LOGINคืนนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ หลินเสี่ยวเหยาแอบใส่สมุนไพรลงไปในน้ำของตัวเองเล็กน้อย พอผ่านไปสักพักร่างกายเธอก็เริ่มมีอาการมึน ๆ และดูอ่อนแรงขึ้นจริง ๆ
‘แบบนี้ล่ะดี จะได้ดูสมจริง’
หญิงสาวถือถ้วยชามที่กินเสร็จจะไปล้างที่หลังเรือน พอเดินไปได้ครึ่งทางเธอก็แกล้งเซจนชามหลุดมือ ตกลงพื้นแตกกระจาย
เพล้ง!
“โอ๊ย เวียนหัวเหลือเกิน” พูดจบก็ล้มลงกับพื้นแล้วใช้มือค้ำยันพื้นเอาไว้ มืออีกข้างกุมขมับเพื่อแสดงอาการป่วยให้สมจริง
“เป็นอะไรกัน” นางหลี่ถลันเข้ามาดู
“ฉันรู้สึกเวียนหัวค่ะแม่ ตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่หาย เหมือนว่าตอนนี้จะเป็นหนักขึ้น” หลินเสี่ยวเหยาทำเสียงอ่อนแรง จงใจให้ดูเหมือนคนป่วย
“ตายแล้ว อย่าบอกนะว่าเธอจะป่วยหนักน่ะ แค่ข้าวก็แทบไม่มีจะกิน ยังจะต้องมาจ่ายค่าหมออีกเหรอ” นางหลี่โวยลั่น ไม่ได้ห่วงลูกสะใภ้แต่ห่วงเงินที่แอบเก็บไว้
หลินเสี่ยวเหยาลอบกลอกตาและเหยียดยิ้มด้วยความสมเพช
“ต้าซาน ลูกพาเมียลูกไปนอนซะ ก่อนที่เธอจะทำจานแตกอีก” เมื่อเห็นใบหน้าดูซีดเซียวและมีเหงื่อผุดเต็มหน้าผากจึงเข้าใจว่าลูกสะใภ้ป่วยจริง ยอมให้เธอได้พักดีกว่าต้องเสียเงินค่าหมอ
“เฮ้อ! น่ารำคาญจริง ๆ” หลี่ต้าซานบ่น ก่อนจะลากแขนเธอไปนอน
หลินเสี่ยวเหยาหัวเราะในใจ ดี! จะทำตัวเป็นภาระให้เต็มที่ไปเลย
************************
ในตอนวันต่อมา หลินเสี่ยวเหยาตื่นสายกว่าปกติเพื่อตั้งใจให้ดูเหมือนยังไม่หายดี
“อ้าว นี่เธอยังไม่ลุกไปทำอาหารอีกหรือ” นางหลี่ตะโกนใส่ทันทีที่เห็นเธอ
“ฉันยังปวดหัวอยู่เลย แค่เดินก็ยังเซแล้ว” หลินเสี่ยวเหยาจับหัวตัวเอง สีหน้าอ่อนล้า
“โธ่เว้ย! จะป่วยอะไรนักหนา นี่คิดจะอู้ใช่ไหม”
“เปล่านะคะ ฉันก็อยากช่วยอยู่หรอก แต่ร่างกายมันไม่ไหวจริง ๆ” เธอถอนหายใจแล้วหันไปทางสามีที่เพิ่งตื่นแล้วเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ดูหงุดหงิด
“สามี วันนี้คุณช่วยไปตักน้ำแทนฉันได้ไหม?”
