Masukที่ตลาดประจำตำบล หลินเสี่ยวเหยาอ่านป้ายแล้วเพิ่งรู้ว่าที่แท้เธออยู่เมืองจิงหนาน มณฑลเจียงซู หมู่บ้านที่อยู่ชื่อว่าหมู่บ้านอันจิ้ง มีความหมายว่าเงียบสงบ แต่เธอกลับอยู่ไม่สงบเลยตั้งแต่มาถึง
หลินเสี่ยวเหยาเดินตามหลังสามีเล่นไปตามแผงขายของในตลาด เธอใช้คูปองซื้อเนื้อหมู ข้าวสาร และแป้งสาลี แบ่งตามชนิดของคูปอง จากนั้นก็ใช้เงินซื้อผักจำนวนหนึ่ง ใส่ตะกร้าให้ต้าซานเป็นคนสะพาย
ตอนแรกเขาไม่ยินยอม จะให้เธอเป็นคนสะพายตะกร้า แต่เธอบอกว่าไม่สบายและเกรงว่าชาวบ้านจะครหา ทำให้เขาจำต้องยอมแบกของเหล่านี้ให้แก่เธอ
ขณะที่เดินดูของไปเรื่อย ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นแผงขายของที่มีสมุนไพรบางชนิดที่หากใช้เกินขนาดก็สามารถทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาอย่างมีเลศนัย
เมื่อคิดแผนการบางอย่างได้นั้น เธอจึงซื้อสมุนไพรติดมือไว้ ก่อนจะเดินกลับบ้านพร้อมกับแผนใหม่ที่ชัดเจนขึ้นในใจ
ถามว่าเสียใจหรือไม่ที่วางแผนการหย่าร้าง ยิ่งเธอเป็นสะใภ้ก็ย่อมต้องเคารพผู้อาวุโสและต้องเอาใจสามี แต่เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้วก็บอกได้เลยว่าไม่นึกเสียใจ
ในคืนหนึ่งที่มืดมิดและเงียบสงัด หลินเสี่ยวเหยา นั่งอยู่ในห้องนอนท่ามกลางเสียงฝนตก
หญิงสาวหลับตาลง นึกเมื่อครั้งที่เพิ่งแต่งงานใหม่ ๆ เธอรู้สึกเต็มไปด้วยความหวังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามี ผู้ชายที่เคยดูอบอุ่นและเป็นที่พึ่งพาได้ในสายตาของเธอ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นการละเลยจากทั้งเขาและแม่สามีที่เคยยิ้มหวานให้เธอตอนที่ยังเป็นสาวในวันแต่งงาน
หลี่ต้าซานไม่เคยแสดงความรักหรือความสนใจในตัวเธออย่างที่เธอคาดหวัง เขามักจะกดขี่เธอ พูดกดให้เธอดูต่ำต้อย ไม่เห็นว่าเธอเป็นภรรยา และเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับการพูดคุย หรือแม้แต่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน
“สามีเหนื่อยหรือไม่” หลินเสี่ยวเหยามักจะถามด้วยความห่วงใยในทุก ๆ วันเมื่อเขากลับบ้าน แต่คำตอบกลับมาสามีก็คือสีหน้ารำคาญที่มีต่อเธอ
ทุก ๆ วันหลินเสี่ยวเหยาจะทำงานบ้านอย่างหนัก ตั้งแต่การทำความสะอาด การซักผ้า ไปจนถึงการเตรียมอาหาร แต่ทว่าทุกการกระทำเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการชื่นชมจากหลี่ต้าซานหรือแม่สามีเลยสักครั้ง
จางหมิ่นก็ไม่ต่างจากลูกชายของเธอ เธอเป็นคนที่ขี้บ่นและหาเรื่องตำหนิได้เสมอ มักจะมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ แม้ว่าหญิงสาวจะพยายามทำหน้าที่เป็นสะใภ้อย่างดีก็ตาม
“ทำไมอาหารถึงมาช้า”
“ทำไมบ้านยังไม่สะอาดเหมือนเดิม”
“ทำไมวันนี้น้ำแกงไม่อร่อย”
“ทำไมข้าวไม่หุงให้พอดี”
“ตากผ้าอย่างไรให้มันยับแบบนี้” สารพัดคำตำหนิ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ถูกแม่สามีหลับหูหลับตาต่อว่าให้เจ็บปวด
