LOGINเมื่อนางตามล่า...แต่เขาตามรัก นางตามล่าเพื่อความแค้นของนางได้รับการสะสาง เขาตามรักเพื่อความแค้นของนางได้รับการขัดขวาง หากนางไม่ยินยอม เขาจะจับนางปล้ำจับกดติดเตียง หากจะมีบุรุษสักคนหนึ่งที่จะรักปักใจกับใครได้มากมายและยาวนานก็คงต้องยกให้เขาคนนี้ นางเป็นสตรีที่เขารักปักใจมาเนิ่นนาน ความปรารถนาในตัวนางย่อมมีมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่เขาก็พยายามข่มกลั้นเก็บกดมันเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อเขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนาง ได้พบเจอกันจนกระทั่งได้พูดคุย ถึงแม้ว่าจะมิได้พูดคุยกันดีๆ แต่เขาก็ไม่สามารถห้ามใจของตนมิให้ก้มหน้าลงกดจูบนาง หอมแก้มนาง
View Moreณ หน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง
มีพื้นดินที่แข็งแรงลักษณะยาวยื่นออกไปจากร่มไม้ของภูเขาสูงเพื่อรับแสงแดดทอประกายร้อนแรงแผดเผาและรับสายลมรุนแรงด้วยความสูงของมัน
บนหน้าผาสูงชันนี้กำลังปรากฏร่างงามๆ ของสตรีผู้หนึ่ง นางผู้ซึ่งมีวงหน้าที่งดงามหาตัวจับได้ยาก เรียวคิ้วโค้งเว้า ดวงตาเรียวสวย ริมฝีปากได้รูปสีแดงสด ผิวพรรณนวลเนียนดั่งหยกสลัก
ผมสีดำขลับปล่อยสยายทิ้งตัวลงกรุยกรายไปตามแรงลมจนระเต็มแผ่นหลังบอบบาง ทุกอย่างช่างงดงามผิดกับอาภรณ์ที่สวมใส่ นางแต่งกายด้วยอาภรณ์เก่าๆ ขาดๆ สีหม่นหมอง ไม่ต่างจากดวงตาแววซึม
นางนั่งอยู่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย ตรงหน้าผาสูงชันด้วยใบหน้าเรียบเฉยแววตาสงบนิ่งคล้ายกับวิญญาณล่องลอย กำลังเทเหล้าออกจากจอกตรงตำแหน่งของป้ายหน้าหลุมศพ อย่างเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง
เมื่อเทเหล้าจนหมดจอกจึงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นด้วยแววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ใดๆ หญิงสาวหยิบบันทึกเล่มเก่าที่มีสีของกระดาษออกเหลืองค่อนไปทางขุ่น
เนื่องจากมันผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน
นานยิ่งกว่านางที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี
ในบันทึกเล่มนี้ได้เขียนบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกทั้งหมดที่ผ่านมาเกี่ยวกับเจ้าของป้ายวิญญาณตรงหน้าได้เป็นอย่างดี เจ้าของบันทึกมีนามว่า หลิวม่านเซียง สตรีผู้งดงามปานล่มเมือง ซึ่งก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของนางนั่นเอง
หญิงสาวมีนามว่า ม่านนี
ไม่มีชื่อสกุลรองรับ เนื่องจากว่าตระกูลของนางถูกฆ่าล้างตระกูลไปแล้วจนหมดสิ้นเมื่อครั้งที่นางเป็นแค่ร่างเล็กๆ อยู่ในครรภ์มารดา
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ม่านนีจึงเปิดบันทึกของมารดาออกอ่านอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับ
ในบันทึกของมารดานั้นได้บันทึกทุกอย่างทุกช่วงเวลาเอาไว้เป็นอย่างดี แม้แต่คำพูดที่มารดากำลังสนทนากับบิดาก็ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ
ม่านนีกวาดสายตาคู่งามที่ตัวอักษรทุกตัวอย่างใจเย็น
ตัวอักษรเหล่านั้นถูกเขียนเอาไว้ด้วยลายมืออันสวยงามมีเอกลักษณ์ของมารดา เจ้าของหลุมศพตรงหน้าม่านนี
‘ข้าหยางจื้อเฉิงยินดีที่ได้รู้จักแม่นาง’
เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ยิ่งนักเอ่ยทักทายข้าที่กำลังยืนหลบมุมอยู่ภายในอุทยานของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของวังหลวง ข้าที่ออกจากจวนตระกูลหลิวมาแค่ครั้งแรกจึงไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่ทว่ากับองค์ชายสี่นามว่าหยางจื้อเฉิงกลับลดตัวมาทักทายข้าอย่างนี้ช่างเป็นบุญของข้ายิ่งนัก
ข้าตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หม่อมฉัน หลิวม่านเซียง เพคะ”
นั่นคือการพบกันครั้งแรกของพวกเรา ซึ่งนำมาซึ่งการนัดพบเจอกันอีกหลายครั้งหลายคราจนเกิดความสัมพันธ์เกินห้ามใจในครั้งต่อมา
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของแคว้นเป่ยหยางที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่โตที่สุดรโหฐานที่สุดเหมาะสำหรับพวกสตรีและบุรุษสูงศักดิ์ใช้เป็นที่นัดหมายพบปะเจอะเจอ เรานัดพบกันในนั้น หลังจากที่ได้นัดเจอกันมาแล้วหลายครั้งหลายคราที่โรงน้ำชานอกเมือง
ภายในห้องพักห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เราสองใช้สำหรับนัดพบกันเพื่อบอกรักกันอย่างซาบซึ้งตราตรึงใจ
ในเมื่อความรักมันกำลังท่วมท้นล้นใจพวกเราจึงเลือกที่จะกระทำอย่างนี้ ใครไหนเลยจะห้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้ได้แม้แต่ใจของข้าเอง
‘ข้ารักเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง ข้ารักเจ้า’
เสียงกระซิบกระซาบของ หยางจื้อเฉิง ที่กำลังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์อยู่บนเรือนร่างงดงามของข้าเมื่อข้าได้ตัดสินใจยินยอมยามเมื่อเขาไม่อาจห้ามใจ
’ข้าก็รักท่าน จื้อเฉิง ข้ารักท่าน รักเหลือเกิน’
ข้าตอบกลับไปด้วยความรู้สึกจากใจจริง
‘มีเพียงเจ้าที่ข้ารัก ข้าอยากแต่งงานกับเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง’
เขาบอกกล่าวแก่ข้าว่าอย่างนั้น น้ำเสียงของเขายามเอ่ยคำนั้นช่างนุ่มนวลน่าฟังเหลือเกิน
‘ข้าเองก็เช่นกัน จื้อเฉิง ข้าอยากแต่งงานกับท่าน แค่ท่านที่ข้าจะยอมแต่งงานด้วย’
ข้าตอบกลับไปด้วยใจที่คิดเช่นนั้นจริงๆ
ม่านนีอ่านบันทึกของมารดามาถึงตรงนี้ นางละสายตาออกจากบันทึกเล่มนี้แล้วมองเหม่อไปยังทิศทางอันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตาด้วยสายตาว่างเปล่าเฉกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ชั่วครู่ต่อมาเสียงระฆังกังวานดังแว่วอยู่ไกลๆ
จากระฆังสีทองอันใหญ่อันหนึ่งดังส่งต่อมาเป็นทอดๆ ให้ระฆังสีทองอันต่อมาได้ส่งเสียงไพเราะไม่แตกต่างให้แก่เมืองหลวงของแคว้นเป่ยหยางแห่งนี้ เช่นนั้นมันจึงดังมาให้ม่านนีที่กำลังนั่งอยู่บนหน้าผาสูงชันได้ยิน เสียงระฆังนั้นดังไปจนถ้วนทั่วทั้งเมือง เป่ยหยางเลยทีเดียว
