Mag-log inกฤษตินถอดแว่นสายตาออกช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรงๆ แววตาที่ไร้เลนส์กั้นในยามนี้ดูลุ่มลึกและคุกคามจนณิชารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่
“โลกของผมมันกว้างกว่าที่ครูเห็นในห้องเรียนนี้เยอะนะครับ... ผมแค่ทำในสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ เพื่อซื้ออิสระที่จะได้ทำในสิ่งที่ ‘อยากทำ’ มากกว่า...โดยเฉพาะสิ่งที่ผมกำลัง… อยากทำในตอนนี้”
เขาโน้มกายเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ปะทะกับลมหายใจของเธอ
“และครูรู้ไหมครับว่า...สิ่งที่ผมอยากทำที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่การซิ่งรถ หรือการไปชู้ตบาสที่ไหนทั้งนั้น”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทันใดนั้นพื้นที่ห้องเรียนที่เคยดูกว้างขวางกลับดูแคบลงถนัดตา กฤษตินก้าวเข้าหาเธอด้วยท่าทีคุกคามจนณัทณิชาต้องถอยหนีโดยสัญชาตญาณ แต่เพียงไม่กี่ก้าว แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะอย่างเลี่ยงไม่ได้
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาทันที ใช้แขนทั้งสองข้างค้ำโต๊ะกักร่างเล็กไว้ในอ้อมอกอย่างถือดี สายตาเขาเหลือบมองไปที่โทรศัพท์เครื่องเก่าหน้าจอแตกยับเยินของเธอที่วางอยู่ข้างๆ เขาอยากจะถามเรื่องเครื่องใหม่ที่เขาให้ไป... แต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีสั่งให้เขาเมินเฉยมันไปก่อน
“ครูคงมองว่าผมเป็นแค่เด็กมีปัญหาใช่ไหมล่ะครับ? แต่รู้ไหม... ปัญหาเดียวที่ผมแก้ไม่ตกก็คือ..จะทำยังไงให้ครูเลิกมองผมด้วยสายตาแบบ 'ครูมองศิษย์' เสียที เพราะความคิดของผมมันเดินไปไกลกว่ากฎเกณฑ์ตื้นๆ ที่ครูสอนในห้องตั้งเยอะ”
“ครูรู้ค่ะ... ว่าเธอฉลาด”
ณิชาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แม้จะเริ่มรู้สึกหายใจติดขัด
“แต่ที่เธอทำตัวร้าย ก็เพื่อให้คนเลิกคาดหวัง... ลึก ๆ แล้วเธอก็แค่กลัวความล้มเหลว เธอถึงต้องมานั่งเคี่ยวเข็ญตัวเองลำพังแบบนี้ใช่ไหม?”
กฤษตินนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง แววตาที่เคยราบเรียบพลันสั้นไหวด้วยความโกรธระคนแปลกใจที่ถูก ‘มองออก’ อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาแค่นหัวเราะในลำคอแต่แฝงไปด้วยความร้าวราน
“วิเคราะห์ได้เก่งนี่ครับ... แต่การต้องทำตามความคาดหวังโง่ ๆ ของคนอื่นตลอดเวลา ครูคิดว่าผมควรรู้สึกยังไง? ในเมื่อไม่มีใครเคยถามสักคำว่าผมอยากเป็นอะไร หรือต้องการอะไรจริง ๆ”
เขาก้มลงต่ำจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน แววตาคู่นั้นจดจ้องด้วยความท้าทาย
“เธอลองมองในมุมของคนอื่นดูบ้างก็ได้นี่... บางทีพวกเขาอาจจะหวังดีกับเธอนะ”
ณิชาเอ่ยด้วยความหวังดีแต่กลับยิ่งจุดชนวนโทสะของอีกฝ่าย
“หวังดีเหรอ?”
กฤษตินหัวเราะเสียงแหบพร่า
“เพื่อ ‘ควบคุมทุกอย่าง’ ต่างหาก...”