นางหลี่มักจะให้หลินเสี่ยวเหยาทำงานบ้านจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง ในบางครั้งก็จะพูดคำพูดที่ทำให้หลินเสี่ยวเหยารู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าด้วยความขมขื่น
“ถ้าเป็นลูกสาวฉัน ฉันจะให้เธอเรียนรู้ที่จะเป็นแม่บ้านที่ดี ไม่ใช่แค่หลับนอนอยู่ในบ้าน” คำพูดเหล่านี้ทำให้หลินเสี่ยวเหยารู้สึกด้อยค่า
ไม่ใช่เธอหรือที่ทำงานบ้านทุกอย่าง คนที่เอาแต่หลับนอนนั่งกินนอนกินไม่ใช่แม่สามีเองหรอกหรือ
ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน หลินเสี่ยวเหยาก็ไม่สามารถทำให้สามีและแม่สามีพอใจได้เลย เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอนั้นช่างไร้ค่าเหลือเกิน
และแล้วความอดทนก็สิ้นสุด เย็นวันหนึ่งที่สามี กลับบ้านในสภาพเมามาย เสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นในทางเดิน เธอไม่รู้ว่าเขาเมาหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือคืนนี้ไม่ปกติ และเธอเองก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้
“ทำไมอาหารไม่พร้อม” เสียงของหลี่ต้าซานดังขึ้นขณะที่เขาก้าวเข้ามาในห้องโถง เธอหันไปมองเขาด้วยความกลัวในใจ
“แม่กำลังทำ” เธอตอบเสียงเบา
“เธอกล้าใช้แม่ฉันเข้าครัวเหรอ เลว” หลี่ต้าซานพูดเสียงดัง ก่อนที่มือของเขาจะพุ่งเข้ามาจับที่ข้อมือของเธออย่างแรง
“โอ๊ย ฉันเจ็บ แม่ แม่!” หญิงสาวร้องเรียกหาแม่สามี
แต่ยิ่งร้องเขาก็ทุบตีเธออย่างไม่มีการยั้งคิด หลินเสี่ยวเหยารู้สึกเหมือนร่างกายของตัวเองกำลังจะพังทลาย เธอไม่สามารถดิ้นหนีไปไหนได้ เพราะเธอรู้ดีว่าเธอไม่มีที่ไป ครอบครัวของเธอเสียชีวิตไปหมดแล้ว และเธอไม่สามารถไปหาที่พึ่งจากที่ไหนได้เลยในเวลานั้น
จางหมิ่นที่เพิ่งกลับมาถึงก็รีบเข้าไปห้าม ตอนแรกเธอคิดว่ายังดีที่มีแม่สามีคอยเข้าข้าง แต่ประโยคที่ได้ยินนั้นทำให้แทบจะขาดใจ
“อย่าตีเธอ เจ็บมือเสียเปล่า ถ้าชาวบ้านเห็นรอยฟกช้ำจะเอาไปนินทาลูกได้ นั่งก่อนเถอะ วันนี้อาหารเสร็จช้าหน่อยเพราะแม่ทำบะหมี่ไข่ไว้รอลูก” นางหลี่อธิบายเหตุผลและพูดเอาใจลูกชายจนเขายอมสงบลง
หลินเสี่ยวเหยาเริ่มรู้สึกถึงความเครียดที่ทวีคูณขึ้นในทุก ๆ วัน จนในที่สุดครั้งนี้หญิงสาวไม่สามารถทนต่อการถูกกดขี่นี้ได้อีกต่อไป
“หย่าให้ฉันเถอะ” เธอพูดพึมพำเสียงเบา
“เธอว่าอะไรนะ” นางหลี่หันไปถามลูกสะใภ้อย่างไม่เชื่อหู ในขณะที่สามีผู้เมามายก็มองเธอตาขวางกับประโยคขัดหูนั้น
เพียะ! เสียงฝ่ามือฟาดลงที่ใบหน้าซีกซ้ายจนเธอล้มลงไปนั่งกับพื้น
“ถ้าได้ยินคำว่าหย่าอีกครั้ง จะไม่ใช่แค่ตบแล้ว” สามีตวาดลั่นด้วยโทสะ
“อาเหยา สามีเธอเมามาก อย่าถือสาเลย ตักบะหมี่ไปนั่งกินในครัวเถิด ทางนี้แม่จะดูแลต้าซานเอง” นางหลี่กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จึงต้องพูดดีกับลูกสะใภ้ ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้บานปลายจนต้องเสียแรงงานทาสในคราบลูกสะใภ้ไป
