로그인คืนวันแต่งงาน จิ่งโม่เยี่ยจับตัวเฟิ่งชูอิ่งที่กำลังปีนกำแพงได้ ก่อนจะกดตัวนางเข้ากับกำแพงแล้วเอ่ยถาม “ชายารัก เจ้ากำลังจะไปไหนหรือ?” เฟิ่งชูอิ่งน้ำตาคลอ “ข้าคำนวณดวงชะตาให้ท่านอ๋อง พบว่าท่านอ๋องถูกดาวอัปมงคลเพ่งเล็ง กำลังจะมีเคราะห์หนัก ข้าก็เลยจะไปปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้ท่านอ๋องเพคะ!” ยามที่มือหนาของเขาล้วงเข้ามาในอกเสื้อ นางก็เบี่ยงหน้าหนีอย่างเขินอาย “ท่านอ๋อง อย่าทรงทำอย่างนี้สิ!” ครู่ต่อมา เขาก็หยิบตราพยัคฆ์ออกมาจากเสื้อของนาง นาง : “...ท่านอ๋อง ข้าอธิบายได้เพคะ!”
더 보기เฟิ่งชูอิ่งพูดต่อว่า “แต่ตอนนี้ข้าไม่เหลือทั้งบิดามารดาแล้ว เจ้าห้ามรังแกข้าเชียวนะ!”จิ่งโม่เยี่ยยกมือสาบานต่อฟ้าทันที “หากข้าทำไม่ดีกับเจ้าในภายภาคหน้า ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์ส่งฟ้ามาผ่าให้ตาย!”เฟิ่งชูอิ่งหัวเราะ “เรื่องฟ้าผ่าไม่ต้องถึงมือสวรรค์หรอก ข้าก็ทำได้”จิ่งโม่เยี่ย “......”เขาเกือบลืมไปแล้วว่านางวาดยันต์ได้เก่งมาก ตราบใดที่นางต้องการ ใช้ฟ้าผ่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากเฟิ่งชูอิ่งเห็นท่าทางของเขาก็แอบหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปกอดแล้วซุกศีรษะพิงอกเขา กล่าวว่า “ข้าเชื่อใจท่าน”“ตอนนี้เราทั้งสองล้วนไม่มีพ่อแม่แล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ก็มีเพียงกันและกัน”“ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าอย่างเต็มที่ จะไม่ระแวงเจ้าอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเชื่อใจเจ้า”หัวใจที่ตึงเครียดของจิ่งโม่เยี่ยก็ผ่อนคลายลงในทันทีเขากอดนางตอบ “กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของเจ้าถูกต้อง”เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากนางเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อรักเจ้า”เมื่อเฟิ่งชูอิ่งได้ยินคำพูดนี้ หัวใจก็สั่นไหว นางช้อนตามองขึ้นไปที่เขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนนางรู้ว่าคำพูดของเขาในตอนนี้ล้วนมาจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ฐานะของจิ้งจอกสือซานเหนียง แต่ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจได้หลังจากได้ยินบทสนทนาระหว่างจิ้งจอกสือซานเหนียงและเฟิ่งชูอิ่งจิ้งจอกสือซานเหนียงเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเขาก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเฟิ่งชูอิ่งถามว่า “เจ้าจะไปไหน? ข้ายังมีเรื่องอยากจะถามเจ้าอีกมาก”จิ้งจอกสือซานเหนียงตอบว่า “ข้าจะไปหาที่ขับไล่พลังชั่วร้ายออกจากร่างกาย พอขับไล่เสร็จแล้วข้าจะกลับมาหาเจ้า”ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางฝึกฝนวิชาสายชั่วร้ายมากมาย ทำให้พลังชั่วร้ายในร่างกายมีมากเกินไป หากอยู่ใกล้ใครนานๆ จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างเฟิ่งชูอิ่งจึงเตือนนางว่า “เจ้าอย่าผิดคำพูดล่ะ ข้าจะรอเจ้ากลับมา!”จิ้งจอกสือซานเหนียงโบกมือแล้วบอกว่า “วางใจเถอะ ข้าจะกลับมาแน่นอน”หลังจากนางเดินออกไปไกลแล้ว เฟิ่งชูอิ่งก็ถอนหายใจยาวๆ และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากแยกทางกันให้จิ่งโม่เยี่ยฟังหลังจากที่จิ่งโม่เยี่ยได้ยินเรื่องของเหมยตงยวน เขาก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เพราะรักถลำลึกจึงไม่ยืนยาว เรื่องระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่ช่างน่าเศร้า”เฟิ่งชูอิ่งกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ดังนั้นการสื่อสารจึงสำคัญ ต่อไปไม่ว่าจะมี
