เข้าสู่ระบบหลังจากที่หลู่ม่านม่านโดนสวี่เยว่ซินตำหนิหลู่ม่านม่านก็นิ่งเงียบราวสำนึกผิด สวี่เยว่ซินเห็นท่าทางของนางก็รู้สึกผิดที่ดุหลู่ม่านม่านไปแบบนั้น ถึงอย่างไรหลู่ม่านม่านก็เติบโตมากับนาง หากไม่ใช่ต้องคอยดูแลคนขี้โรคอย่างนาง หลู่ม่านม่านก็คงเติบโตมาเป็นหญิงสาวที่สดใสร่าเริงมากกว่านี้
ด้วยนิสัยที่เป็นคนร่าเริงช่างพูด ไม่ชอบเก็บอาการ คิดและรู้สึกอย่างไรก็มักจะเอ่ยออกมาอย่างนั้น การใช้ชีวิตนอกวังคงเหมาะกับหลู่ม่านม่านเสียมากกว่า แต่บัดนี้เพราะสวี่เยว่ซินทำให้หลู่ม่านม่านต้องติดอยู่ในกำแพงแห่งนี้ เพราะเหตุนี้เมื่อเห็นหลู่ม่านม่านทำหน้าเศร้าจึงทำให้นางรู้สึกผิด เพราะในสายตานางหลู่ม่านม่านไม่ใช่สาวใช้แต่เป็นน้องสาวคนหนึ่งของนาง
หลี่เยว่เล่อเห็นสีหน้าและแววตาที่สวี่เยว่ซินมองหลู่ม่านม่านก็รู้ได้ทันที และเข้าใจทั้งคู่ดีอีกคนตำหนิเพราะเป็นห่วง กลัวหากมีใครมาได้ยินจะทำให้อีกคนต้องลำบาก ส่วนอีกคนเพราะไม่ค่อยโดนตำหนิพอโดนดุเข้าหน่อยก็น้อยใจเสียใจเป็นธรรมดา
“ม่านม่าน เจ้ากินขนมนี้สิ” สวี่เยว่ซินยื่นขนมกุ้ยฮวาให้หลู่ม่านม่าน
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา” หลู่ม่านม่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ๆไม่เงยหน้าสบตาสวี่เยว่ซิน
“เจ้าโกรธเรามากอย่างนั้นหรือ” สวี่เยว่ซินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆราวคนสำนึกผิด
“หม่อมฉันไม่กล้าโกรธฮองเฮาหรอกเพคะ” นางเอ่ยตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ไม่จริง เจ้าโกรธเรา หากเจ้าไม่โกรธตอนไม่มีคนนอกอยู่เจ้าจะไม่เรียกเราว่าฮองเฮา”
หลี่เยว่เล่อนั่งฟังทั้งสองง้องอนกันก็นึกขำ มีที่ไหนกันเจ้านายมาง้อสาวรับใช้เช่นนี้ หากสวี่เยว่ซินเป็นบุรุษหลี่เยว่เล่อคิดว่าสองคนนี้ต้องเป็นคนรักกันเป็นแน่ เมื่อนางเห็นหลู่ม่านม่านเล่นตัวอยู่นานทั้งที่หายโกรธสวี่เยว่ซินแล้วจึงได้เอ่ยช่วยน้องสาวของตนเสียหน่อย
“ฮองเฮาเพคะ ที่ม่านม่านทรงเรียกพระองค์ว่าฮองเฮาไม่ใช่ว่าโกรธเคืองพระองค์หรอกเพคะ เพียงแต่นางเห็นว่าหม่อมฉันเป็นคนนอกจึงได้เรียกพระองค์เช่นนี้” หลี่เยว่เล่อเอ่ยด้วนน้ำเสียงน้อยใจ และตีหน้าเศร้าใส่ทั้งสองคน
“ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ ข้าน้อยไม่เคยคิดว่าท่านเป็นคนอื่นเลยเจ้าค่ะ” หลู่ม่านม่านเอ่ยขึ้นทันควัน ด้วยท่าทางล้นลานอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งท่าทางและสีหน้าของหลู่ม่านม่านทำหลี่เยว่เล่อเกือบหลุดขำออกมา นางก้มหน้ากั้นหัวเราะไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและกล่าวกับสวี่เยว่ซิน
“ฮองเฮาเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับก่อนนะเพคะ” หลี่เยว่เล่อเอ่ยพร้อมลุกขึ้นทำความเคารพสวี่เยว่ซิน
