Masuk“เธอเป็นใครกันแน่” คำถามนั้นถูกถามออกมาทำให้ใบหน้าของจ้าวหลันเฟยที่กำลังตื่นเต้นและหมกมุ่นกับความคิดของตน มีสีหน้าที่เจื่อนลงไปเล็กน้อย
สายตาคู่งามสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอลืมไปว่ากำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ หรือว่าเธอควรสารภาพกับเขาออกไปตรง ๆ ดี ว่าเธอคือหญิงสาวในโลกอนาคตที่ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่
“ถ้าเธอไม่อยากตอบคำถามนี้ของฉันก็ไม่เป็นไร งั้นฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่ง ต้องการอะไรจากฉันกันแน่” เขาเปลี่ยนคำถามเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแรกเสียเท่าไร แล้วยังมีสีหน้าที่ดูลำบากใจแบบนั้น
แต่เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่บอกเขาจริง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“คุณเฉินคะ คือ...” จ้าวหลันเฟยกลัวว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นจะเหลือเชื่อมากเกินไปสำหรับคนในยุคนี้ เธอจึงอยากให้เขาเห็นความสามารถของเธอก่อน แล้วถึงตอนนั้นคำพูดของเธอจึงจะน่าเชื่อถือมากกว่านี้
“ผมรอฟังอยู่” เขาพูดแล้วจ้องมองท่าทีที่ลังเลของเธอ
“เอาไว้ให้คุณทำโปรแกรมทางบัญชีนี้ออกมาได้สำเร็จก่อน หากมันทำให้บริษัทคุณประสบความสำเร็จได้จริง หลังจากนี้ฉันจะบอกทุกอย่างกับคุณ แต่ให้คุณรู้เอาไว้เลยว่าฉันไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อคุณหรือครอบครัวของคุณเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่บางอย่างฉันไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้ในตอนนี้” เธออธิบายด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและแววตานั้นก็เต็มไปด้วยความแน่วแน่ บ่งบอกว่าเธอไม่ได้โกหก แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะพูดความจริงในตอนนี้
“สรุปก็คือ เธอไม่ได้ความจำเสื่อม แค่มีบางอย่างที่ปิดบังฉันอยู่ เพื่ออะไร” เขาถามเสียงเรียบ มองเธอด้วยสายตาที่กดดันอย่างที่เขาชอบทำ
“เพราะฉันไม่มีที่ไปจริง ๆ ค่ะ ฉันเลยต้องพึ่งพาคุณ เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันบอกคุณได้แค่นี้จริง ๆ เชื่อใจฉันสักครั้งเถอะนะคะฉัน”
ไม่รู้ว่าเพราะสีหน้าท่าทางของเธอที่กำลังพูดอย่างจริงจัง หรือเป็นเพราะแนวความคิดของเธอที่ทำให้เขารู้สึกมั่นใจและมีความหวังว่าบริษัทจะสามารถดำเนินไปต่อได้ เฉินอี้เซียวตัดสินใจที่จะรับเอา แนวความคิดของเธอไปพัฒนาซอฟต์แวร์ดู
“ได้ฉันจะลองนำแนวความคิดนี้ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ออกมาขาย ถ้ามันเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าเธอต้องการอะไร หากฉันตอบแทนได้ฉันก็จะทำ” เขาพูดแล้วยื่นมือไปหาเธอ
หญิงสาวยื่นมือออกมาจับมือของเขาอย่างไม่ลังเล การเชคแฮนด์เพื่อทำข้อตกลงแบบนี้มีแค่คนรุ่นใหม่เท่านั้นที่ทำกัน เธอคงไม่ใช่คนธรรมดา คำพูดคำจาที่ดูเหมือนมีความรู้นั้นมากเกินกว่าจะให้เป็นแค่พี่เลี้ยง แต่ถ้าให้เธอเกี่ยวข้องกับบริษัทของเขาตอนนี้ก็ยังไม่ไว้ใจให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“สิ่งที่ฉันขอไม่มากเกินไปแน่นอนค่ะ และแน่นอนว่าฉันไม่ได้ขอขยับสถานะพี่เลี้ยงไปเป็นแม่เลี้ยงของเด็ก ๆ อย่างแน่นอน” เธอพูดทิ้งท้าย ตอกย้ำให้รู้ว่าอย่างไรเธอก็ไม่ได้หวังตำแหน่งคุณนายเฉินอย่างที่เขาคิด