สิ้นเสียงของนาง สายฟ้าก็ฟาดลงมาอีกครั้ง ทำให้พลังที่พุ่งพล่านของเขาสลายไปจิ่งสือเยี่ยน “!!!!!!!!”หลังจากถูกอสนีบาตฟาดใส่อย่างต่อเนื่องห้าครั้ง ร่างวิญญาณของเขาก็จางลงอย่างมากแต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ตายเฟิ่งชูอิ่งถึงกับตกใจ ชีวิตของจิ่งสือเยี่ยนช่างแข็งแกร่งเสียจริง!นางอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะกลายเป็นเทียนซือคนที่สอง และจะกลายเป็นภัยพิบัติในอนาคตนางกำลังจะม้วนแขนเสื้อขึ้นเพื่อเสกยันต์ใส่จิ่งสือเยี่ยนอีกครั้ง แต่กลับมีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาแล้วกลืนเขาเข้าไปทั้งตัวเฟิ่งชูอิ่ง “!!!!!!”จิ้งจอกสือซานเหนียงเรอออกมาคำโตแล้วบอกว่า “เขาเป็นอาหารที่ข้าหมายตาไว้แต่แรก”“การปล่อยให้อาหารหลุดมือไป เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้”เฟิ่งชูอิ่ง “......”นางเคยจินตนาการถึงความตายของจิ่งสือเยี่ยนไว้หลายแบบ แต่ไม่มีฉากจบแบบนี้อยู่เลยนางได้คงบอกได้แค่ว่าจิ้งจอกสือซานเหนียงเจ๋งสุดยอด!ขณะเดียวกันนั้นจิ่งโม่เยี่ยก็เดินเข้ามา เขาจ้องมองจิ้งจอกสือซานเหนียงด้วยความระแวดระวัง มือจับกระบี่เอาไว้ เตรียมพร้อมที่จะฟันจิ้งจอกสือซานเหนียงได้ทุกเมื่อเฟิ่งชูอิ่งบีบมือเขาเบาๆ ให้เขาผ่อนคลายจิ้งจอก
แต่ทว่าคันธนูของจิ่งสือเยี่ยนเพิ่งจะยกขึ้นมา ก็มีลูกธนูที่เร็วกว่าพุ่งทะลุหัวใจของเขาในทันทีจิ่งสือเยี่ยนมองลูกธนูที่ปักอยู่บนอกด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองและเห็นดวงตาที่เย็นชาของจิ่งโม่เยี่ยเมื่อครู่นี้พวกเขาทั้งสองยังมีระยะห่างต่อกันอยู่แท้ๆ และตำแหน่งที่เขาหลบอยู่ก็เป็นมุมอับที่จิ่งโม่เยี่ยยิงมาไม่ถึงทว่าเพียงแค่อึดใจเดียว จิ่งโม่เยี่ยก็ปรับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วและยิงธนูทะลุหัวใจเขาได้ในนัดเดียวในตอนนี้จิ่งสือเยี่ยนกับจิ่งโม่เยี่ยไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก แต่ถ้าพูดคุยกันตามปกติก็คงไม่ได้ยินทว่าในเวลาเช่นนี้ จิ่งสือเยี่ยนกลับได้ยินเสียงของจิ่งโม่เยี่ย “คนที่กล้าทำร้ายชูอิ่งต้องตาย!”ก่อนหน้านี้จิ่งสือเยี่ยนคิดแค่ว่าจิ่งโม่เยี่ยดีต่อเฟิ่งชูอิ่งมาก ทว่าตอนนี้เขาเพิ่งได้รู้ซึ้งเรื่องบางอย่างเฟิ่งชูอิ่งไม่ใช่แค่จุดอ่อนของจิ่งโม่เยี่ย แต่เป็นทั้งชีวิตของเขาแต่มาเข้าใจเอาป่านนี้ก็สายไปแล้วในตอนนี้เฟิ่งชูอิ่งยังคงนอนคว่ำอยู่บนพื้นหิมะ นางได้ยินเสียงวัตถุแหวกอากาศจึงหันไปมอง และเห็นภาพของจิ่งสือเยี่ยนล้มลงกับพื้นในเวลานี้ เฟิ่งชูอิ่งก็เข้าใจใด้ทันทีว่าในโลกน
ฉินจื๋อเจี้ยนล่วงรู้แผนการของจิ่งโม่เยี่ยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วเดิมทีเขาคิดว่าเรื่องนี้ถึงเวลาลงมือได้แล้ว แต่จิ่งโม่เยี่ยกลับให้เขารออีกหน่อย ทำให้เขากังวลอยู่บ้างแต่เขาก็เชื่อในการตัดสินใจของจิ่งโม่เยี่ย ถ้าจิ่งโม่เยี่ยบอกว่ายังลงมือไม่ได้ ก็คงต้องรอไปก่อนเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ยินความเคลื่อนไหวในเมื
พอเฟิ่งชูอิ่งได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่ “ข้าไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในราชสำนัก และก็ไม่มีธุระอะไรกับเจ้าด้วย”“ไม่ว่าเจ้าจะมาหาข้าเพื่อเรื่องอะไร ข้าก็ไม่อยากฟังเจ้าพล่าม”พูดจบนางก็หันหลังกลับเข้าจวนปู๋เยี่ยโหวทันทีจิ่งสือเยี่ยนอยากจะตามไป แต่ถูกปู๋เยี่ยโหวขวางไว้ปู๋เยี่ยโหวมองเขาพร้อมกับยิ้ม
เขาครุ่นคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนหรือผีกันแน่แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออกแม้แต่น้อย ยิ้มแล้วพูดว่า “อืมๆ มีสาวงามอยู่เป็นเพื่อน ข้าจะต้องกลัวอะไรล่ะ?”พูดจบก็ถามหญิงสาวคนนั้นว่า “เจ้าชื่ออะไร?”สาวงามตอบว่า “พวกเขาเรียกข้าว่า จิ้งจอกสือซานเหนียง”พอได้ยินคำนี้ ปู๋เยี่ยโหวก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นปี
แต่พระสนมสวี่กลับลืมไปว่าทุกครั้งที่ท่านเทียนซือมา จะต้องหาทางไล่ข้ารับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ ออกไปเสมออีกทั้งหลังจากที่ถูกฮ่องเต้เจาหยวนสั่งกักบริเวณ ข้ารับใช้ในตำหนักก็ไม่เคารพนางเหมือนแต่ก่อน ต่างก็พากันอยู่ห่างๆ แม้ตอนนี้นางจะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยินพระสนมสวี่ทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นอย่างแร






평점
리뷰더 보기