“องค์หญิงช่วยพูดกับคุณหนูหลี่หน่อยสิเพคะ นางเข้าใจหม่อมฉันผิดใหญ่แล้ว” หลู่ม่านม่านหันมาหาสวี่เยว่ซินเพื่อขอให้นางช่วย
“เจ้าหายโกรธแล้วสินะ” หลี่เยว่เล่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านหลอกข้าหรือเจ้าคะ” หลู่ม่านม่านทำหน้างอใส่หลี่เยว่เล่อ
หลี่เยว่เล่อยิ้มให้หลู่ม่านม่านก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของหลู่ม่านม่านมาลูบที่หลังมือเบาๆ
“เจ้าอย่างอนข้าเลยนะ ข้าเพียงอยากให้เจ้าหายโกรธฮองเฮาเท่านั้น ตอนนี้ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย เจ้าช่วยนำขนมว่างและน้ำชาไปจัดวางที่อุทยานและไล่เหล่านางกำนัลขันทีออกจากบริเวณนั้นที” หลี่เยว่เล่อเอ่ยประโยคท้ายด้วยน้ำเสียงราวกระซิบ
หลู่ม่านม่านรับคำสั่งก็ออกไปทันทีโดยไม่ถามสิ่งใด นางรู้ดีว่าทั้งสองอยากหาโอกาสที่จะวางแผนการเพื่อสืบหาการตายของบิดามารดาที่ให้กำเนิด
เพียงแค่หลู่ม่านม่านให้เหล่านางกำนัลขันทีออกไปจากอุทยาน ก็มีขันทีออกจากตำหนักคุนหนิงไปทันที เป็นไปตามหลี่เยว่เล่อคิดเอาไว้ เมื่อนางใช้ให้หลู่ม่านม่านออกไปเตรียมสถานที่และไล่เหล่านางกำนัลขันทีออกไป คนที่เป็นสายให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ ก็ต้องรีบออกไปรายงานเป็นแน่
ครั้งนี้นางยังไม่ได้คิดจะไปนั่งคุยกับสวี่เยว่ซินที่อุทยานเพราะร่างกายของสวี่เยว่ซินยังไม่ดีนักหากรับลมหนาวตอนนี้ร่างกายของสวี่เยว่ซินอาจทรุดหนักได้ นางเพียงแต่อยากจะรู้ว่าใครคือสายของหนิงเฉิงฮ่องเต้เท่านั้น และเป็นไปตามคาดเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อองครักษ์ลับก็มายังตำหนักคุนหนิง
หลี่เยว่เล่อพาสวี่เยว่ซินเดินไปยังอุทยาน แต่ยังไม่ทันถึงอุทยานสวี่เยว่ซินก็แกล้งไอเสียงดัง ตามที่ได้นัดแนะกับหลี่เยว่เล่อเอาไว้
“ฮองเฮาทรงเป็นอันใดเพคะ ให้นางกำนัลไปตามหมอหลวงดีหรือไม่” หลี่เยว่เล่อแกล้งเอ่ยถามด้วยท่าทางร้อนใจ
“ไม่เป็นไรอย่าไปรบกวนหมอหลวงเลย เรายังไม่ค่อยหายดีคงไปชมดอกไม้กับเจ้าไม่ได้แล้ว”
“ไม่เป็นไรเพคะ ที่หม่อมฉันอยากไปนั่งเล่นกับพระองค์ในสวนดอกไม้ก็เพื่อระลึกความหลังตอนวัยเยาว์ที่เราทั้งสองนอนรับแดดอ่อนๆในอุทยานที่แคว้นเหลียนเท่านั้น หม่อมฉันไม่ได้เจอพระองค์ตั้งหกปีหากได้ทำอะไรอย่างที่เคยทำด้วยกันก็คงดี”
“นั้นสินะ เพราะแม่เจ้าเสียเจ้าเลยไว้ทุกข์ให้นางสามปี หลังจากนั้นพ่อของเจ้าก็จากไปอีก เจ้าจึงต้องไว้ทุกข์ต่ออีกสามปี ข้าเป็นสหายที่แย่เสียจริงที่ไม่ได้อยู่ข้างๆเจ้ายามเจ้าเศร้าเสียใจ”
“มันผ่านไปแล้วเพคะ พระองค์อย่าได้คิดมากไปเลย ขอเพียงพระองค์แข็งแรงแค่นั้นก็ดีแล้ว พระองค์ต้องจำไว้นะเพคะหม่อมฉันเหลือเพียงพระองค์คนเดียว ต่อไปต้องเขียนจดหมายหาหม่อมฉันบ่อยๆ หากหม่อมฉันว่างจะมาขอเข้าเฝ้าพระองค์บ่อยๆดีหรือไม่”
“ได้สิ”
หลังจากพูดคุยกันจบหลี่เยว่เล่อก็ไปส่งสวี่เยว่ซินที่ห้องบรรทม และกลับไปยังที่ห้องพักของตนเอง องครักษ์ลับจึงรีบกลับไปรายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้ทันที
ตำหนักเฉียนชิง
หลังจากที่หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้ยินเรื่องราวที่องครักษ์ลับรายงาน จึงทำให้เขาคลายข้องใจ เพราะพวกนางไม่ได้พบกันนานถึงหกปีก็ไม่แปลกที่จะจำกันไม่ได้ เพราะช่วงที่ห่างกันยังเด็กแต่ตอนนี้พวกนางเติบโตราวกับบุปผาที่เบ่งบานพร้อมที่จะออกเรือนแล้ว จะจำกันไม่ได้โดยทันทีที่พบเจอก็พอเข้าใจได้
เฟิ่งจางหยงที่ยืนฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ เมื่อมองเห็นสีหน้าที่ดูคลายความในใจของหนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้เอ่ยขึ้น
“ที่คุณหนูหลี่สั่งให้นางกำนัลหลู่ไล่เหล่านางกำนัลขันทีออกไป คงเพราะไม่อยากให้เห็นท่าทางที่เสียกิริยากระมังพ่ะย่ะค่ะ หากนางกำนัลขันทีเอาไปพูดต่อๆกันว่าฮองเฮาทรงนอนบนพื้นหญ้าในอุทยานก็คงจะไม่ดีนัก หากไม่ใช่เรื่องนี้ถึงอย่างไรนางทั้งสองก็เป็นสตรี ย่อมมีเรื่องพูดคุยที่ให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้อยู่ไม่น้อย”
หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมองสหาย คิ้วของหนิงเฉิงฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ทำเอาเฟิ่งจางหยงที่เห็นสีหน้าเช่นนั้นรู้สึกแปลกใจ
“เจ้ารู้เรื่องสตรีมากถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยขึ้น
“พระองค์ลืมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีน้องสาวสามคนนะพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งจางหยงเอ่ยตอบกลับไปเสียงดัง
“ไม่ใช่ว่าเจ้าแอบไปชอบสาวนางใดเข้าให้แล้วไม่บอกเรานะ” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร กระหม่อมนอกจากกลับบ้านไม่ก็ไปทำภารกิจที่พระองค์ทรงสั่งก็อยู่กับพระองค์ตลอด จะเอาเวลาใดไปเจอสตรีเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเฉิงฮ่องเต้หัวเราะกับท่าทีของสหาย จากที่เฟิ่งจางหยงรู้สึกอาย ๆอยู่บางที่กล่าวถึงสตรี กลายเป็นเขินอายหนักขึ้นจนใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู
หลังจากหยอกล้อสหายอย่างพอใจแล้ว เขาจึงสั่งให้ขันทีและองครักษ์ลับถอนตัว นับตั้งแต่นี้ไม่ต้องจับตาดูทั้งสองแล้ว ยกเว้นเสียว่าอ๋องน้อยเหลียนจะเข้าเฝ้าสวี่ฮองเฮาจึงค่อยจับตามอง