เสียงระฆังนั้นกำลังบ่งบอกถึงพิธีเฉลิมฉลองที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากการให้กำเนิดโอรสจากสนมคนหนึ่งของฮ่องเต้แคว้นเป่ยหยางแห่งนี้
ฮ่องเต้พระองค์นี้มีพระนามว่า หยางจื้อเฉิง
พระองค์ทรงมีฮองเฮาอยู่เคียงข้างเป็นหงส์คู่มังกรมาเนิ่นนานและมีสนมคนโปรดอีกหลายนางจนเต็มวังหลัง
พระองค์ทรงเป็นบิดาของนางเอง
บิดาของม่านนี
แต่ทว่า พระองค์ไม่ทรงทราบว่ามีธิดาอยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน
ธิดาของพระองค์กำลังนั่งตรงนี้ นางกำลังนั่งอยู่ที่นี่
เป็นเพื่อนอยู่หน้าหลุมศพที่แสนจะเดียวดายของสตรีที่พระองค์ทรงเคยบอกว่ารักนักหนา
ม่านนีนั่งฟังเสียงระฆังแว่วดังอยู่อย่างนั้นพลางก้มหน้าลงอ่านบันทึกของมารดาต่ออย่างเลื่อนลอย
ม่านนีมองตามเรียวนิ้วของคนตรงหน้าพลางยืดใบหน้างามเข้าหาแล้วเอียงซ้ายเอียงขวาทั้งๆ ที่ริมฝีปากยังไม่แนบชิดทิศใดก่อนดี? นางคำนวณในใจ ปกติเป็นเขาที่เริ่มก่อนอยู่ทุกทีกิริยาอย่างนี้ของม่านนีทำเอาเฟยหมิงลุ้นจนตัวเกร็งนี่นางกำลังแกล้งเขาใช่หรือไม่?“ข้าจะอ่อนโยน” จู่ๆ ม่านนีก็เอ่ยขึ้น“...” ทำเฟยหมิงนิ่งอึ้งไป“ข้าจะไม่รุนแรงกับท่านอีก” นางเอ่ยอีกยามเหม่อมองริมฝีปากของเฟยหมิงใกล้ๆ“อะไรของเจ้า” เฟยหมิงที่ตัวเกร็งแล้วตัวเกร็งอีกถามแบบกลั้นยิ้ม“ข้าเป็นห่วงมังกรของท่านยิ่งนัก” นางยังคงตรงไปตรงมาไม่เปลี่ยนแปลง“...”ทำเอาคนฟังถึงกับยิ่งอึ้งไป“ข้าทำร้ายส่วนนั้นของท่านหลายครั้งหลายครา ยังแข็งแรงดีอยู่ใช่หรือไม่”“...”“ข้าจะปรับปรุงตัว ข้าจะไม่ทำร้ายท่านอีก” หญิงสาวเน้นย้ำคำ คืนนี้นางจะไม่ทำร้ายเขา ทั้งยังจะเป็นฝ่ายทำให้เขาด้วยความทะนุถนอมตามคำสอนของลี่ซูทุกประการ“ม่านนี...” เฟยหมิงเรียกขานนางเสียงต่ำ มิรู้ได้ว่าลี่ซูสอนอันใดนาง“หืม...”“หากเจ้าเป็นห่วง ข้าจักพิสูจน์”“พิสูจน์?”“เจ้าเพียงนอนเฉยๆ แล้วแยกขาออก”“...!?”วงหน้างดงามแดงซ่านท่วมท้นไปด้วยเม็ดเหงื่อพร่างพราวจากกิจกรรมยามดึกม่านน
เฟยหมิงที่ยามนี้ร้อนรุ่มยิ่งกว่ากำลังเปิดผ้าที่ปกปิดใบหน้างามของเจ้าสาวให้หลุดออกไป เมื่อใบหน้าหวานล้ำเปิดเผยแก่สายตา เขาถึงได้รับรู้ว่ามิใช่เขาแค่คนเดียวที่กำลังรุ่มร้อนคล้ายลูกไฟ มิรู้ได้ว่าใบหน้าของนางกับอาภรณ์สีมงคลอย่างไหนแดงกว่ากันชายหนุ่มถึงกับอมยิ้มนึกขัน หญิงสาวตรงหน้าถึงกับส่งค้อนวงใหญ่เฟยหมิงไม่รอช้าเขารีบรินเหล้ามงคลใส่จอกสองใบแล้วเอื้อมมือของเขาไปจับมือของนางขึ้นมา ส่งจอกเหล้าให้ จับแขนนางคล้อง แล้วยกเหล้าขึ้นดื่มอย่างไม่มีรีรอม่านนีที่ดื่มเหล้าลงคอได้แต่หรี่ตามองใครบางคนที่รวดเร็วเสียจริง ให้นางได้ประมวลภาพที่ลี่ซูสอนทั้งหมดก่อนมิได้หรือไร นางกำลังตั้งใจอย่างยิ่งยวดหญิงสาวคิดการอย่างนั้นจึงหยุดริมฝีปากของคนตรงหน้าที่ยื่นมาอย่างหมายมาดด้วยเรียวนิ้วของนาง นางดันริมฝีปากของเขาออกก่อนที่จะชนเข้ากับริมฝีปากของนาง“...”เฟยหมิงถึงกับชะงักงัน แต่ก็ยังดีกว่าเข่าน้อยๆ นั่น เขาเห็นนางเบี่ยงเข่าหลบเอาไว้เป็นอย่างดีคืนนี้เขาคงไม่ถูกนางกระแทกอย่างแน่นอน เพราะว่าเขาจะเป็นฝ่ายกระแทกนางเอง เฟยหมิงคิดในใจอย่างชั่วร้าย “อาบน้ำก่อน” เสียงหวานๆ ของสตรีตรงหน้าเอ่ยเบาๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
