้อย
เขารู้เรื่องราวความแค้นของนางอยู่จนเต็มหัวใจกับบิดาของนางที่เป็นบุรุษใจร้ายกับพี่สาวของเขาที่เป็นสตรีไร้ยางอายกับมารดาของนางที่ต้องทนทุกข์ยากทนลำบากอยู่อย่างทรมานจนตรอมใจและตายจากไปกับนางที่ควรมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้แต่กลับต้องเผชิญกับความเดียวดายอยู่ทุกช่วงทุกเวลาตลอดมาเขาที่เป็นน้องชายของบุคคลอันตรายที่รับรู้เรื่องราวทุกอย่างมากมายแต่ไม่สามารถบอกกล่าวหรือช่วยเหลือนางได้แต่อย่างใดเขาควรทำอย่างไรเขารู้ว่าเขาควรทำอย่างไร เขาไม่ควรเดินทางมาจนเจอกับเรื่องราวทุกอย่างของนาง เขาไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของนาง เขาควรปล่อยผ่านให้ทุกเรื่องราวมันดำเนินไปตามเหตุผลของแต่ละคนแต่เขาจะทำได้อย่างไรแค่เพียงเขาหลับตาลง ภาพในความมืดมิดเมื่อเปลือกตาปิดสนิทก็มีแต่นาง เขานึกถึงนางตั้งแต่นางยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำและเมื่อเขาบังเอิญได้มาเจอนางกลางป่าในวันนั้น เขาก็ทำได้แค่คิดถึงนาง ถึงแม้ว่านางจะมีอายุได้เพียงสิบปี เขาก็คิดถึงนางจนไม่อาจห้ามใจเขาคิดถึงนางในทุกๆ วันจนก่อเกิดเป็นความรู้สึกที่มากมายกว่านั้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อรู้สึกได้อีกทีเขาก็มีนางอยู่จนเต็มหัวใจและยิ่งได้อย
ก่อนที่ม่านนีจะคิดการอันใดมากไปกว่านั้นเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของบุรุษตรงหน้าพลันเอ่ย “นั่งก่อน” เขากล่าวคำพลางจับไหล่กลมมนของนางให้นั่งลงตรงเก้าอี้ที่โต๊ะเฟยหมิงยกถังน้ำกับชุดนางกำนัลออกไปวางอีกมุมหนึ่งก่อนจะขยับถาดอาหารมาวางเอาไว้ตรงด้านหน้าของม่านนีหญิงสาวได้แต่มองตามฝ่ามือใหญ่หนาของเขาที่กำลังจับนู่นจับนี่จนรู้ตัวอีกทีก็มีอาหารถูกคีบส่งมาให้ถึงริมฝีปากของนาง ตามด้วยสายตาคมเข้มสีดำกำลังส่งตรงมาให้นางในระยะที่ใกล้กันม่านนีที่ยังตั้งตัวไม่ทันจึงทำได้อ้าปากรับอาหารคำโตเข้าปากคล้ายกับลูกนกตัวน้อยรับอาหารจากแม่นกกระนั้นเฟยหมิงถึงกับหลุดยิ้มออกมาพาเอาใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาของเขาพลันเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวม่านนียิ่งถลึงตาจ้องมองนิ่งงัน“อะไรของท่าน” หญิงสาวเอ่ยเสียงดุออกไปพลางเคี้ยวอาหารจนแก้มพองก่อนจะกลืนลงคอ“หากในอาหารมียาพิษ เจ้าคงถูกพิษเสียแล้ว” เฟยหมิงเอ่ยออกมาพลางคีบอาหารจากถ้วยใหม่แล้วส่งขึ้นให้สตรีตรงหน้า“หากท่านจะสังหารข้า คงไม่ต้องรอเวลามาป้อนข้าวผสมยาพิษอย่างนี้หรอกกระมัง” นางตอบออกไปพลางอ้าปากรับอาหารคำใหม่มาเคี้ยวจนแก้มป่องในขณะที่สายตายังคงจ้องมองคล้ายฟาดฟันไม่สร่างซาเฟ
เขาพานางออกมาจากวังหลวงแล้วพามาทิ้งเอาไว้ที่โรงเตี๊ยม ได้อย่างไร?เมื่อคิดได้แล้วก็ถามออกไปอย่างเร็ว “เขาไปไหน”ลี่ซูถึงกับกะพริบตาปริบๆ สองที “เขา? ใคร? อ่อ...คนรักของแม่นางน้อยน่ะหรือ” จบคำก็วาดนิ้วชี้ไปนอกห้องแล้วเอ่ย“เขาพักอยู่อีกห้องหนึ่งเจ้าค่ะ ทำไมหรือ ประเดี๋ยวเขาก็คงเข้ามา เมื่อคืนเขานั่งเฝ้าแม่นางน้อยเกือบทั้งคืน คงยังไม่ตื่นกระมัง” ลี่ซูกล่าวไปจัดผ้าจัดผมให้ม่านนีไปอย่างใจเย็น นางยังคงกล่าวคำต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยน่าฟัง“อืม...จะว่าไป บุรุษผู้หล่อเหลาคนรักของแม่นางน้อยก็เต็มไปด้วยรอยเล็บรอยข่วนแถมด้วยรอยขบกัดตรงลำคออย่างนั้น ไยพวกท่านไม่นอนห้องเดียวกันแล้วฟัดกันให้เต็มที่ไปเลยล่ะเจ้าคะ จะแยกห้องกันทำไม อุตส่าห์ได้หนีตามกันมาเยี่ยงนี้”ลี่ซูกล่าวยาวเหยียดด้วยประโยคอย่างนั้นโดยมิได้สนใจสีหน้าของคนฟังแต่อย่างใดม่านนียืนมองลี่ซูนิ่งงันพลางกะพริบตาปริบๆ ในขณะที่ใครบางคนที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องอยู่เป็นนานถึงกับคิ้วกระตุกจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ“ว๊าย! ไอ๊หยา ตกใจหมด” ลี่ซูถึงกับหลุดอุทานจนเสียจริตเมื่อได้ยินเสียงกระแอมออกมาจากมุมห้องด้านในอย่างนั้นเฟยหมิงส่งสายตาคมเข้มดุดันมองม







