Masukเมื่อมีคนยื่นมือมาเพื่อที่จะร่วมทุนด้วยย่อมเป็นข่าวดีของบริษัท เฉินอี้เซียวจึงเตรียมตัวต้อนรับนักธุรกิจลึกลับนั้นด้วยความยินดี
หยางหมิงซวนลูกน้องผู้ติดตามและเป็นมือขวาในการทำงานทุกอย่าง เคาะประตูห้องแล้วเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“มีอะไร” เขาถามเมื่อเห็นสีหน้านั้น
“แขกที่นัดไว้มาถึงแล้วครับ แต่ว่า..” เขาหยุดพูดด้วยความลังเล
“ว่ามา”
“เธอคือคุณฟู่ ฟู่ชิงชิงครับ” พอได้ยินชื่ออดีตภรรยาเขาก็นิ่งไปชั่วครู่ ทำให้อาหมิงรู้สึกลังเล
“คุณเฉินจะให้เธอเข้ามาไหมครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ เฉินอี้เซียวพยักหน้า เขาเองก็อยากรู้ว่าฟู่ชิงชิงต้องการอะไรจากเขาอีก
เมื่ออาหมิงออกไปอดีตคุณนายเฉินก็เดินเข้ามา ชุดที่เธอสวมใส่นั้นเป็นแบบสมัยนิยม เสื้อคอจีนสีขาว แขนกระบอกยาวคลุมข้อมือ และกางเกงขายาวสีดำที่รัดรูปตัดกับเสื้อสีขาวตัวบน เอวคาดเข็มขัดขนาดใหญ่ กระเป๋าที่สะพายก็เป็นกระเป๋าถือผู้หญิงที่กำลังเป็นที่นิยมในสมัยนี้
“คุณมาทำไม” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
“ฉันมาเพื่อช่วยคุณ ฉันกำลังจะแต่งงานกับเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้... ไม่สิ ต้องบอกว่าใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ ฉันเลยขอให้ประธานฮั่วร่วมทุนกับบริษัทของคุณ ทั้งนี้ก็ชดเชยที่ฉันหย่าแล้วแบ่งสินสมรสมาจนคุณไม่มีทุนหมุนเวียน ตอนนี้ฉันมีมากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ก็เลยอยากจะช่วยเหลือคุณ แต่อย่าคิดว่าฉันอยากกลับไป ที่ฉันทำทั้งหมดก็เพื่อลูก ๆ ถ้าบริษัทคุณไปได้ดี ลูก ๆ ของเราก็จะสุขสบายไปด้วย” เธอพูดด้วยใบหน้าที่ไม่มีความรู้สึกผิดอะไร เชิดหน้าพูดด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่ง
“หึ เพื่อลูก ๆ หรือ ถ้าคุณรักลูก ๆ จริง คุณเคยคิดจะกลับไปเยี่ยมพวกเขาสักครั้งไหม หรือคิดอยากแบ่งวันกันดูแลลูก ๆ หรือเปล่า สามเดือนที่คุณหย่ากับผม แม้แต่โทรศัพท์สักสายก็ยังไม่เคยมี รู้ไหมว่าเสี่ยวเจินคิดถึงคุณมากแค่ไหน เมื่อวานเธอเกือบโดนลักพาตัว เพราะมีคนหลอกว่าจะพาไปหาคุณ” ประโยคสุดท้ายที่พูดถึงลูกสาวเขาพูดออกมาเสียงกร้าว ปลายเสียงสั่นไปด้วยความโกรธ
“แล้วเสี่ยวเจินเป็นอย่างไรบ้าง” เธอถามเสียงเรียบ ไม่ได้มีท่าทางร้อนใจ นั่นยิ่งทำให้เฉินอี้เซียวยิ่งขยะแขยงผู้หญิงตรงหน้า
“กลับไปเถอะ ผมไม่ต้องการการช่วยเหลือจากคุณ หรือว่าที่สามีผู้ร่ำรวยของคุณ ธุรกิจผม ผมดูแลได้ ลูก ๆ ของผม ผมดูแลได้” เขาบอกเธอแล้วชี้ไปที่ประตู ความรักที่เคยมีให้มันค่อย ๆ จางหายไป พร้อมกับความเห็นแก่ตัวของเธอที่นับวันก็ยิ่งเปิดเผยออกมา
“หึ คิดว่าฉันอยากช่วยหรือ จริง ๆ ฉันไม่อยากจะทำแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่เพราะประธานฮั่วเอ็นดูเด็ก ๆ และอยากแสดงว่าเขาไม่รังเกียจที่ฉันหย่าร้าง เขาเลยเสนอความช่วยเหลือก็เท่านั้น” เธอกอดอกพูด
