Masukเรือยอร์ชลำหรูแล่นเอื่อยๆ อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางแสงไฟจากตึกระฟ้ารอบข้างที่สะท้อนลงผิวน้ำดั่งดวงดาว แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารหลังจากที่น้องไหมกลับไปจดจ่อกับแท็บเล็ตนั้น กลับเต็มไปด้วยความเงียบที่กดดัน
ม่านไหมรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดดึงมือของตัวเองออกจากกุมมือหนาของอคินทร์อย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มที่ดูจะคาดหวังคำตอบจากเธออยู่ไม่น้อย "ถ้าสิ่งที่คุณทำทั้งหมด... คือการพยายามหาทางกลับเข้ามาในชีวิตของเรา" ม่านไหมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกว่าครั้งไหนๆ "ฉันก็ต้องบอกเงื่อนไขของฉันให้คุณชัดเจนเหมือนกัน" อคินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "ว่ามาสิ" "เรื่องของเรา... มันจบไปตั้งแต่วันที่คุณเลือกหันหลังให้ฉันเมื่อห้าปีก่อน" เธอเน้นย้ำทุกคำ "สถานะเดียวที่คุณสามารถมีได้ในชีวิตของฉัน คือ 'พ่อของลูก' เท่านั้น เราจะทำหน้าที่นี้ร่วมกันเพื่อความสุขของน้องไหม แต่ห้ามคุณล้ำเส้นเข้ามาในฐานะอื่นเด็ดขาด" "ล้ำเส้น?" อคินทร์ทวนคำด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น "เธอจะบอกว่า ให้ผมทำหน้าที่พ่อ แต่ห้ามผมรักเธอหรือไง ม่านไหม?" "ใช่ค่ะ" ม่านไหมตอบอย่างไม่ลังเล แม้หัวใจจะบีบตัวจนเจ็บแปลบ "และคุณห้ามใช้เงินหรืออำนาจของคุณมาบงการชีวิตฉันหรือลูกอีก ทุกอย่างที่ผ่านมา... ฉันยอมให้คุณเข้ามาเพราะเห็นแก่ลูก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะมาเปลี่ยนชีวิตฉันตามใจชอบได้" อคินทร์หัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นและเต็มไปด้วยความรั้น "เธอคิดว่าการตีกรอบให้ผมเป็นแค่ 'พ่อ' จะทำให้เธอลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้จริงเหรอ? เธอคิดว่าคนอย่างอคินทร์จะยอมหยุดแค่ตรงนั้นจริงๆ เหรอ?" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวลงมาที่โต๊ะอาหารจนใบหน้าเกือบชิดกับเธอ "ผมจะยอมทำตามกฎของเธอก็ได้... แต่จำไว้นะม่านไหม ว่าผมเป็นคนเขียนกฎกติกาของโลกใบนี้มาตลอดชีวิต และผมก็จะเขียนกฎใหม่ให้เธอรักผมอีกครั้ง... ไม่ใช่ในฐานะพ่อของลูก แต่ในฐานะคนรักที่เธอไม่มีวันปฏิเสธได้ลง" ม่านไหมรู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอขาดห้วงไปชั่วขณะ คำประกาศกร้าวของเขาไม่ได้ฟังดูเป็นคำขู่ที่น่ากลัว แต่มันกลับเป็นคำสัญญาร้อนแรงที่ทำเอาเธอยืนแทบไม่อยู่ "แม่คะ! ลุงอคินทร์บอกว่าถ้าหนูทำการบ้านเสร็จ พรุ่งนี้ลุงจะพาเราไปเที่ยวสวนสัตว์เปิดด้วยล่ะค่ะ ไปนะคะแม่!" เสียงใสของน้องไหมดังขึ้นอีกครั้ง ทำลายความตึงเครียดของสถานการณ์ลงในพริบตา ม่านไหมมองลูกสาวที่กำลังอ้อนวอนด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะหันกลับมามองอคินทร์ที่กลับมาสวมหน้ากากพ่อผู้แสนดีอย่างรวดเร็ว "ตกลงตามนั้นนะ... พ่อของลูก" ม่านไหมยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษาความสงบสุขชั่วคราว "ตกลงครับ... ตามที่เธอกำหนด" อคินทร์ตอบรับด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยแผนการที่ไม่มีใครเดาออก เรือยอร์ชค่อยๆ เทียบท่า ความรักครั้งเก่าที่ยังคุกรุ่นอยู่ใต้กองขี้เถ้ากำลังจะถูกจุดไฟขึ้นมาใหม่ โดยมีกฎเหล็กที่ม่านไหมเป็นคนสร้างขึ้น... ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจเลยว่า เธอจะรักษามันไว้ได้นานแค่ไหนแสงแดดอ่อนโยนของช่วงเช้าตรู่ทอดยาวผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งเบาๆ ดังแว่วมาจากภายนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์ของทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ลมเย็นพัดพาเอาความสดชื่นเข้ามาเติมเต็มปอด ม่านไหมในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเนื้อนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงห้องพัก กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอบอวลมาจากมุมห้องครัวด้านหลังนี่คือสัปดาห์ที่สามแล้วที่เธอและรวีเดินทางมาพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกธุรกิจในกรุงเทพฯ ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มช่องว่างที่เคยขาดหายไป หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงและบททดสอบมากมายในอดีต บัดนี้ชีวิตของเธอก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างงดงามเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างคุ้นเคย คางคมเกยลงบนลาดไหล่มนของหญิงสาว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายยามเช้า"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี? ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศกำลังสบายเลยนะ" รวีเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ทำ1ให้ม่านไหมรู้สึกจั๊กจี้จน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานประธานบริหาร กลุ่มบริษัทอคินทร์ทอประกายอบอุ่น อาการตึงเครียดที่เคยเกาะกุมหัวใจของม่านไหมมานานแรมปีถูกแทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างแท้จริง ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศของปารวีถูกเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ปิดฉากเรื่องราวอันมืดมนในอดีตลงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาทมิฬ ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีความแค้นเคืองหลงเหลือให้อีกต่อไปในขณะที่ม่านไหมกำลังจัดการกับงานเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างเพรียวสง่าของเลขาฯ ส่วนตัวจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปิดไม่มิด"ท่านประธานคะ... เอ่อ คือว่ามีแขกมารอพบค่ะ" เลขานุการสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แขก? ฉันไม่ได้มีตารางนัดหมายส่วนตัวช่วงบ่ายนี้นี่คะ ใครกัน?""