“ให้มันแน่เถอะ ไม่ใช่ว่าเธอกำลังทำตัวให้ฉันสนใจแล้วคิดจะเปลี่ยนสถานะของตัวเอง” เขาพูดเสียงเรียบ หรี่ตามองเธอและมือที่เธอยังจับเขาไม่ปล่อย
จ้าวหลันเฟยชักมือกลับมาแล้วยิ้มกว้างให้เขา
“ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ถึงฉันต้องอาศัยคุณเพราะไม่มีที่ไป แต่คุณไม่ใช่สเปกของฉันค่ะ เอ่อ หมายถึงไม่ใช่ผู้ชายในอุดมคติที่ฉันวางเอาไว้ ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะคะว่าฉันจะชอบคุณ” เธอพูดจบก็ยืดตัวขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินจากไป
เฉินอี้เซียวยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เข้าใจดีที่เธอกำลังสื่อความหมายว่าไม่มีวันชายตามองเขา
“คิดจะทำให้ฉันรู้สึกท้าทายและอยากได้เธอ แผนเดียวกับฟู่ชิงชิง ทำเป็นไม่สนใจเพื่อให้ฉันอยากเข้าหา ฉันไม่มีวันโง่ตกหลุมพรางตื้น ๆ ของเธอหรอก จ้าวหลันเฟย” เขาพึมพำออกมา ไม่มีวันที่จะกลับไปโง่งมกับความรักจอมปลอมเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว
************************
อาหารเช้าวันนี้ของเฉินจินจ้านและเฉินจินเจินคือแพนเค้กที่ทำเป็นรูปบ้านตามที่จ้าวหลันเฟยสัญญาเอาไว้
“จริง ๆ ถ้ามีน้ำผึ้งราดจะอร่อยกว่านี้ ส่วนนมข้นหวานก็หวานจนเกินไปฉันจึงไม่ได้ราดลงไป แต่ว่าเนื้อแพนเค้กมีนมและเนยเป็นส่วนผสม รับรองว่าเนื้อนุ่มฉ่ำไม่แห้ง ลองกินดูนะคะ” เธออธิบายอาหารที่ตนเองทำ จากนั้นก็มองดูเด็ก ๆ ทานอย่างเอร็ดอร่อย
เฉินอี้เซียวเดินลงมาในชุดทำงานที่เป็นชุดสูทแบบสากล มองดูอาหารที่ลูก ๆ กำลังรับประทานก็ไม่ได้ว่าอะไร เสี่ยวอิงที่ยืนรอสังเกตการณ์อยู่ก็โล่งใจเป็นอย่างมาก พยักหน้าให้แก่จ้าวหลันเฟยแล้วเดินไปจัดอาหารให้แก่ประธานหนุ่ม
“วันไหนทำแพนเค้กอีก ทำเผื่อฉันด้วยนะ” เขาพูดเพียงแค่นั้นแล้วกินโจ๊กเห็ดหอมที่เสี่ยวอิงนำมาวางให้ เสี่ยวจ้านและเสี่ยวเจินอมยิ้มที่บิดาไม่ได้ว่าอะไรพวกตนและยอมรับอาหารเช้าที่พี่เลี้ยงคนใหม่ทำให้
“ปะป๊ารู้จักแพนเค้กด้วยหรือคะ”
“นั่นสิครับ ทำไมเราไม่เคยกินเลย” ทั้งสองถามด้วยความสงสัย
“อืม เป็นอาหารเช้าที่กำลังเป็นที่นิยมกัน ใช่ไหมเสี่ยวเฟย” เขาหันมาพูดกับจ้าวหลันเฟยในตอนท้าย แล้วยังเรียกเธอว่าเสี่ยวเฟย ที่หมายถึง เฟยตัวน้อย ในที่นี้คงไม่ได้กล่าวด้วยความเอ็นดู แต่พูดเหมือนประชดประชันเธอให้รู้สึกว่าตัวลีบเล็กลงต่างหาก
“ค่ะ” เธอตอบรับเสียงเบา ก่อนจะคิดได้ว่านั่นเป็นประโยคที่เธอต่อรองกับเด็ก ๆ เมื่อคืนนี้ สงสัยว่าเขาจะได้ยินเรื่องแพนเค้กที่เธอจะทำ เช้านี้จึงไม่ได้ต่อว่าเธอที่ทำอาหารนอกตารางที่เขากำหนดเอาไว้
“เมื่อคืนนี้ฉันลองเขียนในสิ่งที่เธออธิบาย ฉันว่าแนวคิดนี้ดีมาก หากทำกำไรได้จริงเธอจะเรียกส่วนแบ่งเท่าไรก็บอกมาเลย” เขาพูดเสียงเรียบ สายตามองรอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่กินแพนเค้กที่วาดเป็นรูปบ้าน และมีกล้วยชิ้นเล็ก ๆ วางประดับอยู่