“...” หลินเสี่ยวเหยานั่งกุมใบหน้า ไม่ปริปาก น้ำตากำลังไหลออกจากตาของเธอ
การกระทำของหลี่ต้าซานทำให้หลินเสี่ยวเหยารู้สึกเหมือนถูกกดขี่ด้วยความกลัว เธออยากหย่ากับเขาแต่ก็ไม่สามารถทำได้
ทุกคืนที่ต้องนอนบนเตียงเดียวกับหลี่ต้าซาน หากวันไหนไม่เมาก็แล้วไป แต่หากวันไหนเขาเมาไม่ได้สติเธอก็กลัวว่าจะถูกทุบตีอีกครั้ง
เธอรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของเธอไม่มีความหมาย หากเธอหนีออกไปเธอก็จะต้องเผชิญกับความกลัวและอันตรายจากการเป็นผู้หญิงที่ไม่มีใครคอยปกป้อง ยิ่งยุคนี้ที่ลำเค็ญและเศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุด เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อนที่สามารถช่วยเหลือเธอได้
และที่สำคัญที่สุด เธอกลัวว่าหลี่ต้าซานจะตามไปทำร้าย และอาจจะทำร้ายเธอจนถึงชีวิต
ยิ่งมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลมาเท่าไร ความแค้นในใจของหลินเสี่ยวเหยาก็ยิ่งทวีคูณ
นางมองสมุนไพรในมือ ฝูจื่อช่วยบำรุงหยาง กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต หากใช้ผิดพิษคือคลื่นไส้อาเจียน และอ่อนแรง แต่ไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
“ความสนุกได้เริ่มขึ้นแล้วสินะ” ริมฝีปากเรียวพึมพำเสียงเบา มองแผ่นหลังสามีไม่เอาไหนที่กำลังเดินนำหน้าด้วยสายตาที่สมเพช
************************
คืนนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ หลินเสี่ยวเหยาแอบใส่สมุนไพรลงไปในน้ำของตัวเองเล็กน้อย พอผ่านไปสักพักร่างกายเธอก็เริ่มมีอาการมึน ๆ และดูอ่อนแรงขึ้นจริง ๆ‘แบบนี้ล่ะดี จะได้ดูสมจริง’หญิงสาวถือถ้วยชามที่กินเสร็จจะไปล้างที่หลังเรือน พอเดินไปได้ครึ่งทางเธอก็แกล้งเซจนชามหลุดมือ ตกลงพื้นแตกกระจายเพล้ง!“โอ๊ย เวียนหัวเหลือเกิน” พูดจบก็ล้มลงกับพื้นแล้วใช้มือค้ำยันพื้นเอาไว้ มืออีกข้างกุมขมับเพื่อแสดงอาการป่วยให้สมจริง“เป็นอะไรกัน” นางหลี่ถลันเข้ามาดู“ฉันรู้สึกเวียนหัวค่ะแม่ ตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่หาย เหมือนว่าตอนนี้จะเป็นหนักขึ้น” หลินเสี่ยวเหยาทำเสียงอ่อนแรง จงใจให้ดูเหมือนคนป่วย“ตายแล้ว อย่าบอกนะว่าเธอจะป่วยหนักน่ะ แค่ข้าวก็แทบไม่มีจะกิน ยังจะต้องมาจ่ายค่าหมออีกเหรอ” นางหลี่โวยลั่น ไม่ได้ห่วงลูกสะใภ้แต่ห่วงเงินที่แอบเก็บไว้หลินเสี่ยวเหยาลอบกลอกตาและเหยียดยิ้มด้วยความสมเพช“ต้าซาน ลูกพาเมียลูกไปนอนซะ ก่อนที่เธอจะทำจานแตกอีก” เมื่อเห็นใบหน้าดูซีดเซียวและมีเหงื่อผุดเต็มหน้าผากจึงเข้าใจว่าลูกสะใภ้ป่วยจริง ยอมให้เธอได้พักดีกว่าต้องเสียเงินค่าหมอ“เฮ้อ! น่ารำคาญจริง ๆ” หลี่ต้าซานบ่น ก่อนจะลากแขนเธอ