ตามด้วยริมฝีปากอุ่นชื้นหลังจบประโยคนาบลงที่ต้นคอ เขาเอื้อมมืออีกข้างปัดปอยผมออกจากแผ่นหลังของนางแล้วนาบริมฝีปากลงมาอีกหลายที“อ๊ะ!” ม่านนีได้แต่ขนลุกชูชัน เขาช่างว่องไวเสียจริง เข้ามาเมื่อไหร่กัน “เฟยหมิง!”“ข้ารอเจ้าอยู่ที่ศาลาเป็นนาน ไยยังไม่ยอมออกไป” เขากล่าวคำขณะริมฝีปากยังคงซุกซน ยามนี้ไต่อยู่ตรงช่วงไล่ลาดเล็กของนางแล้วกลับขึ้นมาที่ลำคอก่อนจะขบเม้มเบาๆ ที่ใบหู“อ๊ะ!” ม่านนีร้องอีกทีพร้อมห่อไหล่ ยามนี้ทั้งฝ่ามือทั้งริมฝีปากทั้งลมหายใจของเขาเริ่มร้อนอีกแล้ว อากาศออกจะหนาวเย็นใช่หรือไม่!?“ปล่อยข้าก่อน ข้ากำลังผลัดผ้า”“ไยผลัดนานนัก” ริมฝีปากสีแดงสดบ่นอุบอิบแต่ยังไม่หยุดไต่ไปมาตามซอกคอและข้างแก้มของนางม่านนีรีบกลับตัวในอ้อมแขนของเขาจนหันหน้าชนเข้ากับแผงอกของเขาเพื่อหมายจะยันเขาให้ออกห่าง แต่ยามนี้นางถอดอาภรณ์หนาหนักสีนวลลายดอกเหมยกุ้ยสีแดงออกไปแล้วแต่ยังมิทันได้ใส่อาภรณ์อื่นใดจึงยังคงอยู่ในร่างเกือบเปลือยมีเพียงเอี๊ยมตัวบางปกปิดหน้าอกอวบนูนชูชันเฟยหมิงถึงกับก้มมองอะไรๆ ของนางตรงหน้านี่เขาได้ฤกษ์แต่งเร็วสุดเมื่อไหร่นะ อีกหนึ่งเดือนใช่หรือไม่มันนานเกินไปแล้ว...ม่านนีที่กำลังดันแผ
เฟยหมิงเพียงซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ แน่นอนว่าแม่เลี้ยงของเขาคนนี้เป็นต้นเหตุหลักในการตายของสนมคนโปรดหลายๆ นาง ซึ่งไม่ต่างจากพี่สาวของเขาที่ชอบกระทำ การที่เขาไม่คิดจะแก้แค้นมิใช่ว่าเขาอกตัญญู เพียงแต่มารดาของเขาเลือกที่จะกระทำกับฮองเฮาก่อน เรื่องมันก็เลยจบแบบนั้น และหากเขาคิดไม่ผิด ฮองเฮาต้องทำทุกอย่างให้โอรสของเขาได้เป็นองค์รัชทายาทต่อไปโดยไร้คู่แข่งคนใด เขาย่อมเปิดทางให้ไม่คิดเข้าแข่ง“อา...เจ้าไม่เห็นต้องลำบากแต่งงานกับสตรีนางใดให้ยุ่งยาก...หมิงเอ๋อร์” ประโยคนี้ฮองเฮาเป็นผู้เอ่ยอย่างนุ่มนวลอ่อนหวาน “สนมของบิดาเจ้าหลายๆ นาง หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ที่แต่งเข้ามายังตระกูลหวงก็ไม่แตกต่าง พวกนางหลายคนก็สิ้นครอบครัวอันยิ่งใหญ่ไปก่อนจะเข้ามาอาศัยสกุลของพวกเรา จริงหรือไม่เพคะฝ่าบาท”ไร้ซึ่งคำตอบ ฮ่องเต้เพียงยกยิ้มบางเบาส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ เขาย่อมรู้ทันบุคคลทั้งสองเป็นอย่างดี ทั้งลูกทั้งเมีย “เอาล่ะ เอาล่ะ หากเราคัดค้านเราคงกลายเป็นคนผิดคำพูดกับโอรสจอมดื้อดึง ดีไม่ดี หมิงเอ๋อร์คงทำวังของเราปั่นป่วน”“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ” เฟยหมิงรีบประสานฝ่ามือขอบคุณเป็นการใหญ่ ก่อนเอ่ยข้อเสนอเหน











