Masukท้องฟ้ายามค่ำคืนเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงดาบกระทบกัน เมื่อกองทัพของดยุกแห่งแคร์วินบุกเข้ามาโจมตีแคว้นเวสตัน กองทหารของเอเดรียนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อปกป้องปราสาทและประชาชนของพวกเขา เอเดรียนยืนอยู่ท่ามกลางเสียงสู้รบ สวมเกราะดำเงาประกาย ตาสีน้ำเงินของเขาจับจ้องไปที่ศัตรูด้วยความโกรธแค้น
“พวกมันกล้าบุกเข้ามาในดินแดนของข้า ข้าจะทำให้พวกมันเสียใจที่คิดจะทำเช่นนี้” เอเดรียนตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธ ขณะที่เขาออกคำสั่งให้ทหารของเขาโจมตีอย่างไม่ปรานี
ทหารของแคว้นเวสตันลงมืออย่างโหดเหี้ยมตามคำสั่งของเอเดรียน พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ศัตรูที่พ่ายแพ้ถูกประหารทันทีหรือถูกจับเป็นเชลยเพื่อถูกทรมานในภายหลัง เพื่อให้เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่คิดจะท้าทายอำนาจของเขา
มินตรา ซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากระเบียงของปราสาท รู้สึกใจสั่นและรู้ว่าถ้าเธอไม่แทรกแซง ความรุนแรงครั้งนี้จะทวีความร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก เธอรีบวิ่งลงบันไดไปยังลานประลองที่เอเดรียนยืนอยู่ท่ามกลางศพและทหารบาดเจ็บ
มินตราวิ่งมาถึงและเห็นเอเดรียนสั่งให้ทหารทำการประหารเชลยศึกอีกกลุ่ม เธอรีบเข้าไปห้ามโดยยกมือขึ้น
“ท่านเอเดรียน หยุดก่อน”
เอเดรียนหันมามองเธอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและความเย็นชา “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เจ้าคิดจะหยุดข้าอีกครั้งหรือ”
มินตราพยายามรวบรวมความกล้าและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ พวกเขาเป็นเพียงทหารที่ทำตามคำสั่ง พวกเขามิได้เป็นศัตรูตัวจริงของท่าน การประหารพวกเขาไม่ใช่คำตอบ ท่านควรให้โอกาสพวกเขากลับไปหาครอบครัวหรือยอมสาบานว่าจะไม่กลับมาท้าทายท่านอีก”
เอเดรียนจ้องเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและไม่เชื่อใจ “เจ้าช่างอ่อนแอจริง ๆ มินตรา เจ้าคิดว่าคำพูดอ่อนโยนจะหยุดยั้งพวกศัตรูของข้าได้หรือ พวกมันจะกลับมาอีกหากเราไม่กำจัดมันให้หมด ข้าจะไม่เสี่ยงกับสิ่งที่ข้าได้สร้างขึ้นมา”
มินตราส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ขอให้ท่านอ่อนแอ แต่ข้าขอให้ท่านพิจารณาถึงทางเลือกอื่นที่อาจทำให้แคว้นนี้แข็งแกร่งขึ้นได้ ท่านสามารถแสดงความกรุณาและความยุติธรรมได้ เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าท่านไม่ใช่ผู้นำที่ใช้เพียงความโหดร้ายในการปกครอง”
เอเดรียนหรี่ตามองเธอ “ข้าไม่มีเวลาสำหรับความอ่อนโยน ข้าต้องการปกป้องสิ่งที่ข้ารัก และข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันปลอดภัย”
