Masukเย็นวันนั้น รถยนต์หรูสีดำสนิทเคลื่อนมาจอดนิ่งที่ท่าเรือส่วนตัวใจกลางเมือง ม่านไหมก้าวลงจากรถพร้อมกับน้องไหมที่แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีขาวสวยราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย ซึ่งม่านไหมจำใจต้องสวมใส่ให้ลูกเพราะอคินทร์จัดเตรียมไว้ให้ทั้งหมด
ท่ามกลางแสงสีของเมืองหลวงที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ เรือยอร์ชลำมหึมาที่จอดเทียบท่าอยู่นั้นดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารหรู บนดาดฟ้าเรือที่ประดับประดาด้วยไฟประดับอ่อนๆ มีโต๊ะอาหารที่จัดไว้อย่างวิจิตรบรรจง โดยมีอคินทร์ยืนรออยู่ด้วยชุดสูทลำลองที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่าไว้อย่างเต็มเปี่ยม "ยินดีต้อนรับครับ... ม่านไหม น้องไหม" เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกริบอ่อนแสงลงเมื่อมองไปยังลูกสาวตัวน้อย ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ม่านไหมด้วยความหมายที่เธออ่านไม่ออก ม่านไหมทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เธอพาตัวเองและลูกสาวนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เชฟระดับมิชลินสตาร์เริ่มบรรจงเสิร์ฟอาหารจานหรูทีละจานท่ามกลางเสียงคลื่นกระทบเรือเบาๆ น้องไหมดูจะตื่นเต้นกับทุกอย่างรอบตัว ในขณะที่ม่านไหมกลับรู้สึกอึดอัดจนแทบทานอะไรไม่ลง "คุณพาเรามาที่นี่ทำไม?" ม่านไหมถามขึ้นหลังจากที่น้องไหมเริ่มสนใจกับการวาดรูปในแท็บเล็ตเครื่องใหม่จนไม่ได้ยินบทสนทนาของผู้ใหญ่ อคินทร์จิบไวน์ราคาแพงในแก้วคริสตัลก่อนจะวางลงช้าๆ "ผมแค่ต้องการให้คุณเห็นว่า... โลกที่ผมสามารถมอบให้พวกคุณได้ มันไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในร้านกาแฟแคบๆ หรือชีวิตที่ต้องดิ้นรนไปวันๆ" "ชีวิตที่ฉันดิ้นรน... มันคือความภาคภูมิใจค่ะ" ม่านไหมสวนกลับทันควัน "คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการสร้างทุกอย่างด้วยมือตัวเองมันมีความหมายแค่ไหน มันไม่ใช่สิ่งที่เงินของคุณจะซื้อได้ด้วยการเหมาจ่ายค่าเช่าตึกหรือส่งคนมาปรับปรุงร้าน!" อคินทร์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นเดินอ้อมมาหยุดยืนข้างๆ เธอ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังข่มอารมณ์บางอย่าง "ม่านไหม... ห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีความสุขเลยสักนาที ถึงผมจะมีเงินทองมากมาย มีอาณาจักรที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ทุกคืนที่ผมหลับตา สิ่งที่ผมเห็นมีเพียงภาพที่คุณอุ้มท้องลูกเดินออกจากบ้านในวันที่ผมไม่มีทางเลือก" ม่านไหมชะงัก เธอไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้จากเขามาก่อน มันไม่ใช่สายตาของผู้ล่าที่ถือไพ่เหนือกว่า แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังแตกสลาย "ถ้าคุณคิดว่าการกลับมาของผมคือการเยาะเย้ยคุณ หรือการใช้เงินฟาดหัว... คุณคิดผิด" อคินทร์เอื้อมมือไปกุมมือเธอที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ "ผมแค่กำลังพยายามหาทางที่จะกลับเข้าไปอยู่ในชีวิตของคุณอีกครั้ง โดยไม่ให้ครอบครัวผมมาพรากคุณไปได้อีก... ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกอย่างที่ผมมี ผมก็ยอม" สัมผัสที่อบอุ่นจากมือของเขาทำเอาหัวใจของม่านไหมเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ กลิ่นกายที่คุ้นเคยยามต้องสายลมทะเลทำให้ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานเริ่มสั่นคลอน ทันใดนั้น เสียงน้องไหมก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดนั้น "แม่คะ! ดูสิคะ ลุงอคินทร์ส่งรูปปลาโลมามาในแท็บเล็ตให้หนูดูด้วย! ลุงบอกว่าถ้าหนูทำคะแนนสอบได้ดี ลุงจะพาไปดูโลมาตัวเป็นๆ ในมหาสมุทรจริงๆ เลยนะแม่!" เสียงหัวเราะใสๆ ของลูกสาวทำให้บรรยากาศที่แสนจะเคร่งเครียดผ่อนคลายลง อคินทร์หันไปยิ้มให้ลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักอย่างปิดไม่มิด ม่านไหมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอเริ่มตระหนักแล้วว่า... สงครามระหว่างเธอกับเขามันไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่มีใครยอมถอย และดูเหมือนว่า 'กามเทพตัวจิ๋ว' จะเลือกข้างที่ทำให้เธอต้องยอมจำนนเสียแล้วแสงแดดอ่อนโยนของช่วงเช้าตรู่ทอดยาวผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งเบาๆ ดังแว่วมาจากภายนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์ของทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ลมเย็นพัดพาเอาความสดชื่นเข้ามาเติมเต็มปอด ม่านไหมในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเนื้อนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงห้องพัก กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอบอวลมาจากมุมห้องครัวด้านหลังนี่คือสัปดาห์ที่สามแล้วที่เธอและรวีเดินทางมาพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกธุรกิจในกรุงเทพฯ ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มช่องว่างที่เคยขาดหายไป หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงและบททดสอบมากมายในอดีต บัดนี้ชีวิตของเธอก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างงดงามเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างคุ้นเคย คางคมเกยลงบนลาดไหล่มนของหญิงสาว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายยามเช้า"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี? ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศกำลังสบายเลยนะ" รวีเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ทำ1ให้ม่านไหมรู้สึกจั๊กจี้จน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานประธานบริหาร กลุ่มบริษัทอคินทร์ทอประกายอบอุ่น อาการตึงเครียดที่เคยเกาะกุมหัวใจของม่านไหมมานานแรมปีถูกแทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างแท้จริง ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศของปารวีถูกเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ปิดฉากเรื่องราวอันมืดมนในอดีตลงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาทมิฬ ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีความแค้นเคืองหลงเหลือให้อีกต่อไปในขณะที่ม่านไหมกำลังจัดการกับงานเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างเพรียวสง่าของเลขาฯ ส่วนตัวจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปิดไม่มิด"ท่านประธานคะ... เอ่อ คือว่ามีแขกมารอพบค่ะ" เลขานุการสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แขก? ฉันไม่ได้มีตารางนัดหมายส่วนตัวช่วงบ่ายนี้นี่คะ ใครกัน?""