“เธอรู้ไหม ชีวิตเธอน่ะมีแต่คนอิจฉานะ”
ณิชาเอ่ยเสียงเรียบพยายามดึงสติเขา
“อิจฉาเหรอ? ครูรู้ไหมว่าในห้อง 6/1 มีคนที่บ้านรวยและเก่งกว่าผมอีกตั้งเยอะ แต่กลับไม่มีใครถูกจับตามองเท่าผมเลย”
เขาเอ่ยอย่างระอาและเบื่อหน่าย
“นั่นก็เพราะเธอไม่เคยทำใครผิดหวังยังไงล่ะ!”
ณิชามองลึกลงไปในดวงตาที่ว้าวุ่นของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่บาดลึก
“เพราะเธอไม่เคยยอมให้ใครผิดหวัง... แต่เธอกลับยอมให้ตัวเอง ‘ผิดหวัง’ อยู่ทุกวัน ถึงเธอจะพยายามแหกทุกกฎเกณฑ์เพื่อให้คนที่คาดหวังในตัวเธอ..ฟังเธอบ้าง แต่สุดท้ายเธอก็ยังเลือก..ที่จะทำตามความคาดหวังของทุกคนอยู่ดี... จริงๆ แล้ว ถึงเธอจะพยายามทำตัวร้ายแค่ไหน แต่เธอก็รู้ตัวดีว่าเธอไม่ใช่คนเลว... ใช่ไหมกฤษติน?”
กฤษตินนิ่งงันไปครู่ใหญ่ สายตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงจนสังเกตได้ชัด ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากหน้ากากออกต่อหน้าคนคนเดียวที่เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ทำให้ลมหายใจของเขาเริ่มสะดุด
ณิชาคือคนแรกที่มองทะลุคำลวงอัจฉริยะ เข้าไปเห็น ‘ความเหนื่อยล้า’ ที่เขาแบกไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนาน และวินาทีนั้นเอง... กำแพงที่เขาสร้างมาเพื่อปกป้องตัวเองก็พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เพียงเพราะคำพูดนุ่ม ๆ ที่เข้าใจเขามากกว่าใครในโลก
“ครูพูดเหมือนรู้จักผมดีจังเลยนะครับ...”
เขาก้าวเข้าหาจนไออุ่นจากร่างกายแผ่ซ่านถึงตัวเธอ
“รู้ดีจนผมอยากจะ ‘พิสูจน์’ ให้เห็นว่าสิ่งที่ครูคิดน่ะ... มันถูกแค่ครึ่งเดียว”
กฤษตินโน้มตัวลงต่ำจนลมหายใจร้อนผ่าวรินรดผิวแก้ม
“ผู้หญิงที่ผมเจอมา... ไม่มีใครสนใจหรอกว่าผมต้องแบกภาระอะไรไว้บ้าง พวกเธอสนใจแค่ว่าคืนนี้ผมจะพาไปจบลงที่ไหน... แต่ครูกลับเห็นสิ่งที่ผม..ซ่อนไว้”
เขายกยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตาม
“ครูคิดจริง ๆ เหรอครับ... ว่าผมจะปล่อยให้คนที่ ‘รู้ทัน’ ผม เดินออกจากห้องนี้ไปเฉย ๆ?”
เขากวาดสายตามองสำรวจเธออย่างจาบจ้วง ตั้งแต่ดวงตาที่สั่นไหวไล่ลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบาง เจตนาที่เปิดเผยผ่านแววตาคู่นั้นอุกอาจเสียจนณัทณิชาแทบจะลืมวิธีหายใจ
“ครูเป็นครูของเธอนะ..กรุณาสำรวมด้วย.!”