มินตรารู้ว่าเธอต้องใช้คำพูดที่โน้มน้าวใจมากกว่านี้เพื่อทำให้เอเดรียนหยุดการสั่งประหาร เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ท่านสามารถใช้เชลยเหล่านี้เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าท่านเป็นผู้นำที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความเมตตา การให้โอกาสพวกเขากลับไปยังบ้านเกิดด้วยเงื่อนไขว่าจะไม่โจมตีแคว้นเวสตันอีก จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความกรุณาและมีแนวโน้มที่จะยึดมั่นในคำสัญญา”
เอเดรียนยังคงยืนกราน “และถ้าพวกมันกลับมาทำลายเราภายหลังล่ะ ข้าจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เจ้าพร้อมจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่”
มินตรายิ้มเล็กน้อย “ถ้าพวกเขากลับมาโจมตี ข้าจะยอมรับความผิดนั้นและช่วยท่านปกป้องแคว้นนี้ แต่ข้าเชื่อว่าท่านสามารถใช้วิธีที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ ท่านสามารถเป็นผู้นำที่ทุกคนเคารพรักและยำเกรง ไม่ใช่แค่กลัว”
เอเดรียนฟังคำพูดของเธออย่างเงียบ ๆ และเริ่มไตร่ตรอง เขารู้ว่าความโหดร้ายและการใช้กำลังเท่านั้นไม่ได้ทำให้แคว้นแข็งแกร่งในระยะยาว แต่เขายังไม่อยากยอมรับว่ามินตราอาจพูดถูก
“ข้าจะลองให้โอกาสเจ้าดู” เขาพูดในที่สุด
“แต่จำไว้ว่า ถ้ามันกลับกลายเป็นความผิดพลาด ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแทรกแซงการตัดสินใจของข้าอีก”
เอเดรียนสั่งให้ทหารปล่อยเชลยและให้พวกเขากลับไปบ้านเกิดพร้อมกับสาบานว่าจะไม่โจมตีแคว้นเวสตันอีก การกระทำนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งทหารของเขาและศัตรู มันแสดงถึงความแข็งแกร่งที่มาพร้อมกับความเมตตา ซึ่งสร้างความเคารพให้กับทั้งสองฝ่าย
หลังจากนั้น เอเดรียนหันไปหามินตรา “เจ้าทำให้ข้าเห็นบางสิ่งที่ข้าไม่เคยคิดถึงมาก่อน แต่จำไว้ว่า ข้ายังไม่เชื่อว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยความเมตตา เจ้าต้องทำให้ข้าเห็นอีกมากกว่านี้”
มินตราพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ข้ายินดีที่ท่านให้โอกาส และข้าจะทำให้ท่านเห็นว่าความเมตตาและความแข็งแกร่งสามารถเดินไปด้วยกันได้”
หลังจากที่เอเดรียนยอมให้เชลยศึกกลับบ้านเกิดด้วยความหวังว่าจะไม่กลับมาเป็นศัตรูอีก การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ทั้งทหารของเขาและขุนนางในแคว้นเวสตันต่างรู้สึกประหลาดใจ หลายคนเริ่มมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในตัวเอเดรียน บางคนเริ่มสงสัยในความเป็นผู้นำของเขา บางคนกลับมองว่าการแสดงออกถึงความเมตตานี้เป็นสัญญาณของความเข้มแข็งที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน เอเดรียนเองก็กำลังทบทวนผลลัพธ์ของการตัดสินใจของเขา แม้ว่าจะยังคงระแวดระวัง แต่เขาก็เริ่มเห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงทุกครั้ง