ที่ตลาดประจำตำบล หลินเสี่ยวเหยาอ่านป้ายแล้วเพิ่งรู้ว่าที่แท้เธออยู่เมืองจิงหนาน มณฑลเจียงซู หมู่บ้านที่อยู่ชื่อว่าหมู่บ้านอันจิ้ง มีความหมายว่าเงียบสงบ แต่เธอกลับอยู่ไม่สงบเลยตั้งแต่มาถึงหลินเสี่ยวเหยาเดินตามหลังสามีเล่นไปตามแผงขายของในตลาด เธอใช้คูปองซื้อเนื้อหมู ข้าวสาร และแป้งสาลี แบ่งตามชนิดของคูปอง จากนั้นก็ใช้เงินซื้อผักจำนวนหนึ่ง ใส่ตะกร้าให้ต้าซานเป็นคนสะพายตอนแรกเขาไม่ยินยอม จะให้เธอเป็นคนสะพายตะกร้า แต่เธอบอกว่าไม่สบายและเกรงว่าชาวบ้านจะครหา ทำให้เขาจำต้องยอมแบกของเหล่านี้ให้แก่เธอขณะที่เดินดูของไปเรื่อย ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นแผงขายของที่มีสมุนไพรบางชนิดที่หากใช้เกินขนาดก็สามารถทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาอย่างมีเลศนัยเมื่อคิดแผนการบางอย่างได้นั้น เธอจึงซื้อสมุนไพรติดมือไว้ ก่อนจะเดินกลับบ้านพร้อมกับแผนใหม่ที่ชัดเจนขึ้นในใจถามว่าเสียใจหรือไม่ที่วางแผนการหย่าร้าง ยิ่งเธอเป็นสะใภ้ก็ย่อมต้องเคารพผู้อาวุโสและต้องเอาใจสามี แต่เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้วก็บอกได้เลยว่าไม่นึกเสียใจในคืนหนึ่งที่มืดมิดและเงียบสงัด หลินเสี่ยวเหยา นั่งอยู่ในห้อ
ตอนรุ่งเช้า หลินเสี่ยวเหยานอนคุดคู้อยู่ในผ้าห่ม ข้างกายคือสามีที่ยังคงนอนกรนจนเธอนอนต่อไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ตามหญิงสาวก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความสดชื่น แม้ว่าจะต้องนอนบนฟูกแข็ง ๆ ต่างจากยุคปัจจุบันที่นุ่มเด้ง แต่เธอกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและอยากเริ่มแผนการที่วางเอาไว้‘วันนี้ต้องเริ่มแผนให้เร็วที่สุด’หลังจากที่รับรู้เรื่องราวบางส่วนของเจ้าของร่างเดิมเธอก็คิดได้ว่าการอยู่นิ่ง ๆ ไม่ช่วยอะไร ถ้าอยากได้อิสระเธอต้องทำให้พวกเขาอยากหย่ากับเธอเองหลินเสี่ยวเหยาในวัยยี่สิบเอ็ดปีลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายแล้วเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน พอเปิดประตูออกมาก็เจอกับ นางหลี่ที่ยืนจ้องเธอราวกับจับผิด“วันนี้ทำไมเธอตื่นสาย แล้วนี่ยังไม่ไปหุงข้าวอีกหรือ” แม่สามีพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ“วันนี้ฉันไม่ค่อยสบาย แม่ช่วยทำแทนสักวันได้หรือไม่” หลินเสี่ยวเหยาทำเสียงอ่อนแอ มือจับหน้าผากตัวเองทำทีเหมือนจะเป็นลม“อะไรนะ เธอหาเรื่องจะอู้งานใช่ไหม!” นางหลี่แผดเสียงทันที“ฉันไม่ได้ขี้เกียจนะคะ เมื่อวานตอนฉันล้มแม่ก็เห็นนี่คะ แต่ถ้าฉันฝืนทำแล้วเกิดเป็นลมล้มไปจริง ๆ แม่กับต้าซานคงต้องลำบากพาฉันไปหาหมอ เสียทั้งเงินทั