เธอพยายามใช้สถานะเป็นโล่กำบังด่านสุดท้าย ทว่ากลับถูกสายตาคมกริบที่ตรึงไว้ตรงริมฝีปากสะกดจนคำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ
“ครูรู้ไหมว่ายิ่งครูพยายามจะคุมเกม หรือพยายามถอยห่างเท่าไหร่... มันยิ่งทำให้ผมอยาก ‘รุก’ ให้หนักกว่าเดิม”
กฤษตินโน้มตัวกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนผิวจนเธอสั่นไปทั้งตัว
“ผมรู้ว่าครูไม่ได้มองผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่งหรอก... เพราะถ้าครูมองแบบนั้น หัวใจครูคง..ไม่เต้นแรงจนผมสัมผัสได้ขนาดนี้”
“เธอมันก็แค่เด็กแก่แดดและหลงตัวเองเท่านั้นแหละ... อย่าพูดแบบนี้อีกนะกฤษติน”
ณิชาประท้วงเสียงสั่น แต่เรี่ยวแรงกลับหดหายจนหมด คล้ายร่างกายจะละลายไปกับมวลความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“นั่นแหละครับที่น่าสนใจ...”
กฤษตินโน้มใบหน้าลงมาหาจนกลิ่นน้ำหอมเย็นจัดปะทะจมูก แววตาจ้องที่ริมฝีปากบางอย่างไม่ปิดบัง
“ครูเป็นคนแรกนะ..ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการมาโรงเรียนเฮงซวยนี่..มันไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด... ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่เดือนผมก็จะจบจากที่นี่อยู่แล้ว”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเสียงที่ฟังดูอันตรายแต่
กลับทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจ สายตามุ่งมั่นดุดันราวกับจะกลืน
กินเธอไปทั้งตัว
“คืนนี้ผมนัดรวมตัวแก๊งบิ๊กไบท์เพื่อจะไปซิ่งรถที่ปั้มน้ำมันแถวเกษตร-นวมินทร์ ... ถ้าครูอยากเห็นว่ากฤษตินตอนที่ไม่มี ‘หัวโขน’ นักเรียนน่ะเป็นยังไง... ก็ตามไปดูได้นะครับ”
เขาส่งยิ้มท้าทายอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะผละกายออกช้าๆ อย่างเนิบนาบ มือหนาหยิบสมุดการบ้านที่ทำเสร็จอย่างประณีตวางลงบนโต๊ะ ราวกับจะย้ำเตือนว่าเขาทำตามกติกาของเธอจบสิ้นแล้ว... และต่อจากนี้ คือตาที่เธอต้องเดินตามกติกาของเขาบ้าง
ณิชายืนนิ่งงันมองเงาของกฤษตินที่ลับหายไป สมองของเธอกำลังตะโกนด่าทอความหวั่นไหวที่เกิดขึ้น เธอรู้ดีว่ากำลังเดินเข้าหาเหวลึกที่ชื่อว่า ‘ความไม่เหมาะสม’ และหากก้าวพลาด ไม่ใช่แค่หน้าที่การงานที่จะพังทลาย แต่คือเกียรติยศที่เธอสั่งสมมาทั้งชีวิต แต่กฤษตินกลับเป็นเหมือนแรงดึงดูดมหาศาล เขาไม่ได้เข้าหาด้วยความไร้เดียงสาแบบวัยรุ่น แต่เขารุกรานด้วยสายตาของ ‘เจ้าชีวิต’ เขารู้จุดอ่อนของเธอดีพอๆ กับสูตรฟิสิกส์บนกระดาน และเขากำลังใช้ความอ้างว้างในใจตัวเอง... เป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้
“มันผิด... ณิชา มันผิดมหันต์”
เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเบาๆ แต่ยิ่งย้ำเตือนว่าผิด ภาพแววตาอ้างว้างหลังเลนส์แว่นสายตาของเด็กหนุ่มคนนั้นก็ยิ่งชัดเจน แววตาที่โหยหาใครสักคนที่มองเห็นตัวตนจริงๆ ของเขาที่ไม่ใช่แค่ ‘ทายาทมหาเศรษฐี’ ระฆังแห่งศีลธรรมในใจเธอกำลังตีรัวเพื่อเตือนภัย แต่กฤษตินกลับหยิบยื่นกุญแจที่จะไขกรงขังความรู้สึกมาวางไว้ตรงหน้า... และเธอกำลังจะพ่ายแพ้ต่อมันอย่างหมดรูป
เต้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว “โห... พวกมึงทำอะไรกันวะเนี่ย” สายตาเขากวาดมองขวดเหล้าที่เกลื่อนพื้น ควันบุหรี่ที่ยังลอยอ้อยอิ่ง และกฤษตินที่นั่งกองอยู่มุมห้อง “บรรยากาศอย่างกับงานศพ” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยใจ “มึงเลิกทำตัวโง่ ๆ ได้แล้วกฤษ..คนอย่างมึงเนี่ยนะ... จะมานั่งกอดขวดเหล้าเหมือนคนหมดอนาคต” “แม่งน่าขยะแขยงชิบหาย” กฤษตินไม่ตอบเขาเพียงยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นบาสถอนหายใจ ก่อนนั่งยองลงตรงหน้าเพื่อน “เฮ้ย... ไอ้คุณกฤษ” น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่จริงจังกว่าเดิม “มึงมีดีตั้งเยอะ..ทั้งเรียนเก่ง ทั้งกีฬาเด่น อนาคตแม่งเปิดรอมึงอยู่ทั้งแถบ..แล้วมึงจะมานั่งพังเพราะผู้หญิงคนเดียวจริง ๆ เหรอวะ” เขาหัวเราะในลำคอพลางยิ้มเยาะ “อกหักครั้งแรกหรือไง ไอ้สัส” เต้เดินเข้ามาสมทบ ยืนกอดอกมองเพื่อนนิ่ง ๆ “อายุแค่สิบแปดเองนะเว้ย..มึงยังเหลือเวลาอีกเป็นสิบ ๆ ปี..จะนั่งทำหน้าเหมือนชีวิตจบแล้วทำ
บาสผลักประตูห้องเข้าไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดังปังกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์อันเข้มข้นปะทะเข้าที่ใบหน้าทันที จนเขาต้องขมวดคิ้วแน่น “ไอ้สัส... มึงสองคนทำเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย? ห้องแม่งเหมือนบาร์เถื่อนมากกว่าห้องคนอยู่แล้ว” ภีมยืนพิงขอบหน้าต่าง สูบบุหรี่มวนใหม่ด้วยสีหน้าอ่อนล้าราวกับหมดแรงจะห้ามใครอีก “กูเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว มันก็ยังไม่ยอมดับบุหรี่สักที” เขาพ่นควันออกช้า ๆ ก่อนส่ายหน้า “กูพูดจนปากจะฉีกแล้ว มันไม่ฟัง” บาสหันไปมองมุมห้องทันทีกฤษตินนั่งกองอยู่กับพื้น หลังพิงผนังอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ขวดเหล้าวางกระจัดกระจายรอบตัว มือข้างหนึ่งยังคีบบุหรี่ที่ควันลอยกรุ่นไม่ขาดสาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยดึงดูดทุกสายตา บัดนี้กลับหม่นซีดและอิดโรยราวกับถูกชีวิตสูบวิญญาณออกไปจนแทบไม่เหลือ “กฤษ!” บาสเดินตรงเข้าไป เตะขวดเหล้าที่ขวางทางจนกลิ้งกระแทกกำแพง ก่อนคว้าคอเสื้อเพื่อนกระชากขึ้นมากระแทกกับผนังเต็มแรง ตุ้ม! “เรื่องที่สนามวันนั้น มึงยอมรับผิดคนเดียวทำไมวะ!” เขาตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่าง
ณ ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน หลังจาก ผอ.เกรียงศักดิ์รับชมคลิปการแข่งขันนัดสำคัญจนจบ เขาได้แต่ทอดถอนหายใจยาว แววตาครุ่นคิดสะท้อนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ปล่อยสายตาออกไปไกลราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ไม่นานนัก รอง ผอ.ก็เคาะประตูเบา ๆ ก่อนก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมรายงานเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในสนาม “ผมเห็นคลิปนั่นแล้ว ท่านรอง...” ผอ. เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่น “ค่ะ... ตอนนี้ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันเชิญท่าน ผอ. ไปร่วมหารือที่ริมสนามบาสด่วนเลยค่ะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว” “เชิญทุกคนมาคุยกันที่ห้องประชุมเล็กข้างห้องผมเถอะ” เขาตอบอย่างสุขุม “ให้ทุกคนได้นั่งในห้องแอร์เย็น ๆ จิบน้ำเย็นสักแก้ว อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นจะได้คลายลงบ้าง แล้วค่อยพูดคุยกัน..ไปเชิญพวกเขามาที่นี่เถอะ” “ได้ค่ะ...” รอง ผอ.รับคำ ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่ท่าน ผอ. คะ... เหตุการ
ในที่สุด วันแห่งการตัดสินที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง... การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีนัดสำคัญเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม เต้ ยืนเบียดเสียดอยู่บนอัฒจันทร์พลางตะโกนเชียร์เพื่อนทั้งสามอย่างสุดกำลัง แม้เขาจะถนัดฟุตบอลมากกว่า แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงมวลความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางเกมที่เดือดพล่านราวกับสงครามกลางสนามไม้ปาร์เกต์ ทีมของกฤษตินที่ใครต่อใครต่างยกให้เป็นต่อ กลับตกเป็นรองอย่างน่าใจหาย ทุกย่างก้าวของพวกเขามันดูติดขัดและเต็มไปด้วยความผิดพลาด โดยเฉพาะกัปตันทีมตัวจริงอย่างกฤษติน... เขาวิ่งไปตามสนามราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิต แววตาว่างเปล่าและปฏิกิริยาที่เชื่องช้าทำให้เขาเล่นผิดฟอร์มไปอย่างกู่ไม่กลับ จนบาสต้องกัดฟันแบกรับภาระคุมเกมแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ บาสพยายามตะโกนสั่งการ แต่ดูเหมือนความพ่ายแพ้กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทีมของพวกเขา... เพียงเพราะหัวใจของกัปตันทีมคนสำคัญไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไปแล้ว เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดังสนั่นพอๆ กับเสียงเชียร์ที่กระหึ่มยิมเนเซียม แต้มเบียดกันชนิดหายใจรดต้นคอ กฤษตินถูกประกบติดจนขยับไม่
"เขาทำเพื่อมึงนะเว้ย... ถ้าเรื่องไม่จบแบบนี้ มึงจะเอาหน้าที่ไหนไปเรียนต่อ" กฤษตินกระแทกขวดเหล้าลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น "กูไม่เคยขอ! กูยอมแลกทุกอย่าง ยอมทิ้งอนาคต ยอมถูกประณาม แค่ให้มีเขาอยู่ข้างๆ... แต่เขากลับเลือก 'อนาคต' ของกู มากกว่า 'ตัวกู' ...มึงว่ามันตลกไหมล่ะ สุดท้ายกูก็เป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่ง..ที่ถูกผู้ใหญ่ปั่นหัวเล่นจนพังไม่เป็นท่า" “กฤษ… มึงเมามากแล้ว นอนเถอะ พรุ่งนี้มีแข่งบาส มึงรู้ใช่ไหม…” ภีมกดเสียงให้ต่ำ แต่แฝงแรงกดเอาไว้แน่น เขามองเพื่อนตรงหน้าตาแดงก่ำ เหม่อลอย เหมือนคนที่ไม่ได้หลับมาหลายคืน กฤษตินไม่ตอบ คว้าขวดเหล้าขึ้นมาดิ่งยาวอีกอึก “กูไม่ได้เมา…” เขาหัวเราะแห้ง เสียงพร่าเหมือนแตกเป็นเสี่ยง “กูแค่เพิ่งตื่น…ตื่นมาเห็นว่าโลกนี้แม่ง ไม่มีที่ให้ความรักปัญญาอ่อนของกูเลย” ภีมขยับเข้าใกล้ขึ้น “กฤษ..พอเหอะ” “พรุ่งนี้แข่งบาสใช่ไหม?” กฤษตินแทรกขึ้นทันที ดวงตาวาววับแบบอันตราย “เออ… กูจะเล่นให้แม่งพังกันไปข้างหนึ่งเลย” ปึ้ก!.. ภีมกระชากขวดออกจากมือเ
บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนสนิทเงียบจนน่าอึดอัด ภาพหลุดพวกนั้นเหมือนระเบิดที่โยนลงมากลางวง ทุกคนเห็นพยานหลักฐานคาตา แต่กลับไม่มีใครกล้าอ้าปากถาม... เพราะภาพกฤษตินที่เหมือนคนตายทั้งเป็นมันค้ำคอทุกคนอยู่ “มันไม่ได้นอนมาสามวันแล้วนะบาส…” เสียงของภีมดังลอดปลายสายมาเบา ๆ แต่หนักอึ้งจนปลายประโยคเหมือนจะหายไปในลมหายใจ บาสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว มือยกขึ้นกดขมับเหมือนพยายามเรียบเรียงความคิด “ตอนนี้มันอยู่ไหน…” “ยังวนหาอยู่…ที่เดิม ๆ นั่นแหละ” ภีมตอบ “ขอบตาแดง กูว่าแทบไม่รู้แล้วว่ากำลังขับรถไปไหน แค่ขับ…แล้วก็หาไปเรื่อย” ปลายสายเงียบไปอึดใจ เหมือนทั้งคู่ต่างเห็นภาพเดียวกันกฤษตินในสภาพที่ใกล้จะพังเต็มที “ปล่อยมันเถอะ…” บาสพูด เสียงแผ่วลงแต่หนักแน่น “ให้มันหาจนพอใจ ถ้ามันไม่เห็นกับตาว่าทุกที่มันว่างเปล่า…มันไม่ยอมหยุดหรอก” ภีมเม้มปากแน่น มองไปยังร่างสูงที่นั่งเหม่ออยู่หลังพวงมาลัย ดวงตาแดงก่ำเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน “เออ…แต่กูกลัวมันพังเร็วกว่านั้นว่ะ” บา
ณิชา หรือ ณัทณิชา วุฒิไพศาล บัณฑิตป้ายแดงจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง เธอคือผลิตผลที่งดงามซึ่งเติบโตมาท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในแถบภาคตะวันออก ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของสวนผลไม้ผืนใหญ่ที่มีทุเรียนพันธุ์ดีเป็นหัวใจหลัก แม้จะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่ขุมทรัพย์สีทองจากผืนดิน
เช้าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเพียงอีกวันที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกสำหรับกฤษติน เขายืนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เนิ่นนานกว่าที่ควร มือขยับปมเนกไทบนชุดนักเรียนสีขาวเรียบกริบอย่างเชื่องช้า สายตาว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิตสำหรับสายตาคนนอก เขาคือ “เจ้าชาย” ผู้เพียบพร้อมไร้ที่ติ แต่สำหรับ
ในรั้วโรงเรียนชายล้วนเอกชนชื่อดัง กฤษติน วรโชติเมธากุล นักเรียน ม.6/1 คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ นิ่ง เฉียบ และเย็นชาจนใคร ๆ ขนานนามว่า “ปีศาจในคราบชุดนักเรียน”ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเชื้อสายไทย–จีน เขาซ่อนรอยร้าวเอาไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ตั้งแต่อายุสิบขวบ วันที่พ่อศัลยแพทย์ชื่อดัง เลือกหย่าร้างและไ