หลังการต่อสู้ผ่านไปสองสัปดาห์ เอเดรียนนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา จ้องมองแผนที่ที่แสดงเขตแดนของแคว้นเวสตันและแคว้นอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เขาเห็นว่ามีขุนนางบางคนเริ่มเคลื่อนไหวแปลก ๆ หลังจากการตัดสินใจล่าสุดของเขา
มินตราเดินเข้ามาในห้องโดยไม่เคาะประตู เธอมาพร้อมกับข่าวดีจากพื้นที่รอบนอก
“ท่านเอเดรียน ข้ามีข่าวดีค่ะ” มินตราพูดด้วยรอยยิ้มอ่อน
“เชลยศึกที่ท่านปล่อยกลับไป ได้ส่งข่าวมาว่าพวกเขายินดีที่จะทำสัญญาไม่โจมตีแคว้นเวสตันอีกและขอเป็นพันธมิตรแทนการเป็นศัตรู”
เอเดรียนเงยหน้ามองเธอ ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดลึกซึ้ง “และเจ้าคิดว่าข้าควรเชื่อพวกมันงั้นหรือ อาจจะเป็นกับดักที่พวกมันวางไว้เพื่อทำให้ข้าอ่อนแอ”
มินตราพยิ้มอย่างมั่นใจ “ข้าเชื่อว่าพวกเขาพูดความจริงค่ะ เพราะการได้เห็นความเมตตาและความยุติธรรมของท่านทำให้พวกเขารู้สึกว่าแคว้นของท่านไม่ได้เป็นศัตรูที่ไม่อาจไว้ใจได้”
เอเดรียนพิจารณาคำพูดของเธอและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้ารู้ว่ามันมีประโยชน์ที่จะทำให้ศัตรูกลายเป็นพันธมิตร แต่ข้าก็ยังไม่ไว้ใจพวกมัน ข้าจะต้องทดสอบความภักดีของพวกมันอีกครั้ง”
เพื่อทดสอบความจริงใจของอดีตศัตรู เอเดรียนสั่งให้ส่งข้อความถึงเชลยศึกที่ถูกปล่อยกลับไป เพื่อเสนอให้พวกเขาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้าและส่งกองกำลังมาช่วยเหลือแคว้นเวสตันในการป้องกันการโจมตีจากแคว้นอื่น ข้อเสนอนี้เป็นการทดสอบว่าพวกเขายินดีจะร่วมมืออย่างแท้จริงหรือไม่
ไม่กี่วันต่อมา ข่าวดีมาถึงเมื่อกองกำลังจากอดีตศัตรูมาถึงพร้อมกับเสบียงและทหารที่เตรียมพร้อมจะช่วยเหลือ มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพวกเขาเต็มใจทำงานร่วมกัน
มินตรายิ้มอย่างยินดีเมื่อได้ยินข่าวนี้ “เห็นไหมคะท่านเอเดรียน ความเมตตาสามารถสร้างความร่วมมือได้”
เอเดรียนพยักหน้าเบา ๆ “ครั้งนี้มันได้ผล แต่ข้ายังคงเชื่อว่าความเมตตาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ข้าจะใช้ทั้งความเข้มแข็งและความเมตตาเพื่อรักษาแคว้นของข้า”
ขณะที่ดูเหมือนว่าแคว้นเวสตันจะได้รับผลประโยชน์จากการตัดสินใจใหม่ของเอเดรียน ขุนนางบางคนภายในแคว้นเริ่มไม่พอใจ พวกเขาเห็นว่าการใช้วิธีที่นุ่มนวลอาจทำให้แคว้นตกอยู่ในความเสี่ยง พวกเขาเริ่มรวมตัวกันและวางแผนเพื่อดึงเอเดรียนกลับไปสู่เส้นทางแห่งความโหดร้ายเดิม
ขุนนางกลุ่มนี้ทำการยั่วยุด้วยการก่อกบฏเล็ก ๆ ในเขตชายแดนของแคว้นและส่งข่าวลือว่าอดีตศัตรูกำลังสมคบคิดจะโจมตีอีกครั้ง สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น ทหารบางคนก็เริ่มสงสัยและวิตกกังวล
มินตราเห็นถึงความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวขึ้น เธอรู้ว่าเอเดรียนอาจถูกดึงกลับไปสู่เส้นทางที่รุนแรงอีกครั้งหากเขาไม่เห็นภาพรวมที่แท้จริง
“ท่านเอเดรียน ข้าคิดว่าท่านควรตรวจสอบข่าวลือนี้ให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ” มินตรากล่าว
“ข้าเชื่อว่ามันอาจเป็นแผนการของบางคนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงของท่าน”
เอเดรียนหรี่ตามองเธอ “เจ้าคิดว่าข้าควรปล่อยให้พวกมันทำตามแผนนี้ต่อไปหรือ ถ้ามันเป็นการสมคบคิดจริง ๆ เรากำลังจะพ่ายแพ้”
มินตราพูดอย่างหนักแน่น “ข้าคิดว่าท่านควรใช้ความยุติธรรมและสติปัญญาของท่านเพื่อตรวจสอบหาความจริง แทนที่จะตัดสินใจด้วยความโกรธ การให้โอกาสและการค้นหาความจริงสามารถทำให้ท่านพบกับความยุติธรรมที่แท้จริง”
เอเดรียนพิจารณาคำพูดของมินตราและตัดสินใจให้ทหารสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวลือนั้น ขณะเดียวกันก็ใช้การเจรจาและการทูตเพื่อสอบถามอดีตศัตรูที่กลายมาเป็นพันธมิตรใหม่ ในที่สุด เขาพบว่าข่าวลือนั้นถูกปล่อยโดยขุนนางกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสร้างความวุ่นวายเพื่อดึงเอเดรียนกลับไปใช้วิธีการรุนแรง
เอเดรียนจัดการกับขุนนางกลุ่มนั้นด้วยการขับไล่ออกจากแคว้นและริบทรัพย์สินของพวกเขา เป็นการแสดงออกว่าเขาจะไม่ยอมให้การกบฏภายในทำลายความก้าวหน้าที่เขาและมินตราพยายามสร้างขึ้น
“เจ้าพูดถูก มินตรา” เอเดรียนกล่าวหลังจากที่ทุกอย่างจบลง
“ข้าเริ่มเห็นแล้วว่าการใช้ความยุติธรรมและความเมตตาไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอเสมอไป แต่ข้าจะยังไม่ลืมว่าความเข้มแข็งก็เป็นสิ่งที่สำคัญ”
มินตรายิ้มและตอบ “ข้ายินดีที่ท่านได้เห็นถึงความสำคัญของทั้งสองด้าน ท่านเอเดรียน ข้าเชื่อว่าท่านสามารถเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยการผสมผสานความเข้มแข็งและความยุติธรรมเข้าด้วยกัน”
เอเดรียนพยักหน้า “เราจะได้เห็นกันในครั้งต่อไป ข้าจะดูว่าโลกนี้พร้อมสำหรับวิธีการของเจ้าหรือไม่”
“เจ้าพร้อมที่จะเป็นของข้าเเล้วใช่ไหมมินตรา ถ้าเจ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย”เสียงทุ้มแต่ทว่ากระเส่าของเอเดรียนบอกกับมินตรา บอกกับมินตรา หลังจากนั้นเอเดรียนไม่รอช้า เขารีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากกายแกร่งจนด้วยความรีบเร่งจนตอนนี้เหมือนเขาสั่นเทาไปหมด ชั่วเวลาไม่นานร่างเปลือยเต็มไปด้วยมัดกล้ามสวยงามก็ปรากฏอยู่ตรงหน้ามินตรา กล้ามเนื้อของเอเดรียนมันสวยงามจนเธออดไม่ไหวที่จะยกมือเรียวขึ้นไปลูบไล้ เธอไล่จับตั้งแต่หน้าอกแกร่งเป็นต้นมา ปลายนิ้วเรียวสะกิดเอาปลายยอดอกจนมันแข็งสู้มือ ก่อนที่จะเลื่อนมือลงมาที่ลอนหน้าท้องแน่นของเขา ลามมือจนถึงท้องน้อย ก่อนจะเธอจะพามือเรียวลูบต่ำลงมาที่กลางกายจนมาหยุดอยู่ที่ลำเอ็นใหญ่ยาวของเขา และลูบตามความยาวของมัน“อ๊าาา มินตรา มือของเจ้าร้ายกาจมาก มันนุ่มมาก รู้สึกตัวพอๆกับปากของเจ้าเลย อ๊าาา สาวเร็วๆ มินตรา ซู๊ดดดด สาวเอ็นข้าเร็วๆ มินตรา อูวววว ข้าจะไม่ทน”ร่างสูงล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวใหญ่ ก่อนที่จะยกตัวมินตราขึ้นมานอนทับร่างแกร่งของเขาหันศีรษะไปคนละทาง มินตรายังคงใช้มือสาวท่อนเอ็นแข็งน่าเกรงขามให้กับเขาอยู่ ส่วนสะโพกอวบของเธอต้อนนี้ถูกมือสากที่เกิดจากการจับอาวุธ
“ท่าน.. อึมจ๊วบ จ๊วบ”ปากเรียวของมินตราโดนปิดด้วยปากหยักของเอเดรียน มือหนาประคองใบหน้าสวยของหญิงสาวไว้ ก่อนที่จะมองจุมพิตอันดูดดื่มให้แก่นาง ลิ้นร้อนของดยุกแห่งเวสตันสอดเข้าไปในโพรงปากนุ่มของมินตรา เขาเอาลิ้นไล่ต้อนลิ้นเรียวของเธอให้มาเกี่ยวพันหยอกล้อกับลิ้นสากของเขา โพรงปากนุ่มถูกกวาดต้อนเขาน้ำหวานมาที่เขาจนหมด เมื่อเห็นว่าร่างบางกำลังจะหายใจไม่ทัน ริมฝีปากหยักเอาแต่ใจก็ถอนออก ย้ายไปจุดมุ่งหมายใหม่ ลำคอขาวถูกสููดดมความหอมด้วยจมูกโด่ง ก่อนที่จะเอียงคอให้พื้นที่กับริมฝีปากของเอเดรียนที่ตามขบเม้มคอระหงของมินตรา มือหนาลูบวนอยู่ด้านหน้าตำแหน่งหน้าอกอวบ ก่อนที่จะทำการปลดกระดุมเสื้อของหญิงสาวออกให้สิ่งกีดขวางหลุดพ้นจากเนินอวบสล้าง เต้าอวบปรากฏแก่สายตาคมของเอเดรียนเขายิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะก้มลงชิมปลายยอดอกทันที“หวานมากที่รัก ยอดอกของเจ้าหวานยิ่งนัก จ๊วบ จ๊วบ ข้าชอบมาก จ๊วบ จ๊วบ มันอวบมาก หวานมาก”“เอเดรียน ซี๊ดดด ออยยย ท่านอย่ากัดเอเดรียน ซี๊ดดด อ๊ะ ดูดแรงๆ เอเดรียน อูยยย ดูดเเรงๆ ซี๊ดดด เอเดรียน” ปากนุ่มเอ่ยบอก มือเรียวยกขึ้นกดศีรษะของเอเดรียนไม่ให้ออกจากทรวงอวบของตัวเองเอเดรียนยังคงปลุกคว
หลังจากการเผชิญหน้ากับลอร์ดแวนเดอร์ เอเดรียนเตรียมการตอบโต้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเข้มแข็งของเขาในฐานะผู้นำ แต่ยังเป็นการทดสอบความไว้วางใจในหมู่พันธมิตรและขุนนางของแคว้นเวสตันด้วย หลายวันผ่านไป สายสืบและทหารที่เอเดรียนสั่งการเริ่มรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยของลอร์ดแวนเดอร์มากขึ้น เขาได้พบกับบุคคลลึกลับในป่าลึกนอกเมือง และมีการติดต่อกับพ่อค้าต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับแคว้นเรเวอเรียน เอเดรียนตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะเปิดโปงและจับกุมเขาเพื่อยุติแผนการที่ซ่อนเร้นนี้ ในขณะที่ลอร์ดแวนเดอร์อยู่ในคฤหาสน์ของตน เอเดรียนพร้อมทหารและนายพลที่ได้ล้อมรอบคฤหาสน์ไว้ ก่อนที่ลอร์ดแวนเดอร์จะทันตั้งตัว ทหารของเอเดรียนก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์และจับตัวเขาไว้ได้โดยไม่มีการต่อต้านมากนัก ลอร์ดแวนเดอร์ถูกนำตัวมายังห้องโถงใหญ่ของปราสาทเวสตัน ขณะที่ประชาชน ขุนนาง และพันธมิตรต่างรวมตัวกันเพื่อเฝ้าดูการพิจารณาคดี “ลอร์ดแวนเดอร์ เจ้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว” เอเดรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าเจ้าได้วางแผนกับศัตรูภายนอกเพื่อทำลายแคว้นเวสตัน เจ้าจะสาร
หลังจากการประชุมร่วมกับแคว้นเรเวอเรียนและพันธมิตร เอเดรียนตัดสินใจที่จะเริ่มการสืบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับขุนนางในแคว้นเวสตันที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ เขาเรียกประชุมลับในปราสาทเพื่อรวบรวมข้อมูลและวางแผนการเผชิญหน้ากับศัตรูที่แท้จริงในห้องประชุมลับของปราสาทเวสตัน นายพลและขุนนางที่เอเดรียนไว้ใจได้มารวมตัวกัน มินตราอยู่เคียงข้างเขาเช่นเคย คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนการตัดสินใจเอเดรียนเริ่มพูด “ข้าได้ตัดสินใจว่าเราจำเป็นต้องสืบสวนและจับตาดูขุนนางที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในแคว้น ข้าไม่สามารถปล่อยให้คนที่พยายามทำลายความมั่นคงของเรายังลอยนวลอยู่ได้”นายพลแคสันเห็นด้วย “ข้าคิดว่าเราควรเริ่มจากขุนนางที่เคยมีประวัติก่อกบฏหรือมีความขัดแย้งกับท่านในอดีต พวกเขาอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นอื่นเพื่อทำลายพันธมิตร”มินตราแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงรอบคอบ “และเราควรระวังไม่ให้การสืบสวนนี้สร้างความขัดแย้งภายในมากเกินไป ข้าคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับการหาหลักฐานและเจรจามากกว่าการใช้กำลัง”“เอเดรียน ท่านควรระวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกบฏอาจพยายามใช้ความกลัวและข่าวลือเ
หลังจากที่ลอร์ดเกรย์สันและลอร์ดเฟรเดอริกถูกจับกุมในข้อหากบฏ เอเดรียนจึงตัดสินใจเปิดเผยและจัดการกับการคบคิดภายในแคว้นอย่างเปิดเผย ด้วยการแสดงออกถึงความยุติธรรมและความเข้มแข็ง เขาต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรและประชาชน เพื่อให้เห็นว่าความมั่นคงและสันติภาพที่แท้จริงมาจากการร่วมมือกันในลานกว้างหน้าปราสาทเวสตัน ประชาชนจากทุกมุมของแคว้นมารวมตัวกันเพื่อเฝ้าดูการพิจารณาคดีของลอร์ดเกรย์สันและลอร์ดเฟรเดอริก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความคาดหวัง ขณะที่เอเดรียน มินตรา และขุนนางคนสำคัญยืนอยู่บนแท่นสูงเอเดรียนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พวกเจ้าทุกคนที่มารวมตัวกันที่นี่ในวันนี้ เรามาเพื่อดูความยุติธรรมถูกแสดงออก พวกเจ้ารู้ว่าพวกเราพยายามสร้างพันธมิตรและความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับแคว้นอื่น ๆ แต่ยังมีคนที่พยายามทำลายสิ่งนี้”ลอร์ดเกรย์สันซึ่งถูกล่ามโซ่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาหันมาทางเอเดรียนและพูดเสียงดังด้วยความโกรธ “ข้าเพียงแค่ต้องการปกป้องแคว้นนี้จากการตกไปอยู่ในมือของศัตรู ท่านไม่เห็นหรือว่าแคว้นเหล่านั้นต้องการทำลายเรา”มินตรายืนอยู่ข้างเอเดรียน ก้าวขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงสง
ขณะที่เอเดรียน โทมัสแคว้นแคร์วินและเอลธัสกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการป้องกัน มีสายสืบคนหนึ่งกลับมาพร้อมกับข้อมูลที่สำคัญ เขาเข้ามาในห้องโถงประชุมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด “ท่านเอเดรียน ข้ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มศัตรูที่พยายามเข้ามาขัดขวางการประชุมของเรา” สายสืบกล่าว เอเดรียนพยักหน้า “พูดมา ข้าต้องการรู้ทุกอย่างที่เจ้าค้นพบ” สายสืบเริ่มรายงาน “จากการสืบสวนของข้า เราพบว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการขัดขวางนี้ไม่ใช่แค่แคว้นศัตรูเพียงแคว้นเดียว แต่เป็นการรวมตัวของขุนนางบางกลุ่มที่ไม่พอใจการรวมอำนาจของท่านและไม่ต้องการให้แคว้นต่าง ๆ ร่วมมือกัน ขุนนางกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นศัตรูที่ต้องการสร้างความไม่สงบในภูมิภาคนี้” โทมัสดยุกแห่งแคร์วินขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าศัตรูของเรามีคนอยู่ในแคว้นของท่านด้วยหรือ” เอเดรียนพยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใช่ ข้าไม่แปลกใจเลยที่ยังมีคนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลง ขุนนางกลุ่มนี้เห็นว่าการรวมอำนาจของข้าและการสร้างพันธมิตรใหม่ทำให้พวกเขาสูญเสียอิทธิพล ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาทำลายสิ่งที่ข้าพ
เมื่อการเจรจาผ่านพ้นไปและความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเวสตันและพันธมิตรใหม่เริ่มดีขึ้น เอเดรียนเริ่มมองเห็นศักยภาพของการร่วมมือที่แท้จริง การตัดสินใจที่เปิดใจกว้างขึ้นและการรับฟังคำแนะนำจากมินตราทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการปกครองด้วยความกลัวมาเป็นการปกครองด้วยความเคารพและความยุติธรรมแต่ความสงบสุขที
หลังจากที่เอเดรียนได้เริ่มเปิดใจรับฟังแนวทางใหม่จากมินตรา ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่าความเมตตาและความยุติธรรมสามารถนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจและความภักดีในหมู่พันธมิตรได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะหยุดยั้งแรงกดดันจากฝ่ายขุนนางที่ไม่เห็นด้วย ความขัดแย้งภายในแคว้นเวสตันยั
ในห้องทำงานส่วนตัวของเอเดรียน ผนังห้องปกคลุมไปด้วยแผนที่และเอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและการทหาร ขณะที่เขานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน หยิบเอกสารลับหนึ่งฉบับขึ้นมาอ่าน มินตราเดินเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับเชิญ เธอแอบตามดูพฤติกรรมของเขามาสักพักและรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับการกระทำที่เห็น“ท่านเอเดรียน ข้า
ในฐานะดยุกแห่งเวสตัน เอเดรียนไม่เพียงแค่มีอำนาจในการควบคุมกองทัพ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเมืองและการทูตในราชสำนัก เขามักจะใช้วิธีการที่ชาญฉลาดและบางครั้งก็โหดร้ายในการบรรลุเป้าหมายของเขา ไม่ว่าจะด้วยการหลอกลวง ใช้ประโยชน์จากคนอื่น หรือสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นเพื่อหาทางควบคุมสถานการณ์ และ