“ตักน้ำ!” หลี่ต้าซานทำหน้าตกใจ
“ฉันต้องตักน้ำเองหรือ ปกติงานพวกนี้เป็นของเธอไม่ใช่หรือไง”
“แต่ฉันป่วยอยู่นะ หรือจะให้ฉันฝืนไปแล้วเป็นลมตกบ่อตายไป ใครเล่าจะดูแลแม่กับคุณ”
“จริงของเธอ ถ้าเธอตกบ่อตายไป ฉันก็จะซวยเข้าไปใหญ่นะสิ” เขาพยักหน้าเห็นด้วย หลินเสี่ยวเหยาแอบขำ แค่ขู่นิดหน่อยก็กลัวความลำบากแล้ว น่าสมเพชจริง ๆ
“ก็ได้ ฉันจะไปตักเอง วุ่นวายเสียจริง” สามีไม่ได้เรื่องบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะหยิบถังน้ำเดินออกไป
“เดินระวังนะลูก” นางหลี่มองตามลูกชายด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรีบเข้าครัวไปทำอาหารเช้า ในขณะที่ลูกสะใภ้เดินกลับเข้าห้องไปนอนพักผ่อน
“ทำไม ต้องมาป่วยตอนนี้ด้วย” แม่สามีบ่นตามหลังเสียงดัง หลินเสี่ยวเหยายิ้มมุมปาก เธอจะเป็นตัวภาระให้พวกเขาทนไม่ไหวเอง
หลังจากที่หลี่ต้าซานต้องตักน้ำเองไปไม่กี่วัน ชาวบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นและเริ่มซุบซิบกันถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ภาพของชายหนุ่มที่ไม่เคยหยิบจับงานหนักให้เห็นนั้น ทำให้ทุกคนมองอย่างประหลาดใจ
“ปกติไม่ใช่สะใภ้หลี่ที่ต้องตักน้ำหรือ ทำไมต้าซานทำเองล่ะ”
“ได้ยินว่าภรรยาเขาป่วยนะ น่าสงสารจริง ๆ”
“หรือว่าต้าซานรังแกเมียจนเธอป่วยกันแน่”
“นั่นสิ ฉันได้ยินว่าหลายวันมานี้สะใภ้หลี่ไม่ได้ออกจากบ้านเลย ป้าหยางที่อยู่ข้างบ้านบอกว่าเธอดูซูบลงเยอะเลย ก่อนหน้านี้ก็ทำงานหนักตลอด สกุลหลี่นี่ใช้ลูกสะใภ้อย่างกับทาสเกินไปแล้ว”
เมื่อข่าวเริ่มแพร่กระจาย หลี่ต้าซานก็เริ่มรู้สึกอึดอัด เพราะพอเดินไปทางไหนก็เจอแต่คนมองแปลก ๆ เขาตักน้ำแทนภรรยาที่ล้มป่วยควรถูกมองว่าเป็นสามีที่ดีไม่ใช่หรือ
‘บ้าจริง! ทำไมถึงถูกมองเป็นคนเลวไปได้ล่ะ’
เขากลับบ้านมาด้วยความหงุดหงิดแล้วโวยใส่หลินเสี่ยวเหยาทันที
“นี่เธอไปพูดอะไรกับชาวบ้านกันแน่ ทำไมฉันถึงถูกมองว่าเป็นสามีที่แย่แบบนี้”
“ฉันเปล่านะคะ” หลินเสี่ยวเหยาทำหน้าซื่อ
“ฉันไม่สบาย ก็แค่พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ”
“งั้นทำไมพวกเพื่อนบ้านถึงพูดกันแบบนี้”
“พูดอะไรหรือ”
“ก็พูดว่า... บ้านเราใช้งานเธอจนล้มป่วยนะสิ” พูดจบก็นั่งกระแทกก้นลงด้วยความโมโห
“บางที อาจเป็นเพราะแม่ไปบ่นให้เพื่อนบ้านฟังหรือไม่ ว่าฉันล้มป่วยจนสามีต้องลำบาก แม่คงสงสารคุณแล้วบ่นให้ฉัน ชาวบ้านจึงเอาไปพูดต่อ ๆ กันหรือไม่ อย่าลืมสิเวลาที่คุณและแม่ต่อว่าฉัน เสียงดังทะลุกำแพงไปจนถึงบ้านป้าหยาง” เธอยิ้มบาง ๆ แล้วจิบน้ำชาอุ่น ๆ ทำทีเหมือนว่าคอแห้ง
“ให้ตายเถอะ! นี่ฉันต้องทนอยู่กับเรื่องพวกนี้ไปอีกนานแค่ไหน” หลี่ต้าซานยิ่งบันดาลโทสะ แม้ไม่เมาแต่ก็อยากลงมือตบตีสั่งสอนภรรยา หากแต่ทำเช่นนั้นแล้วก็เกรงว่าจะมีคนรู้เห็นแล้วเอาไปพูดในทางไม่ดีมากขึ้น
“เอาเถอะ พรุ่งนี้ฉันก็คงจะดีขึ้นแล้ว ทำงานบ้านอย่างอื่นก็พอไหว ส่วนเรื่องตักน้ำคุณก็ช่วยฉันไปก่อน อย่าไปสนคำพูดชาวบ้านเลย จะทำก็ถูกนินทาว่าทำเพราะใช้งานหนักจนภรรยาล้มป่วย ไม่ทำก็ถูกนินทาว่าปล่อยให้ภรรยาที่ป่วยตักน้ำเอง คุณอย่าคิดมากเลยนะ”
“หลายวันมานี้เธอชักจะพูดมากเกินไปแล้ว อย่าให้ฉันรู้นะว่าเธอวางแผนจะทำอะไร รู้ใช่ไหมว่าเวลาฉันโมโหแล้วจะเกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
‘เก่งแต่กับผู้หญิง เวลาอยู่กับแม่อย่างกับลูกแหง่ ไอ้เลวเอ๊ย!’
“ฉันไม่กล้า คุณก็รู้” เธอพูดเสียงสั่นแล้วก้มหน้าหลบสายตาที่กำลังมองด้วยความเกลียดชัง
นอกจากจะเป็นคนเจ้าอารมณ์แล้ว เขาก็มีความสามารถเดียวเท่านั้นคือการกดขี่ข่มเหงภรรยาได้เก่งมาก แต่ถึงอย่างนั้นหลี่ต้าซานคนนี้ก็โง่เขลา เขาไม่มีวันตามเธอทันแน่
‘อดทนไว้อีกนิดเถอะ อีกไม่นานนายก็ต้องเป็นฝ่ายขอหย่าเองแน่’ หลินเสี่ยวเหยาลอบยิ้ม
ทุกอย่างค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ตอนนี้แม่สามีก็ทำงานบ้านแทนเธอทุกอย่าง มีแค่เรื่องตักน้ำเท่านั้นที่สามีเป็นคนทำ งานหนักทุกอย่างจึงตกเป็นของจางหมิ่น
การที่แม่สามีเอาเรื่องความเหน็ดเหนื่อยนี้ไปบ่นนอกบ้าน นอกจากจะไม่มีใครสงสารแล้ว ทุกคนยังเห็นใจเธอมากกว่าเดิมอีกด้วย
************************
คืนนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ หลินเสี่ยวเหยาแอบใส่สมุนไพรลงไปในน้ำของตัวเองเล็กน้อย พอผ่านไปสักพักร่างกายเธอก็เริ่มมีอาการมึน ๆ และดูอ่อนแรงขึ้นจริง ๆ‘แบบนี้ล่ะดี จะได้ดูสมจริง’หญิงสาวถือถ้วยชามที่กินเสร็จจะไปล้างที่หลังเรือน พอเดินไปได้ครึ่งทางเธอก็แกล้งเซจนชามหลุดมือ ตกลงพื้นแตกกระจายเพล้ง!“โอ๊ย เวียนหัวเหลือเกิน” พูดจบก็ล้มลงกับพื้นแล้วใช้มือค้ำยันพื้นเอาไว้ มืออีกข้างกุมขมับเพื่อแสดงอาการป่วยให้สมจริง“เป็นอะไรกัน” นางหลี่ถลันเข้ามาดู“ฉันรู้สึกเวียนหัวค่ะแม่ ตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่หาย เหมือนว่าตอนนี้จะเป็นหนักขึ้น” หลินเสี่ยวเหยาทำเสียงอ่อนแรง จงใจให้ดูเหมือนคนป่วย“ตายแล้ว อย่าบอกนะว่าเธอจะป่วยหนักน่ะ แค่ข้าวก็แทบไม่มีจะกิน ยังจะต้องมาจ่ายค่าหมออีกเหรอ” นางหลี่โวยลั่น ไม่ได้ห่วงลูกสะใภ้แต่ห่วงเงินที่แอบเก็บไว้หลินเสี่ยวเหยาลอบกลอกตาและเหยียดยิ้มด้วยความสมเพช“ต้าซาน ลูกพาเมียลูกไปนอนซะ ก่อนที่เธอจะทำจานแตกอีก” เมื่อเห็นใบหน้าดูซีดเซียวและมีเหงื่อผุดเต็มหน้าผากจึงเข้าใจว่าลูกสะใภ้ป่วยจริง ยอมให้เธอได้พักดีกว่าต้องเสียเงินค่าหมอ“เฮ้อ! น่ารำคาญจริง ๆ” หลี่ต้าซานบ่น ก่อนจะลากแขนเธอ
ที่ตลาดประจำตำบล หลินเสี่ยวเหยาอ่านป้ายแล้วเพิ่งรู้ว่าที่แท้เธออยู่เมืองจิงหนาน มณฑลเจียงซู หมู่บ้านที่อยู่ชื่อว่าหมู่บ้านอันจิ้ง มีความหมายว่าเงียบสงบ แต่เธอกลับอยู่ไม่สงบเลยตั้งแต่มาถึงหลินเสี่ยวเหยาเดินตามหลังสามีเล่นไปตามแผงขายของในตลาด เธอใช้คูปองซื้อเนื้อหมู ข้าวสาร และแป้งสาลี แบ่งตามชนิดของคูปอง จากนั้นก็ใช้เงินซื้อผักจำนวนหนึ่ง ใส่ตะกร้าให้ต้าซานเป็นคนสะพายตอนแรกเขาไม่ยินยอม จะให้เธอเป็นคนสะพายตะกร้า แต่เธอบอกว่าไม่สบายและเกรงว่าชาวบ้านจะครหา ทำให้เขาจำต้องยอมแบกของเหล่านี้ให้แก่เธอขณะที่เดินดูของไปเรื่อย ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นแผงขายของที่มีสมุนไพรบางชนิดที่หากใช้เกินขนาดก็สามารถทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาอย่างมีเลศนัยเมื่อคิดแผนการบางอย่างได้นั้น เธอจึงซื้อสมุนไพรติดมือไว้ ก่อนจะเดินกลับบ้านพร้อมกับแผนใหม่ที่ชัดเจนขึ้นในใจถามว่าเสียใจหรือไม่ที่วางแผนการหย่าร้าง ยิ่งเธอเป็นสะใภ้ก็ย่อมต้องเคารพผู้อาวุโสและต้องเอาใจสามี แต่เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้วก็บอกได้เลยว่าไม่นึกเสียใจในคืนหนึ่งที่มืดมิดและเงียบสงัด หลินเสี่ยวเหยา นั่งอยู่ในห้อ
ตอนรุ่งเช้า หลินเสี่ยวเหยานอนคุดคู้อยู่ในผ้าห่ม ข้างกายคือสามีที่ยังคงนอนกรนจนเธอนอนต่อไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ตามหญิงสาวก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความสดชื่น แม้ว่าจะต้องนอนบนฟูกแข็ง ๆ ต่างจากยุคปัจจุบันที่นุ่มเด้ง แต่เธอกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและอยากเริ่มแผนการที่วางเอาไว้‘วันนี้ต้องเริ่มแผนให้เร็วที่สุด’หลังจากที่รับรู้เรื่องราวบางส่วนของเจ้าของร่างเดิมเธอก็คิดได้ว่าการอยู่นิ่ง ๆ ไม่ช่วยอะไร ถ้าอยากได้อิสระเธอต้องทำให้พวกเขาอยากหย่ากับเธอเองหลินเสี่ยวเหยาในวัยยี่สิบเอ็ดปีลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายแล้วเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน พอเปิดประตูออกมาก็เจอกับ นางหลี่ที่ยืนจ้องเธอราวกับจับผิด“วันนี้ทำไมเธอตื่นสาย แล้วนี่ยังไม่ไปหุงข้าวอีกหรือ” แม่สามีพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ“วันนี้ฉันไม่ค่อยสบาย แม่ช่วยทำแทนสักวันได้หรือไม่” หลินเสี่ยวเหยาทำเสียงอ่อนแอ มือจับหน้าผากตัวเองทำทีเหมือนจะเป็นลม“อะไรนะ เธอหาเรื่องจะอู้งานใช่ไหม!” นางหลี่แผดเสียงทันที“ฉันไม่ได้ขี้เกียจนะคะ เมื่อวานตอนฉันล้มแม่ก็เห็นนี่คะ แต่ถ้าฉันฝืนทำแล้วเกิดเป็นลมล้มไปจริง ๆ แม่กับต้าซานคงต้องลำบากพาฉันไปหาหมอ เสียทั้งเงินทั
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความกดดัน ประโยคที่หลินเสี่ยวเหยาพูดออกมาอย่างท้าทายนั้นทำให้หลี่ต้าซานถึงกับบันดาลโทสะ“ลองพูดอีกทีสิ” เขาพูดเสียงสั่น แววตามองเธอด้วยความโกรธ แสดงให้รู้ว่าหากไม่เชื่อฟังแล้วจะเป็นอย่างไร“หย่าให้ฉัน แล้วคืนสินเดิมมาให้หมด” เธอพูดกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว“ไม่มีวัน” หลี่ต้าซานพูดด้วยโทสะ หากเธอไปใครจะช่วยทำงานบ้านและดูแลมารดา สินเดิมที่ครอบครัวหลินเสี่ยวเหยาทิ้งไว้ให้เธอก่อนตาย เขากับมารดาแอบเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัว จะให้คืนให้เธอนั้น ฝันไปเถอะ!“หึ เธอมันเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน” จางหมิ่นสบถด้วยความไม่พอใจ เก็บซ่อนความกังวลเอาไว้“ก็ได้ ถ้าเธอไม่อยากออกไปก็ทำงานบ้านเหมือนเดิม แต่อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างสบาย” หลี่ต้าซานระงับโทสะลง เมื่อเห็นว่าครั้งนี้ภรรยาไม่ได้ดูหวาดกลัวเขาอย่างทุกครั้ง แววตาของเธอทำให้เขาขนลุกอย่างน่าประหลาดหลินเสี่ยวเหยายิ้มบาง ๆ ไม่ตอบอะไร หยิบชามข้าวต้มขึ้นมาแล้วตักเข้าปากช้า ๆ‘ใครจะอยู่สบายหรือไม่ เรามาดูกัน’เธอนั่งก้มหน้าซดข้าวต้มเงียบ ๆ แต่ในใจกลับคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว เธอเพิ่งทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักและไม่มีที่พึ่ง ถ้าออกจากบ้านนี้ไปต
ลมหายใจหอบของเธอดังขึ้นมาอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดวิ่งแล่นทั่วร่างเมื่อสติเริ่มกลับมา ดวงตาเรียวค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นขื่อไม้และกระเบื้องหลังคาที่ไร้เพดาน“อึก...”ริมฝีปากแห้งผากของเธอขยับเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงรสฝาดของเลือดที่มุมปาก พยายามยันตัวขึ้นจากพื้นที่เย็นเฉียบ แต่ร่างอรชรกลับไร้เรี่ยวแรงในการเคลื่อนไหว‘เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าฉันถูกรถชนตายไปแล้วเหรอ’ เจียงซูเหยาวัยยี่สิบเจ็ดปีคิดในใจ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือรถบรรทุกพุ่งเข้ามาตอนที่เธอปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสำหรับจักรยานเธอรู้สึกเจ็บปวดราวกระดูกแหลกสลายจากแรงปะทะ ก่อนทุกอย่างจะดับวูบไปแต่ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกัน?“ตื่นได้แล้ว! ยังจะนอนอู้ไปถึงไหนกัน” เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นตามมาด้วยแรงกระชากที่แขน ดึงเธอลุกขึ้นยืนจนต้องเซไปพิงผนังห้องเอาไว้ภาพเหตุการณ์บางอย่างไหลบ่าท่วมท้นเข้ามาในหัว ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอแต่กลับชัดเจนราวกับเป็นของตัวเอง“มัวแต่เหม่ออะไร หกล้มแค่นี้อย่ามาทำเป็นสำออย เธอยังไม่ได้เตรียมข้าวเย็นเลย รีบไปเร็วเข้า”มือหยาบนั้นผลักเธอไปทางห้องครัวแบบโบราณมีเตาไฟที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า เจ้าของประโยคที่ออกคำ







