Masukนักวิทยาศาสตร์สาวทดลองเครื่องไทม์แมชชีน การทดลองผิดพลาด จาก 4 วัน กลายเป็น 40 ปี ทะลุมิติมาอยู่ในปี 1984 ก่อนตัวเองจะเกิดเสียอีก เมื่อหาทางกลับไปไม่ได้จึงจำใจต้องอยู่ที่นี่เพื่อรอปาฏิหาริย์ จับพลัดจับผลูได้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กแฝดของประธานหนุ่มพ่อม่ายเมียทิ้ง รับมือกับลูกว่ายากแล้ว รับมือกับคนพ่อยากยิ่งกว่า
Lihat lebih banyakณ อาคารวิจัย A ชั้น 1 บริษัทดับเบิ้ลยูเอเทคโนโลยี ณ เขตผู่ตงของมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ภายในอาคารมีห้องทดลองขนาดใหญ่ ข้างในมีเครื่องไทม์แมชชีนสีขาวตั้งอยู่กลางห้อง ประตูเปิดปิดเป็นกระจกหนาที่มองเห็นภายในที่มีพื้นที่จำกัด
การค้นคว้าเครื่องไทม์แมชชีนที่ใช้ทุนกว่าพันล้านของบริษัทดับเบิ้ลยูเอเทคโนโลยี ได้สำเร็จลงในปี ค.ศ. 2024 หลังจากค้นคว้ากันอยู่นานถึงสิบสี่ปี
จ้าวหลันเฟย นักวิทยาศาสตร์อายุยี่สิบสี่ปี เธอเป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์โจวตั้งแต่ที่เรียนระดับมหาวิทยาลัย จนกระทั่งเรียนจบก็มาทำงานและอยู่ในโครงการวิจัยนี้ และมีส่วนในการพัฒนาโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ
หญิงสาวกำลังจะขอทำการทดสอบเครื่องเป็นหนที่สองด้วยตัวเองหลังจากที่มั่นใจแล้วว่าเครื่องสามารถใช้งานได้จริง
เมื่อห้าวันก่อนศาสตราจารย์จางได้ทดลองเครื่องไทม์แมชชีนเป็นครั้งแรก เขาย้อนเวลากลับไปเมื่อสามวันที่แล้ว ผลปรากฏว่าเขาเดินออกมาพร้อมกันนำนาฬิกาที่ทำเคยตกก่อนหน้ากลับมาในสภาพที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าเขาได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตได้จริง
ทว่าสิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือ เขาเข้าไปในเครื่องแล้วกลับออกมาภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีเท่านั้น แต่เขากลับบอกว่าเวลาได้ผ่านไปสามวันแล้ว
เขาอยู่ในห้วงเวลาที่มีศาสตราจารย์จางสองคนเป็นเวลาสามวัน ทั้งสองแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันก่อนจะร่างเขาจะกลับมาเมื่อห้วงเวลาในอดีตได้วนมาถึงเวลาปัจจุบันที่เขาไป
ผลการทดสอบเครื่อง สรุปได้ว่าย้อนเวลากลับไปกี่วัน ก็ต้องอยู่จนถึงเวลาปัจจุบันที่ย้อนกลับไป แล้วร่างกายก็จะถูกดูดกลับมาที่เครื่องไทม์แมชชีนเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณจ้าว นั่นคุณจะทำอะไร” ศาสตราจารย์โจวถามขึ้นเมื่อเธอยื่นเอกสารยินยอมที่จะทำการทดลองกับร่างของตนเอง
“ฉันอยากทดสอบเครื่องนั้น ย้อนเวลากลับไปเมื่อสี่วันที่แล้วค่ะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แววตาจริงจังกับสิ่งที่ตัดสินใจมาดีแล้ว
“แต่ว่าการย้อนเวลากลับไปกลับมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ตอนนี้ศาสตราจารย์จางก็ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เลย ความเจ็บปวดตอนที่ร่างกายค่อย ๆ ถูกดูดผ่านห้วงเวลาทั้งไปและกลับไม่ใช่สิ่งที่ใครก็รับไหว”
“ด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้เขียนหนังสือยินยอมเอาไว้ แล้วว่าจะไม่มีการฟ้องร้องหรือว่าขอค่าชดเชยอะไรกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในการทดลอง ได้โปรดส่งฉันกลับไปเมื่อสี่วันที่แล้วด้วยนะคะ” เธอขอร้องศาสตราจารย์โจวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและอ้อนวอน อยากกลับไปเมื่อสี่วันที่แล้วเพื่อที่จะไปแก้ไขบางอย่างที่เธอทำพลาด