แววตาที่มองอดีตสามีนั้นเต็มไปด้วยความดูถูก เธอก็แค่แสดงเป็นแม่ที่คิดถึงลูกให้ฮั่วหลิงเห็นเท่านั้น เขาก็ชมเธอว่าเธอเป็นแม่ที่ดีและเสนอที่จะช่วยธุรกิจของอดีตสามี เธอก็แค่รับบทแม่ที่อยากทำเพื่อลูกเอาใจเขา ไม่ได้อยากช่วยอดีตสามีจริง ๆ
“ที่แท้ก็มารยาแสร้งทำเป็นแม่ที่แสนดีเพื่อให้ผู้ชายตายใจสินะ กลับไปเถอะ แล้วไม่ต้องมาให้ผมเห็นหน้าอีก” เขาไล่เธอด้วยท่าทางที่โกรธปนสมเพชตัวเองที่เคยรักผู้หญิงตรงหน้า
“หยิ่งผยองให้ถึงที่สุดก็แล้วกันประธานเฉิน บริษัทเล็ก ๆ ที่พนักงานรวมกันไม่ถึงยี่สิบคนของคุณ ฉันขอให้ไปรอดก็แล้วกันนะ” พูดจบเธอก็เดินออกไปอย่างไม่ไยดี จริง ๆ หากเขาเชื่อเธอเปิดบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติ กิจการคงเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยไปนานแล้ว
เธอคิดผิดที่คิดว่าเขาร่ำรวยเลยวางแผนเข้ามาใกล้ชิดจนแต่งงานและมีลูกด้วยกัน หากรู้ว่าจะตกต่ำแบบนี้เธอคงไม่สนใจเขาแต่แรก คฤหาสน์ตระกูลเฉินก็เป็นเพียงเปลือกนอก สมบัติของพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ให้ก่อนตายก็เท่านั้น เขาไม่ได้ร่ำรวยเลยสักนิด
พอเธอออกไป หยางหมิงซวนก็รีบเข้ามาดูเจ้านายของตนด้วยความห่วงใย
เฉินอี้เซียวมองลูกน้องวัยยี่สิบห้าที่ซื่อสัตย์คนเดียวที่เหลืออยู่ด้วยความท้อใจ อาหมิงไม่ได้รับเงินเดือนมาสองเดือนแล้ว อาศัยที่พักและอาหารที่บ้านสกุลเฉินเท่านั้น แต่ก็ยังอยู่ข้างเขาไม่ยอมไปไหน แม้จะมีลูกน้องคนอื่น ๆ แต่ก็เป็นเพียงลูกจ้างของบริษัทเท่านั้น ทุกคนทำงานแลกเงิน ไม่มีใครดีกับเขาเท่ากับอาหมิงมาก่อน
“คุณเฉินเป็นอย่างไรบ้างครับ”
“ต่อไปหากเธอมาอีก ไม่ต้องให้เข้ามาพบฉัน”
“ครับ” อาหมิงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ก่อนจะเดินออกไปนอกห้องปล่อยให้ประธานหนุ่มอยู่กับตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ตามลำพัง
ในขณะเดียวกันที่บ้านสกุลเฉิน หลังจากรับประทานมื้อเที่ยงแล้ว จ้าวหลันเฟยก็พาเด็ก ๆ เข้านอนตามตารางเวลาที่เฉินอี้เซียวเขียนเอาไว้อย่างเคร่งครัด
เฉินจินจ้านนอนที่เตียงตัวซ้าย และเฉินจินเจินนอนที่เตียงตัวที่อยู่ด้านขวา หญิงสาวยกเก้าอี้มาวางตรงกลางตรงพื้นที่ว่างระหว่างเตียงทั้งสอง จากนั้นก็เริ่มเล่านิทานออกมาเพื่อสอนใจเด็ก ๆ โดยดัดแปลงจากนิทานที่เคยได้ยินมา
“กาลครั้งหนึ่ง มีพี่น้องสองคนที่อาศัยอยู่กับพ่อในชนบทที่ห่างไกล แม่ของทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะต้องไปทำงานที่อื่น ในทุก ๆ วันพ่อจะต้องออกไปทำไร่แล้วให้เด็ก ๆ อยู่ตามลำพัง มีอยู่วันหนึ่งมีหญิงชราที่ใจดีมาเคาะที่ประตูบ้าน เด็ก ๆ เห็นว่าหญิงชราน่าสงสารและดูท่าทางใจดีจึงเปิดประตูให้” พอเล่าถึงตรงนี้ก็มองดูเด็ก ๆ ที่ตั้งใจฟัง เฉินจินจ้านที่บ่นก่อนหน้าว่าไม่อยากฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ
“หญิงชรารู้ว่าเด็ก ๆ คิดถึงแม่ ดังนั้นจึงหลอกว่าจะพาไปหาแม่ที่ทำงานอยู่อีกหมู่บ้าน ซึ่งต้องเดินผ่านป่าที่อยู่ท้ายหมู่บ้านออกไป เด็ก ๆ ด้วยความคิดถึงแม่จึงดีใจมากและตามหญิงชราออกไปทันที...”