เมื่อนางเห็นว่าบุรุษตรงหน้ากำลังมองสำรวจเรือนร่าง หัวใจนางสั่นไหวดวงหน้าอวบอิ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลู่ม่านม่านเบือนหน้าหนีแสร้งหลบตาอย่างเขินๆ มือสองข้างทำได้เพียงกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น เพื่อระบายความรู้สึกประหม่าเขินอาย ยิ่งเขาเห็นท่าทางของนางยิ่งเพิ่มราคะในตัวของเขาให้เพิ่มขึ้นจนยากจะอดใจ เขาก้มลงไปที่ลำคอขาวของนางก่อนที่จะใช้จมูกโด่งซุกไซ้ซอกคอสูดกลิ่นหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด เขาขบเม้นลำคอขาวจนเกิดเป็นรอยสีกุหลาบไล่ลงมาถึงเนิ่นอกอวบ เขาใช้ลิ้นร้อนไล่วนตุ่มเล็กน่ารักจนแข็งเป็นไต สองมือบีบเคล้าอกเนื้อนิ่มเบาสลับแรงตามจังหวะสตรีตัวน้อยทำตัวไม่ถูก ได้เพียงแต่ขบเม้นริมฝีปากเอาไว้แน่น ปล่อยให้บุรุษตัวโตทำตามใจอย่างไม่กล้าขัดขืน เขาค่อย ๆ เคลื่อนริมฝีปากต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพียงริมฝีปากร้อนถึงท้องน้อย สตรีตัวน้อยถึงกับสะดุ้งเฮือกจนเผลอร้องเสียงหลงออกมาบุรุษตัวโตถึงกับยกยิ้มอย่างภูมิใจ ที่สามารถทำให้สตรีตัวน้อยร้องครางออกมาได้ เขาจับขาของนางอ้าออกก่อนที่จะยกขาเรียวพาดบนไหล่ เขาก้มหน้าลงมองเนินนูนกึ่งกลางกายที่กลีบเนื้ออวบอิ่มขาวนวลสตรีตัวน้อยรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดใส่จุดอ่อนไหวระ
“ฝ่าบาทช่วยหม่อมฉันเล่นละครหน่อยนะเพคะ” หลี่เยว่เล่อไม่ฟังเสียงตอบรับจากเฉิงหนิงเฉิง ก็เดินไปหยิบกาน้ำมาเขวี้ยงลงกับพื้นจนแตกกระจายเฉิงหนิงเฉิงยืนมองหลี่เยว่เล่อและหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่าละครที่แสดงที่อุทยานนั้นจัดฉากขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งเฟิ่งจางหยงสหายรักของเขา เพราะดูจากสีหน้าของหลู่ม่านม่านที่ยืนอยู่ไม่น่าจะโศกเศร้าเสียใจ ไม่เช่นนั้นแล้วหลี่เยว่เล่อคงไม่หายโกรธเขาง่ายถึงเพียงนี้เฉิงหนิงเฉิงหันหลังคิดจะออกไปบอกสหาย แต่กลับโดนสตรีตัวน้อยจับแขนเอาไว้ พร้อมเอ่ยเสียงเบา ๆ แต่คำพูดของนางกลับทำให้เขาหยุดชะงัก“บุตรของฝ่าบาทอยู่ในท้องของหม่อมฉัน พระองค์กล้าขัดใจหม่อมฉันหรือเพคะ” นางเอ่ยพร้อมลูบท้องเบา ๆ“ฝ่าบาท ทรงเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงร้อนรนยังไม่ทันที่เฉิงหนิงเฉิงจะเอ่ยอันใด เสียงเกากงกงก็ลอยเข้ามาเสียก่อน เขามองสตรีตรงหน้า ก็รู้ทันทีว่าเขาควรตอบเช่นไร“พวกเจ้าถอยออกไป ไม่ต้องมายุ่ง”เฉิงหนิงเฉิงได้แต่เอ่ยขอโทษสหายของตนเองในใจ เขาลูบท้องสตรีตรงหน้าเบา ๆ ด้วยมือที่สั่นระริกเพราะความตื่นเต้นดีใจที่เขาจะได้เป็นพ่อคนหลังจากนั้นไม่นานนักนางกำนัลจินก็เข้