“เธอรู้ใช่ไหมว่า ดร.จางบอกว่าการย้อนเวลาไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ แต่เหมือนว่าเข้าไปอยู่ในมิติคู่ขนานเท่านั้น หากเธอต้องการแก้ไขอดีตก็ไม่มีผลกับปัจจุบันในมิติของเรา” เขารู้ว่าเธอต้องการจะทำอะไร ลู่เหยาเพื่อนของเธอก็เป็นลูกศิษย์ของเขาด้วย
“ใช่ค่ะ ฉันทราบดี แต่อย่างน้อยแก้ไขในมิติคู่ขนานอื่นให้อาเหยามีชีวิตอยู่ต่อได้ เท่านั้นฉันก็พอใจแล้วค่ะ”
“ได้ งั้นเธอไปเตรียมตัว ฉันต้องให้นักวิจัยและคนในทีมช่วยกันส่งเธอกลับไป” เขาตัดสินใจที่จะส่งเธอเข้าเครื่องไปเพื่อทำการทดลอง เพราะว่าอย่างไรก็ต้องมีการทดสอบเครื่องให้ครบสามครั้งอยู่แล้ว
“ขอบคุณค่ะศาสตราจารย์โจว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี ในขณะที่โจวอี้หลิงมีความกังวลเล็กน้อย เพราะเกรงว่าเธอจะรับไม่ไหว
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว จ้างหลันเฟยก็เข้าไปในเครื่องไทม์แมชชีน ไปอนาคตจะมีประโยชน์อะไร ย้อนเวลาเท่านั้นที่ทุกคนต้องการเพื่อจะกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดให้ดีขึ้น
เมื่อสี่วันที่แล้วเพื่อนของเธอประสบอุบัติเหตุ เธอจะกลับไปห้ามเขาไม่ให้ขับรถไปไหน ช่วยชีวิตลู่เหยาเอาไว้ได้ แล้วยังได้ช่วยทดสอบเครื่องเพื่อนำข้อมูลมาทำการพัฒนางานวิจัยได้อีกด้วย
“วันที่ 20 ตุลาคม 2024 เวลา 13.25 น.” เสียงศาสตราจารย์โจวดังขึ้น เพื่อบันทึกเสียงลงในระบบการทดลอง
“จ้าวหลันเฟย เพศหญิง อายุ 24 ปี น้ำหนัก 49 ส่วนสูง 165 เซนติเมตร กำลังจะทำการทดสอบเพื่อย้อนเวลากลับไปเมื่อ 4 วันที่แล้ว” เขาพูดต่อไป จากนั้นก็หันไปยังนักวิจัยในทีม
“หมุนเวลากลับไปเมื่อสี่วันก่อน” สิ้นเสียงนั้นผู้ทำหน้าที่ก็ทำการหมุนปุ่มเวลาแล้วทวนคำสั่ง
“ปุ่มอยู่ที่ 4 วัน เรียบร้อยแล้ว”
จ้าวหลันเฟยสูดลมหายใจเข้า จากนั้นก็ร้องยกมือส่งสัญญาณให้ทีมวิจัยลงมือกดทุ่มเริ่มการทำงาน
“ผู้ทดลองพร้อมแล้ว กดปุ่มเริ่มทำงานได้” ศาสตราจารย์โจวออกคำสั่ง จากนั้นคนที่ทำหน้าที่ก็กดปุ่มนั้นลงไป
จังหวะที่เครื่องเริ่มการทำงาน ไฟฟ้าในห้องทดลองก็กะพริบเล็กน้อยเหมือนว่าไฟตกวูบไปชั่วครู่ จ้าวหลันเฟยหลับตาลงรู้สึกเวียนศีรษะเหมือนว่าตัวเองกำลังหมุนตัวอยู่เป็นสิบ ๆ รอบ รู้สึกอยากอาเจียน แล้วร้อน ๆ หนาว ๆ ไปทั่วร่าง มือเรียวกำแน่นด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะกับแรงกระทำบางอย่างที่อยู่รอบตัว
“กำลังไฟไม่พอ รีบหยุดการทำงาน”
เสียงนั้นคือเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน จากนั้นก็รู้สึกว่าร่างหมุนเคว้งทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อน ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองยืนอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยฝุ่น สภาพเหมือนกับบ้านในยุคเก่าที่ขาดการดูแล
หญิงสาวหาที่นั่งพักสักครู่ เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าแล้วผ่อนออกช้า ๆ ตัดสินใจว่าจะต้องรีบไปที่บ้านพักทางทิศใต้ของเพื่อนสนิทของตนเพื่อที่จะเตือนไม่ให้เขาต้องเดินทางในวันนี้
“ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่นะ” เธออดบ่นออกมาไม่ได้ เพราะศาสตราจารย์จางบอกว่าเขาก็โผล่ออกมาในห้องทดลองนั่นแหละ ตอนนั้นนักวิจัยในโลกคู่ขนานต่างก็แตกตื่นและยินดีที่รู้ว่าพวกตนทำสำเร็จ
เมื่อเปิดประตูออกไปจากบ้านร้างหลังนั้นเธอก็พบว่าสถานที่ที่เธออยู่เป็นเมืองที่ไม่คุ้นตา ราวกับว่ากำลังอยู่ชานเมืองที่ไหนสักที่ เดินออกไปยืนแล้วสำรวจไปทั่วก็ไม่รู้สึกคุ้นเคย
“นี่เรามาโผล่ที่ไหนเนี่ย” หญิงสาวบ่นพลางมองไปรอบ ๆ แล้วสายตาก็หยุดที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ลักษณะการแผ่กิ่งก้านนั้นคล้ายกับต้นไม้ที่อยู่หน้าศูนย์วิจัย แต่ว่าต้นไม้ต้นนี้ยังคงมีใบดกเต็มต้นและลำต้นยังไม่ใหญ่มากนัก แต่ต้นไม้ที่หน้าศูนย์วิจัยนั้นสูงใหญ่กว่านี้มาก
“คงไม่ใช่หรอกนะ” เธอปลอบใจตัวเองเมื่อเห็นว่าต้นไม้นั้นมีลักษณะคล้ายกันมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ราวกับเป้นต้นเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน
จ้าวหลันเฟยเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนน บ้านเรือนที่นี่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ดูยังไม่เจริญมาก ผู้คนก็สวมชุดเหมือนสมัยก่อน ในขณะที่เธอสวมใส่กางเกงยีนและมีเสื้อคลุมสีขาวของนักวิจัยคลุมทับเสื้อเชิ้ตด้านในอยู่อีกชั้น เวลาที่เดินไปก็เป็นจุดสนใจของคนที่เห็น
“ไม่จริง ไม่จริง สี่วันเท่านั้น ให้ตายสิ ไม่ใช่ว่าฉันย้อนมาไกลเป็นสิบ ๆ ปีหรอกนะ” เธอเริ่มเดาสถานการณ์ออกมา แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้กับความจริงที่เห็นแล้วรีบตรงไปยังอาคารตรงหน้าที่เป็นโรงพยาบาล
โรงพยาบาลฉางเล่อที่ตั้งอยู่ตรงหน้า คือชื่อเดิมของโรงพยาบาลเอสแคร์ฮอตปิตอลในปัจจุบัน ดูจากอาคารที่รูปทรงคล้ายกันและยังไม่ได้รับการปรับปรุงหญิงสาวก็พอเดาได้แล้วว่าเธอย้อนเวลากลับมามากกว่าสิบปีอย่างแน่นอน
“แล้วฉันจะกลับไปอย่างไร พระเจ้าช่วยด้วย!”
************************
ผู้อำนวยการวัยสามสิบหกมองดูจ้าวหลันเฟยด้วยสายตาที่สนใจ การข้ามเวลาของเธอกับความจำที่หายไปทำให้รู้ว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นมีผลต่อความทรงจำ ดังนั้นการทดสอบครั้งที่สามจึงยังไม่ถูกอนุมัติในช่วงนี้การทำงานที่จริงจังของเธอและสีหน้าที่จริงจังเวลาทำงานทำให้เขารู้สึกสนใจเธอและอดที่จะละสายตาไปไม่ได้ และสิ่งนั้นโจวอี้หลิงก็สังเกตได้ และยินดีหากว่าผู้อำนวยการหนุ่มจะสนใจจ้าวหลันเฟย“ทุกคน ผู้อำนวยการเฉินซื้อเครื่องดื่มมาฝาก” เสียงของคนในทีมเรียกให้ทุกคนวางมือจากงานแล้วมารับเครื่องดื่มของตน“กาแฟนม เพิ่มน้ำเชื่อมสองปั๊ม” เขาพูดขึ้นมาจากด้านหลังของจ้าวหลันเฟยหญิงสาวหันกลับไปพบว่าผู้อำนวยการเฉินยื่นเครื่องดื่มเข้ามาให้เธอ“เอ่อ ขอบคุณค่ะ” เธอรับเอาไว้แล้วมองสายตาของเขาที่สนใจเธออย่างเปิดเผย“ของพวกเราได้เอสเปรสโซ่เย็นเหมือนกันหมด ทำไมหลันเฟยเธอจึงได้ต่างจากคนอื่น” มีเสียงพูดหยอกเย้าดังขึ้นมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์สาวออกอาการเขินอายเล็กน้อย“ทำไมของฉันไม่เหมือนคนอื่นคะ”“เราชอบเมนูเดียวกัน ผมเลยจำได้ไม่ยาก” เขาอธิบายแล้วยิ้มให้แก่เธอสาย
ณ อาคารวิจัย A ชั้น 1 บริษัทดับเบิ้ลยูเอเทคโนโลยี ไฟฟ้าในห้องทดลองกะพริบเล็กน้อยเหมือนว่าไฟตกวูบไปชั่วครู่“กำลังไฟไม่พอ รีบหยุดการทำงาน” โจวอี้หลิงตะโกนเสียงดังเพื่อให้หยุดการทดลอง แต่ก็สายเกินไปเมื่อคนในเครื่องไทม์แมชชีนหายวับไปกับตา“หลันเฟย” เขาร้องเสียงหลงแล้ทรุดตัวนั่งลงด้วยความเป็นกังวล ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างในตอนนี้“เธอกลับมาแล้ว” สักพักก็มีเสียงคนดังขึ้น ร่างของจ้าวหลันเฟยกลับมาอยู่ในเครื่องไทม์แมชชีนพร้อมกับประตูที่เปิดออกโดยอัตโนมัติ เธอถูกพาตัวออกมาในสภาพที่กำลังสะลึมสะลือ“หลันเฟย ได้ยินฉันไหม” โจวอี้หลิงถามด้วยความห่วงใย“ศาสตราจารย์ ฉัน..ฉัน..” พูดจบสติเธอก็ดับวูบไป โจวอี้หลิงให้คนพาเธอนำส่งโรงพยาบาลทันทีร่างของจ้าวหลันเฟยที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ไม่ได้เป็นอะไรมาก หมอบอกว่าเธอแค่อ่อนเพลียและร่างกายขาดสารอาหารไปก็เท่านั้น จึงให้น้ำเกลือเธอพร้อมกับยาบำรุงเพื่อให้ร่างกายเธอฟื้นตัวได้เร็ว“เธอเป็นอะไรมากไหม” ศาสตราจารย์จางที่สวมชุดของโรงพยาบาลเข้ามาเยี่ยม เข
ท่ามกลางความเงียบงันในโถงทางเดิน แต่อึดใจนี้กลับเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกที่อัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกคำถามของเจียงหานยังคงวนเวียนอยู่ ในขณะที่หัวใจของเฉินจินเจินเต้นประท้วงอยู่ในอกอย่างรุนแรงครูหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว จนเฉินจินเจินสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความจริงจังและนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“เฉินจินเจินครับ...” เขาเรียกชื่อจริงของเธอเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้เธอหน้าร้อนวูบ“คนที่ผมชอบ คนที่ผมบอกครูโจวว่าชอบมากจนรับใจใครอีกไม่ได้ คนคนนั้นก็คือคุณ”เฉินจินเจินเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกราวกับโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว“คุณ... ว่ายังไงนะ”“ผมรักคุณครับ” เจียงหานย้ำชัดถ้อยชัดคำอย่างหนักแน่น ไร้ซึ่งร่องรอยของการล้อเล่นอย่างที่เคยเป็นมา“ที่ผมคอยกวนประสาทคุณ ที่ผมพยายามหาเรื่องมาเจอหน้าคุณทุกวัน หรือแม้แต่จดหมายขอโทษพวกนั้น ผมไม่ได้ทำไ
หลังเลิกเรียน บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มเงียบเหงาลงบ้างแล้ว เฉินจินเจินจัดเก็บข้าวของบนโต๊ะด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก ภาพที่โรงอาหารตอนเที่ยงยังคงติดตาครูสาวเดินเลี่ยงออกมาทางสวนหย่อมด้านหลังอาคารเพื่อไปที่ลานจอดรถ แต่แล้วฝีเท้าของเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากมุมตึกเธอไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทแอบฟัง แต่ภาพตรงหน้าทำให้เธอขยับขาไม่ออก ครูโจว ครูสาวผู้อ่อนหวานจากแผนกคณิตศาสตร์ กำลังยืนอยู่ตรงหน้า เจียงหาน ในมือกำลังยื่นจดหมายสีชมพูให้เขาด้วยท่าทางเอียงอาย“ครูเจียงคะ ฉันชอบคุณค่ะ ชอบมานานแล้ว ถ้าไม่รังเกียจ เราลองคบกันดูได้ไหมคะ”เฉินจินเจินรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายบีบรัดตัวอย่างรุนแรง เธอกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ และคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเจียงหานก็ทำให้โลกทั้งใบของเธอเหมือนจะหยุดหมุน“ผมขอบคุณมากนะครับครูโจวที่รู้สึกดีกับผม แต่ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนี้ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วครับ และผมก็ชอบเธอมากด้วย” เจียงหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าหนักแน่นคำว่า 'มีคนที่ชอบแล้ว' ไม่ได้แค่ทำให้ค