“หญิงชราคนนั้นใจดีจังเลยค่ะ” เฉินจินเจินพูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย อยากมีหญิงชราพาเธอไปหาแม่บ้าง
“พอเดินไปถึงกลางป่าหญิงชราก็หายตัวไป เด็กทั้งสองหลงทางและเดินตามหาอยู่นาน จนไปเจอเข้ากับบ้านที่ทำจากขนมหวาน ประตูทำด้วยลูกกวาด หน้าต่างทำด้วยขนมปัง พื้นบ้านคือคุกกี้ที่หอมสองพี่น้องที่เดินทางมานานเห็นขนมหวานเข้าก็แกะขนมออกจากบ้านหลังนั้นมากิน ด้วยความเอร็ดอร่อย” จ้าวหลันเฟยเล่าต่อไป มองสองพี่น้องที่ตั้งใจฟังก็จะเริ่มพูดเข้าเรื่องเพื่อสอนให้เด็ก ๆ รู้จักระวังคนแปลกหน้า
“ผมอยากกินขนมจากบ้านขนมหวานบ้าง”
“พี่หลันเฟยคะหนูอยากกินขนมหวานบ้าง” ทั้งสองต่างก็ชื่นชอบบ้านขนมหวาน
“แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด หญิงชราเป็นแม่มดที่ปลอมตัวมา เสกบ้านขนมหวานเพื่อล่อให้เด็ก ๆ มากิน จากนั้นก็จับตัวเด็ก ๆ ไว้ เพื่อที่จะนำมาทำเป็นอาหารมื้อเย็น ซึ่งอาหารโปรดของเธอก็คือเด็ก ๆ ที่ล่อลวงมา” เธอเล่ามาถึงตรงนี้ เด็ก ๆ ก็มองเธอด้วยแววตาที่เป็นกังวล
“แต่โชคดีที่พ่อของเด็ก ๆ ตามมาช่วยทัน เพราะระหว่างทางเด็กผู้หญิงที่สวมผ้าพันคอไหมพรม ทำผ้าพันคอเกี่ยวกับกิ่งไม้ เส้นไหมพรมค่อย ๆ หลุดออกระหว่างทางจนนำทางให้พ่อมาช่วยเด็ก ๆ ไว้ทัน แม่มดใจร้ายจึงถูกจับตัวไปลงโทษ เด็ก ๆ ก็ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย” เธอเล่ามาถึงตรงนี้เด็กแฝดทั้งสองก็ยิ้มออกมา
“แต่ไม่ใช่ว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะโชคดี และมีพ่อตามมาช่วยทันเสมอไป ดังนั้น อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า อย่ากินขนมจากคนแปลกหน้า เข้าใจไหมเด็ก ๆ” เธอบอกทั้งสองคน ทำให้เฉินจินเจินพยักหน้ารับ เข้าใจแล้วว่าเมื่อวานตนทำผิดพลาดไปแค่ไหน หากบิดามาช่วยเธอไม่ทันเธอคงถูกแม่มดจับกินไปแล้ว
“หนูเข้าใจค่ะพี่หลันเฟย หนูจะไม่เชื่อคนแปลกหน้าอีกแล้ว”
“ผมก็ไม่เชื่อ” ทั้งสองพูดอย่างพร้อมเพรียง เข้าใจในสิ่งที่เธอจะสื่อความหมาย
“เอาละ เข้านอนนะคะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะมาปลุก” จ้าวหลันเฟยพูดอย่างอ่อนโยน มองดูเด็ก ๆ หลับไปแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าตัวเองก็เหมาะกับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กไม่น้อย
************************
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา
หลังจากแนวคิดของจ้าวหลันเฟยถูกถ่ายทอดในที่ประชุม ทีมงานทั้งหมดก็ระดมสมองกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายใช้เวลาในการศึกษางานเกี่ยวกับบัญชีอยู่ครึ่งวัน และให้ฝ่ายบัญชีเข้ามาอธิบายความต้องการที่ต้องใช้ในการทำงาน ใช้เวลาเขียนโค้ดและออกแบบหน้าตาของโปรแกรม เพียงแค่สามวันเท่านั้นโปรแกรมต้นแบบก็สำเร็จ เตรียมพร้อมที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดให้เป็นโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบต่อไปหยางหมิงซวนเคาะประตูห้องแล้วเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ตื่นเต้น นำข่าวดีเรื่องนี้มาบอกแก่ประธานหนุ่มทันทีที่ทีมพัฒนาโปรแกรมแจ้งข่าว“คุณเฉินครับ โปรแกรมต้นแบบสำเร็จแล้วครับ”เมื่อได้ยินข่าวดีที่รอคอย