คือ... คุณแม่ของคุณค่ะ" เลขานุการตอบเสียงเบาคำว่า "แม่" ทำให้บรรยากาศรอบตัวของม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับไหววาระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นในอดีต แต่เป็นความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แสงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนผิวกระจกตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารบนดาดฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเรียบหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ขาวเบาๆ พลางทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับเบื้องหน้าของเธอคือรวี ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองไม่ผูกเนกไทที่ยังคงรักษามาดกุมภาพันธ์ความอบอุ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันที่ม่านไหมประกาศตัวชัดเจนว่าจะยังไม่ขอรับรักและขอเว้นระยะความสัมพันธ์ รวีก็ไม่ได้ถอยห่างหรือแสดงความอึดอัดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับทำตามสัญญาที่จะ "จีบใหม่" ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย คอยดูแลเอาใจใส่ในฐานะเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสนิทที่รู้ใจเธอมากที่สุด"มองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรจะติเรื่องอาหารหรือเปล่าครับ ท่านประธาน?" รวีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ขณะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะม่านไหมหลุดหัวเราะเบาๆ "เปล่าเสียหน่อย ฉันแค่มองว่าคุณนี่แปลกคนดีนะ โดนปฏิเสธคำสารภาพรักไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังดูอารมณ์ดีและขยันมาวนเวียนอยู่ใกล้ฉันได้ทุกวันไ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ สะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมของม่านไหม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารชุดใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานเชิงบวกที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งของหัวใจ ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้เรียบง่ายและราบรื่นเหมือนดั่งงานที่กำลังไปได้สวยเมื่อประตูกลุ่มผู้บริหารปิดลงจนหมด เหลือเพียงเธอกับรวีที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้อง ม่านไหมขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยฉายความมั่นใจเมื่อครู่กลับเจือด้วยความลังเลและร่องรอยความอึดอัดที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบารวีที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะประชุมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เขายังคงจำสัมผัสและคำพูดที่อบอุ่นเมื่อช่วงเช้าได้ดี คิดว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอได้ถูกทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ"เป็นอะไรไปครับม่านไหม ตั้งแต่จบการประชุมแล้ว ดูเธอมีเรื่อง(กังวลในใจ) อะไรอยู่หรือเปล่า" รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา ทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะระเบียงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง ซึ่งเวลานี้ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของม่านไหมบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบและผ่อนคลาย ต่างจากความตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการชำระแค้นเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีมีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายกองโตวางเรียงรายอยู่ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลที่ถูกยึดคืนกลับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้คำสั่งศาลม่านไหมในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทรงอำนาจ เธอยืนมองทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้พลอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านพ้น ภาพของความอยุติธรรม คราบน้ำตา และความหวาดกลัวในวันที่ตระกูลอคินทร์พยายามทำลายล้างเธอ ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่าเธอยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของชัยชนะด้วยลำแข้งของตัวเองเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาเบาๆ พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดเธอจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งของรวีรวบเอวค
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องเข้าใส่ร่างเพรียวระหงของม่านไหมราวกับพายุฝนดาวตก นักข่าวและแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ตกใจราวกับเห็นผีสาง บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น เพราะการปรากฏตัวของทายาทสาวตระกูลดังที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและสังคมไฮโซในชั่วพริบตาที่โต๊ะประธาน นายใหญ่อคินทร์พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมเข้มที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวระคนกัน เขากัดฟันกรอดจนสันกรามูนนูน ส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดชุดสูทสากลนับสิบคนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาจัดการทันที"จับนังนี่ออกไป! อย่าให้มันมาสร้างความวุ่นวายในงาน!" นายใหญ่อคินทร์ตวาดลั่นด้วยเสียงอันกร้าวร้าว พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของตนเองต่อหน้าธารกำนัลบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะรวบตัวม่านไหมให้ออกไปจากรัศมีสายตาของสื่อมวลชน ทว่าม่านไหมกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนหยัดอ