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความกดดัน ประโยคที่หลินเสี่ยวเหยาพูดออกมาอย่างท้าทายนั้นทำให้หลี่ต้าซานถึงกับบันดาลโทสะ“ลองพูดอีกทีสิ” เขาพูดเสียงสั่น แววตามองเธอด้วยความโกรธ แสดงให้รู้ว่าหากไม่เชื่อฟังแล้วจะเป็นอย่างไร“หย่าให้ฉัน แล้วคืนสินเดิมมาให้หมด” เธอพูดกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว“ไม่มีวัน” หลี่ต้าซานพูดด้วยโทสะ หากเธอไปใครจะช่วยทำงานบ้านและดูแลมารดา สินเดิมที่ครอบครัวหลินเสี่ยวเหยาทิ้งไว้ให้เธอก่อนตาย เขากับมารดาแอบเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัว จะให้คืนให้เธอนั้น ฝันไปเถอะ!“หึ เธอมันเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน” จางหมิ่นสบถด้วยความไม่พอใจ เก็บซ่อนความกังวลเอาไว้“ก็ได้ ถ้าเธอไม่อยากออกไปก็ทำงานบ้านเหมือนเดิม แต่อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างสบาย” หลี่ต้าซานระงับโทสะลง เมื่อเห็นว่าครั้งนี้ภรรยาไม่ได้ดูหวาดกลัวเขาอย่างทุกครั้ง แววตาของเธอทำให้เขาขนลุกอย่างน่าประหลาดหลินเสี่ยวเหยายิ้มบาง ๆ ไม่ตอบอะไร หยิบชามข้าวต้มขึ้นมาแล้วตักเข้าปากช้า ๆ‘ใครจะอยู่สบายหรือไม่ เรามาดูกัน’เธอนั่งก้มหน้าซดข้าวต้มเงียบ ๆ แต่ในใจกลับคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว เธอเพิ่งทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักและไม่มีที่พึ่ง ถ้าออกจากบ้านนี้ไปต
ลมหายใจหอบของเธอดังขึ้นมาอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดวิ่งแล่นทั่วร่างเมื่อสติเริ่มกลับมา ดวงตาเรียวค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นขื่อไม้และกระเบื้องหลังคาที่ไร้เพดาน“อึก...”ริมฝีปากแห้งผากของเธอขยับเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงรสฝาดของเลือดที่มุมปาก พยายามยันตัวขึ้นจากพื้นที่เย็นเฉียบ แต่ร่างอรชรกลับไร้เรี่ยวแรงในการเคลื่อนไหว‘เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าฉันถูกรถชนตายไปแล้วเหรอ’ เจียงซูเหยาวัยยี่สิบเจ็ดปีคิดในใจ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือรถบรรทุกพุ่งเข้ามาตอนที่เธอปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสำหรับจักรยานเธอรู้สึกเจ็บปวดราวกระดูกแหลกสลายจากแรงปะทะ ก่อนทุกอย่างจะดับวูบไปแต่ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกัน?“ตื่นได้แล้ว! ยังจะนอนอู้ไปถึงไหนกัน” เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นตามมาด้วยแรงกระชากที่แขน ดึงเธอลุกขึ้นยืนจนต้องเซไปพิงผนังห้องเอาไว้ภาพเหตุการณ์บางอย่างไหลบ่าท่วมท้นเข้ามาในหัว ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอแต่กลับชัดเจนราวกับเป็นของตัวเอง“มัวแต่เหม่ออะไร หกล้มแค่นี้อย่ามาทำเป็นสำออย เธอยังไม่ได้เตรียมข้าวเย็นเลย รีบไปเร็วเข้า”มือหยาบนั้นผลักเธอไปทางห้องครัวแบบโบราณมีเตาไฟที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า เจ้าของประโยคที่ออกคำ