เฉินอี้เซียวก็ลุกขึ้นแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ“ให้ฝ่ายบัญชีที่บริษัททดสอบการใช้งานโปรแกรมของเรารึยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น“ทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายบัญชีบอกว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานได้มาก แม่นยำ และสรุปผลออกมาตามที่ต้องการ ลดระยะเวลาการทำงานไปได้กว่า 40% ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น” อาหมิงอธิบายอย่างละเอียด“ดีมาก ดีจริง ๆ” เฉินอี้เซียวถอนหายใจออกมาด้วยความดีใจ แค่โปรแกรมพื้นฐานเล็ก ๆ ที่สำเร็จลงได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจมาก“คุณเฉ
“เธอเป็นใครกันแน่” คำถามนั้นถูกถามออกมาทำให้ใบหน้าของจ้าวหลันเฟยที่กำลังตื่นเต้นและหมกมุ่นกับความคิดของตน มีสีหน้าที่เจื่อนลงไปเล็กน้อยสายตาคู่งามสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอลืมไปว่ากำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ หรือว่าเธอควรสารภาพกับเขาออกไปตรง ๆ ดี ว่าเธอคือหญิงสาวในโลกอนาคตที่ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่“ถ้าเธอไม่อยากตอบคำถามนี้ของฉันก็ไม่เป็นไร งั้นฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่ง ต้องการอะไรจากฉันกันแน่” เขาเปลี่ยนคำถามเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแรกเสียเท่าไร แล้วยังมีสีหน้าที่ดูลำบากใจแบบนั้นแต่เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่บอกเขาจริง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว“คุณเฉินคะ คือ...” จ้าวหลันเฟยกลัวว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นจะเหลือเชื่อมากเกินไปสำหรับคนในยุคนี้ เธอจึงอยากให้เขาเห็นความสามารถของเธอก่อน แล้วถึงตอนนั้นคำพูดของเธอจึงจะน่าเชื่อถือมากกว่านี้“ผมรอฟังอยู่” เขาพูดแล้วจ้องมองท่าทีที่ลังเลของเธอ“เอาไว้ให้คุณทำโปรแกรมทางบัญชีนี้ออกมาได้สำเร็จก่อน หากมันทำให้บริษัทคุณประสบความสำเร็จได้จริง หลังจากนี้ฉันจะบอกทุกอย่า
แม้จะจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเอกฟิสิกส์ แต่ว่าเธอก็มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์พื้นฐานอยู่ไม่น้อยทั้งนี้เพราะเป็นวิชารองที่เธอเลือกเรียนและมีสอนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปการเขียนโปรแกรมแม้จะต้องใช้ทักษะเฉพาะ เธออาจจะไม่ชำนาญในเรื่องนั้นแต่เธอก็สามารถออกแบบโปรแกรมและเขียนต้นแบบ เพื่อให้เขานำไปให้พนักงานที่เชี่ยวชาญออกแบบซอฟต์แวร์ออกมาได้“ในยุคนี้เริ่มมีการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ ประเทศกำลังได้รับการพัฒนา คอมพิวเตอร์คงน่าจะเริ่มนำมาใช้ในการทำงานของบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว โปรแกรมที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์ในยุคนี้อะไรล่ะที่จะเหมาะสม” จ้าวหลันเฟยในชุดชุดนอนกระโปรงสีขาวของอดีตคุณนายเฉิน เดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด“สแกนไวรัสอย่างนั้นหรือ ไม่สิอินเทอร์เน็ตอาจจะยังไม่ครอบคลุมว่า แต่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตใช้หรือยังนะ โอ๊ย ปวดหัวจริง โปรแกรมสแกนไวรัสตัดออกไปก่อน... อืม โปรแกรมที่จะใช้ได้ในสำนักงานอย่างนั้นหรือ แล้วอะไรดีล่ะ”หญิงสาวพูดไปบ่นไปอย่างใช้ความคิดอยู่ภายในห้องนอนของตน ตั้งแต่ที่อาบน้ำเสร็จจนถึงตอนนี้ ในหัวเธอก็ยังวนเว