เฟิ่งจางหยงนั่งลงบนเตียงใหญ่ ที่ถูกจัดตกแต่งใหม่อย่างสวยงามราวกับเตียงนี้จัดไว้เพื่อร่วมหอ เพียงแต่ไม่ได้ตกแต่งด้วยสีแดงก็เท่านั้น หลังจากที่เขานั่งลงแล้วก็จับสตรีตัวน้อยที่พาดอยู่บนไหล่ลงมานั่งบนตักของเขา สตรีตัวน้อยหลุบตาต่ำไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ใบหูของนางทั้งร้อนทั้งแดง ทำให้บุรุษที่ได้เห็นเกิดความเอ็นดูจนอดไม่ไหวที่จะจุมพิตลงบนหน้าผากเล็กของนางเขาจับคางน้อย ๆ ของสตรีตัวเล็กให้เชิดขึ้น เพื่อรับริมฝีปากจากเขา หลู่ม่านม่านหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยน ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนมุมให้จูบลึกล้ำแนบชิดมากขึ้น ก่อนลิ้นร้อนจะค่อย ๆ สอดเข้ามาในโพรงปากเนื้อนิ่มของสตรีตัวน้อย ลิ้นของทั้งสองพัวพันกันจนทำให้ร่างกายของทั้งสองร้อนวูบวาบหลู่ม่านม่านสัมผัสได้ว่านางกำลังนั่งทับบางอย่างที่กำลังขยายตัวอยู่ ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นมาทันที เฟิ่งจางหยงรู้ตัวดีว่าหากเขายังไม่หยุดตอนนี้ ต่อให้นางไม่ยินดีเขาก็คงต้องล่วงเกินนางแล้ว เขารีบถอดริมฝีปากออกก่อนจะอุ้มนางวางลงนั่งบนเตียงนอน ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบทำตัวไม่ถูก ใบหน้าทั้งสองราวคนเป็นไข้ตัวร้อนเฟิ่งจางหยงไม่อยากให้บรรยากาศในห้องอึดอัด จึงเป็นฝ่ายเริ่มพูดข
จวนตระกูลเฟิ่งเฟิ่งจางหยงก้าวเท้าเข้าสู่ประตูจวนทั้งที่ยังคิดแผนการอันใดไม่ได้ เพราะเขายังกังวลใจถึงความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย“คุณชายกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ฮูหยินรอคุณชายอยู่ที่ห้องโถงรับแขกเจ้าค่ะ”เฟิ่งจางหยงดวงตาเบิกโตเมื่อรู้ว่ามารดากำลังรอเขากลับมา ราวกับว่ามารดาได้คาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้แล้ว เฟิ่งจางหยงเดินตามสาวใช้ไปยังห้องโถง เพียงเขาได้เห็นหน้าของมารดาในใจก็รู้สึกราวมีหินหลายก้อนโถมเข้ามาใส่ เขารู้ได้ทันทีว่าเขาคงไม่อาจรักษาความสัมพันธ์ได้ทั้งสองฝ่าย เขาคงต้องตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น“ท่านแม่ลูกอกตัญญูไม่อาจแต่งกับสตรีที่ท่านต้องการได้ ขอท่านแม่โปรดอภัยให้ลูกสักครั้ง” เฟิ่งจางหยงคุกเข่าขอร้องฮูหยินเฟิ่งนั่งมองบุตรชายของตน พร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะประคองยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ ราวกับจะทรมานคนตรงหน้า นางแสร้งไม่สนใจบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจอันใด“เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่เลือกทำเช่นนี้”“ลูกแน่ใจแล้วขอรับ ท่านแม่โปรดส่งเสริมลูกด้วย” เฟิ่งจางหยงเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้าดูจริงจัง“เจ้ารักนางมากถึงขั้นกล้าขัดใจข
เฟิ่งจางหยงถูกมารดารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถตามหลู่ม่านม่านได้ทัน กว่าเขาจะได้เข้าวังมาหลู่ม่านม่านก็กลับถึงตำหนักคุนหนิงเสียแล้ว ครั้นจะให้เข้าตามนางเข้าไปในตำหนักคุนหนิงก็คงเป็นเรื่องไม่สมควร เขาจึงได้แต่จำใจต้องรอมาใหม่พร้อมกับหนิงเฉิงฮ่องเต้หลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บุรุษเจ้าของวังหลวงก็มาพร้อมกับนางกำนัลขันทีจำนวนมาก เมื่อรู้ว่าสตรีเจ้าของวังหลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่อุทยานเขาก็ไม่ลังเลที่จะเดินไปหานางกำนัลขันทีเดินตามผู้เป็นนาย ในมือถืออาหารที่จัดเรียงใส่ถ้วยจานพร้อมตกแต่งอย่างสวยงามเดินเป็นแถวตามมาผู้เป็นนายไม่ห่าง กลิ่นหอมในอากาศยั่วยวนน้ำลายจนพาคนที่ได้กลิ่นจินตนาการถึงหน้าตาของอาหารนั้นได้อย่างดีหลี่เยว่เล่อนั่งทอดมองนกที่โบยบินกลับรัง เมื่อได้ยินรายงานว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้เสด็จมาก็ปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมในทัน คราแรกที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เห็นก็ทรงเข้าใจได้ว่าหลี่เยว่เล่อยังคงไม่หายโกรธเคืองจึงยังคงแสดงสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้นางลดโทสะเพียงไม่นานนักบนโต๊ะที่เคยมีแต่เพียงจอกชาวางอยู่ ก็ถูกจัดวางไปด้วยถ้วยจานอาหาร แต่ใบหน้าของสตรีเจ้าของวังหลังกลับไม่รู้สึกยินดีอย่างที่บุรุษหนุ่มนั้น
“พี่สาวคนนี้เป็นอะไรกับท่านอย่างนั้นหรือ” หลู่ม่านม่านเอ่ยถามพร้อมจ้องมองตาเขม็ง รสชาติเปรี้ยวอมฝาดผุดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นท่าทางที่เขากลัวสตรีคนอื่นเช่นนี้เฟิ่งจางหยงหันมองสตรีตัวน้อยที่เพ่งมองมายังเขา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนเต็มปอด ในเมื่อเขาให้คำมั่นกับนางแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างนางและก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน หากด่านนี้เขายังก้าวผ่านไปไม่ได้ การที่เขาจะได้ครองคู่กับนางคงไม่ต้องเอ่ยถึงบุรุษตัวโตกว่าลุกขึ้นก่อนจะพยุงสตรีตัวน้อยให้ลุกขึ้นตาม เขาปรับเปลี่ยนสีหน้าตนเองให้ดุสุขุมขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ม่านม่าน นี้คือท่านแม่ของข้า ท่านแม่นี้คือสตรีที่ข้าอยากจะแต่งงานด้วย”หลู่ม่านม่านยืนนิ่งเงียบ แต่ภายในหัวใจเต้นโครมครามราวจะหลุดออกมาข้างนอก นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะพบหน้าแม่สามี อีกทั้งเมื่อครู่นางเองก็ไม่มั่นใจว่าฮูหยินเฟิ่งจะมาทันเห็นนางจุมพิตกับเฟิ่งจางหยงหรือไม่ ในหัวของนางตอนนี้คิดเพียงแต่อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้ได้“หยงเอ๋อร์ เจ้าว่านางหัวใจวายตายไปแล้วหรือไม่” ฮูหยินเฟิ่งเอ่ยถามบุตรชายเมื่อเห็นสตรีตัวน้อยยืนนิ่งเฉยหลู่ม่านม่านเมื่อได้ยินเสียงของว่าที่แม่