คือ... คุณแม่ของคุณค่ะ" เลขานุการตอบเสียงเบาคำว่า "แม่" ทำให้บรรยากาศรอบตัวของม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับไหววาระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นในอดีต แต่เป็นความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แสงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนผิวกระจกตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารบนดาดฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเรียบหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ขาวเบาๆ พลางทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับเบื้องหน้าของเธอคือรวี ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองไม่ผูกเนกไทที่ยังคงรักษามาดกุมภาพันธ์ความอบอุ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันที่ม่านไหมประกาศตัวชัดเจนว่าจะยังไม่ขอรับรักและขอเว้นระยะความสัมพันธ์ รวีก็ไม่ได้ถอยห่างหรือแสดงความอึดอัดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับทำตามสัญญาที่จะ "จีบใหม่" ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย คอยดูแลเอาใจใส่ในฐานะเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสนิทที่รู้ใจเธอมากที่สุด"มองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรจะติเรื่องอาหารหรือเปล่าครับ ท่านประธาน?" รวีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ขณะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะม่านไหมหลุดหัวเราะเบาๆ "เปล่าเสียหน่อย ฉันแค่มองว่าคุณนี่แปลกคนดีนะ โดนปฏิเสธคำสารภาพรักไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังดูอารมณ์ดีและขยันมาวนเวียนอยู่ใกล้ฉันได้ทุกวันไ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ สะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมของม่านไหม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารชุดใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานเชิงบวกที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งของหัวใจ ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้เรียบง่ายและราบรื่นเหมือนดั่งงานที่กำลังไปได้สวยเมื่อประตูกลุ่มผู้บริหารปิดลงจนหมด เหลือเพียงเธอกับรวีที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้อง ม่านไหมขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยฉายความมั่นใจเมื่อครู่กลับเจือด้วยความลังเลและร่องรอยความอึดอัดที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบารวีที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะประชุมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เขายังคงจำสัมผัสและคำพูดที่อบอุ่นเมื่อช่วงเช้าได้ดี คิดว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอได้ถูกทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ"เป็นอะไรไปครับม่านไหม ตั้งแต่จบการประชุมแล้ว ดูเธอมีเรื่อง(กังวลในใจ) อะไรอยู่หรือเปล่า" รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา ทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะระเบียงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง ซึ่งเวลานี้ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของม่านไหมบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบและผ่อนคลาย ต่างจากความตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการชำระแค้นเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีมีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายกองโตวางเรียงรายอยู่ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลที่ถูกยึดคืนกลับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้คำสั่งศาลม่านไหมในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทรงอำนาจ เธอยืนมองทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้พลอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านพ้น ภาพของความอยุติธรรม คราบน้ำตา และความหวาดกลัวในวันที่ตระกูลอคินทร์พยายามทำลายล้างเธอ ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่าเธอยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของชัยชนะด้วยลำแข้งของตัวเองเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาเบาๆ พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดเธอจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งของรวีรวบเอวค
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องเข้าใส่ร่างเพรียวระหงของม่านไหมราวกับพายุฝนดาวตก นักข่าวและแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ตกใจราวกับเห็นผีสาง บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น เพราะการปรากฏตัวของทายาทสาวตระกูลดังที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและสังคมไฮโซในชั่วพริบตาที่โต๊ะประธาน นายใหญ่อคินทร์พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมเข้มที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวระคนกัน เขากัดฟันกรอดจนสันกรามูนนูน ส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดชุดสูทสากลนับสิบคนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาจัดการทันที"จับนังนี่ออกไป! อย่าให้มันมาสร้างความวุ่นวายในงาน!" นายใหญ่อคินทร์ตวาดลั่นด้วยเสียงอันกร้าวร้าว พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของตนเองต่อหน้าธารกำนัลบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะรวบตัวม่านไหมให้ออกไปจากรัศมีสายตาของสื่อมวลชน ทว่าม่านไหมกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนหยัดอ