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าให้สำเร็จจริง ๆ ก่อนค่อยพูดกันอีกที” เธอยังคงเก็บงำความปรารถนาของตนเองเอาไว้ ใครจะกล้าบอกล่ะว่า ‘ฉันอยากให้คุณออกเงินทุนสร้างไทม์แมชชีนให้กลับไปยุคอนาคตที่ฉันจากมา’ หากพูดไปไม่ถูกหาว่าบ้า ก็ต้องโดนด่าว่าเพี้ยน
“ฉันจะให้พนักงานไอทีทั้งหมดร่วมกันทำงานนี้ รีเสิร์ชข้อมูลจากฝ่ายบัญชีให้ครอบคลุมความต้องการ แล้วนำมาเขียนเป็นโปรแกรม คาดว่าไม่กี่วันก็น่าจะเสร็จ เพราะว่าไม่มีความซับซ้อนอะไรมาก” เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องอธิบายให้เธอฟัง เหมือนกับว่าแค่อยากหาเรื่องพูดคุยกับเธอ
“ค่ะ ฉันจะรอฟังข่าวดีนะคะ” เธอพูดด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น บริษัทของเขาทำกำไรได้ เธอเองก็จะพลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย แววตาที่เป็นประกายของเธอทำให้เขาเผลอมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปถามลูกแฝด เพื่อกลบเกลื่อนความคิดบางอย่างที่มีต่อพี่เลี้ยงเด็กที่เพิ่งรู้จักเพียงสองวัน
“อร่อยหรือไม่”
“อร่อยครับ” / “อร่อยค่ะ” เด็ก ๆ พูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ขนาดเฉินจินจ้านเองที่เหมือนจะต่อต้าน แต่ก็ลืมตัวยิ้มแย้มเพราะรสชาติแปลกใหม่ของอาหารเช้าที่ไม่เคยกิน ทำให้จ้าวหลันเฟยรู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเองมาก
“งั้นต่อจากนี้อาหารของเด็ก ๆ ฉันฝากเธอด้วยก็แล้วกัน” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ค่ะ” หญิงสาวรับปาก แอบขยิบตาให้เด็กแฝดชายหญิงทั้งสอง ส่งสัญญาณว่าให้เชื่อมือเธอได้เลย
************************
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา
หลังจากแนวคิดของจ้าวหลันเฟยถูกถ่ายทอดในที่ประชุม ทีมงานทั้งหมดก็ระดมสมองกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายใช้เวลาในการศึกษางานเกี่ยวกับบัญชีอยู่ครึ่งวัน และให้ฝ่ายบัญชีเข้ามาอธิบายความต้องการที่ต้องใช้ในการทำงาน ใช้เวลาเขียนโค้ดและออกแบบหน้าตาของโปรแกรม เพียงแค่สามวันเท่านั้นโปรแกรมต้นแบบก็สำเร็จ เตรียมพร้อมที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดให้เป็นโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบต่อไปหยางหมิงซวนเคาะประตูห้องแล้วเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ตื่นเต้น นำข่าวดีเรื่องนี้มาบอกแก่ประธานหนุ่มทันทีที่ทีมพัฒนาโปรแกรมแจ้งข่าว“คุณเฉินครับ โปรแกรมต้นแบบสำเร็จแล้วครับ”เมื่อได้ยินข่าวดีที่รอคอย เฉินอี้เซียวก็ลุกขึ้นแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ“ให้ฝ่ายบัญชีที่บริษัททดสอบการใช้งานโปรแกรมของเรารึยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น“ทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายบัญชีบอกว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานได้มาก แม่นยำ และสรุปผลออกมาตามที่ต้องการ ลดระยะเวลาการทำงานไปได้กว่า 40% ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น” อาหมิงอธิบายอย่างละเอียด“ดีมาก ดีจริง ๆ” เฉินอี้เซียวถอนหายใจออกมาด้วยความดีใจ แค่โปรแกรมพื้นฐานเล็ก ๆ ที่สำเร็จลงได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจมาก“คุณเฉ
“เธอเป็นใครกันแน่” คำถามนั้นถูกถามออกมาทำให้ใบหน้าของจ้าวหลันเฟยที่กำลังตื่นเต้นและหมกมุ่นกับความคิดของตน มีสีหน้าที่เจื่อนลงไปเล็กน้อยสายตาคู่งามสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอลืมไปว่ากำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ หรือว่าเธอควรสารภาพกับเขาออกไปตรง ๆ ดี ว่าเธอคือหญิงสาวในโลกอนาคตที่ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่“ถ้าเธอไม่อยากตอบคำถามนี้ของฉันก็ไม่เป็นไร งั้นฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่ง ต้องการอะไรจากฉันกันแน่” เขาเปลี่ยนคำถามเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแรกเสียเท่าไร แล้วยังมีสีหน้าที่ดูลำบากใจแบบนั้นแต่เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่บอกเขาจริง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว“คุณเฉินคะ คือ...” จ้าวหลันเฟยกลัวว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นจะเหลือเชื่อมากเกินไปสำหรับคนในยุคนี้ เธอจึงอยากให้เขาเห็นความสามารถของเธอก่อน แล้วถึงตอนนั้นคำพูดของเธอจึงจะน่าเชื่อถือมากกว่านี้“ผมรอฟังอยู่” เขาพูดแล้วจ้องมองท่าทีที่ลังเลของเธอ“เอาไว้ให้คุณทำโปรแกรมทางบัญชีนี้ออกมาได้สำเร็จก่อน หากมันทำให้บริษัทคุณประสบความสำเร็จได้จริง หลังจากนี้ฉันจะบอกทุกอย่า
แม้จะจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเอกฟิสิกส์ แต่ว่าเธอก็มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์พื้นฐานอยู่ไม่น้อยทั้งนี้เพราะเป็นวิชารองที่เธอเลือกเรียนและมีสอนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปการเขียนโปรแกรมแม้จะต้องใช้ทักษะเฉพาะ เธออาจจะไม่ชำนาญในเรื่องนั้นแต่เธอก็สามารถออกแบบโปรแกรมและเขียนต้นแบบ เพื่อให้เขานำไปให้พนักงานที่เชี่ยวชาญออกแบบซอฟต์แวร์ออกมาได้“ในยุคนี้เริ่มมีการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ ประเทศกำลังได้รับการพัฒนา คอมพิวเตอร์คงน่าจะเริ่มนำมาใช้ในการทำงานของบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว โปรแกรมที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์ในยุคนี้อะไรล่ะที่จะเหมาะสม” จ้าวหลันเฟยในชุดชุดนอนกระโปรงสีขาวของอดีตคุณนายเฉิน เดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด“สแกนไวรัสอย่างนั้นหรือ ไม่สิอินเทอร์เน็ตอาจจะยังไม่ครอบคลุมว่า แต่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตใช้หรือยังนะ โอ๊ย ปวดหัวจริง โปรแกรมสแกนไวรัสตัดออกไปก่อน... อืม โปรแกรมที่จะใช้ได้ในสำนักงานอย่างนั้นหรือ แล้วอะไรดีล่ะ”หญิงสาวพูดไปบ่นไปอย่างใช้ความคิดอยู่ภายในห้องนอนของตน ตั้งแต่ที่อาบน้ำเสร็จจนถึงตอนนี้ ในหัวเธอก็ยังวนเว







