Share

ควรขายออกไป

last update Tanggal publikasi: 2026-01-10 13:21:35

นางนั่งพักเหนื่อยอยู่พักใหญ่ก็นึกขึ้นได้จึงเดินไปหาหลี่เล่อที่กำลังขุดแปลงผักต่อที่หลังบ้าน

"จะปลูกผักหรือ ข้าจะช่วยเอง"

นางถามเสียงใสฟังดูอ่อนหวานมากกว่าเสียงแข็งกระด้างที่เคยได้ยิน เขาไม่พูดอะไรยังคงขุดดินต่อไปยกร่องทำแปลงผักโดยนางเก็บหญ้าออกอยู่ใกล้ ๆ จนแปลงผักเป็นรูปเป็นร่างแล้วนางจึงลงมือปลูก หลี่เล่อเป็นคนไปตักน้ำมารดแปลงตามหลังนาง

เสร็จสิ้นจากการปลูกผักเขาเดินผ่านเล้าไก่ก็นึกถึงคำพูดเซียวจูจึงหันมาถามขึ้น

"เจ้าเอามันมาจากบ้านเซียวจูหรือ"

นางยักไหล่ตอบสบาย ๆ ท่าทางประหลาดยิ่งนัก

"ใช่แล้ว"

"ทำไมทำอย่างนั้น"

"เม่ยเอ๋อร์ถูกนางตีจนเจ็บตัวนางก็ต้องชดใช้"

"แล้วเจ้า ตีนางเป็นการเอาคืนหรือ"

"ใช่ ข้าแค่ตบหัวสั่งสอนคิดว่าไม่คุ้มก็เลยเอาเป็ดไก่มาด้วย"

หลี่เล่อกลอกตา ปกติแล้วจ้าวหานหรงตัวใหญ่เทอะทะแต่ตัวจิตใจของนางขี้ขลาดตาขาวไม่สู้คนรูปร่างของนางดูไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย ครั้งนี้เขาออกไปล่าสัตว์หลายวันนางกลับดูเปลี่ยนไป ดูเหมือนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

"อ้อ ข้าติดค้างค่ายาท่านหมอหนึ่งตำลึงพอมีหรือไม่"

เขากำลังจะถามขึ้นพอนางบอกความจริงก็เดินออกจากบ้านไปอีกครั้ง

"ท่านหมออยู่หรือไม่"

เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นหมอจึงเดินออกมาดู

"อ้อ หลี่เล่อเชิญด้านในก่อน"

ถึงหมอจะเกลียดขี้หน้าจ้าวหานหรงแต่ก็สุภาพกับหลี่เล่ออยู่เสมอเพราะเขาปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างให้เกียรติ นึกสงสัยเหมือนคนอื่นเช่นกันว่าหลี่เล่อไม่ใช่คนธรรมดาทั้งที่เขาไม่เคยพูดเกี่ยวกับตัวเองกับผู้ใดเพียงแต่สังเกตจากลักษณะท่าทางเท่านั้น

"กลับมานานแล้วหารือ"

"เมื่อเช้านี้เอง ข้าเอาเงินมาจ่ายค่ายาให้"

เขาล้วงเงินออกมาหนึ่งตำลึง หมอจึงคืนให้ส่วนหนึ่ง

"ภรรยาเจ้าคงบอกละสิว่าหนึ่งตำลึง ข้ายังไม่ได้อธิบายก็หงุดหงิดเดินออกมาก่อน"

"ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยเหลือ"

หลี่เล่อสำนึกในความดีของหมอมาตลอด ถึงบ้านเขาจะยากจนมากติดค้างค่ายาเอาไว้บ่อยครั้งก็ไม่เคยทวงถามมิหนำซ้ำยังเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปช่วยยามลำบาก

"ไม่เป็นไรอย่าคิดมากเลย มีอะไรช่วยได้ก็ช่วยกันไปแล้วอีกอย่างที่อยากจะเตือนว่าช่วยบอกภรรยาของเจ้าเอาใจใส่ลูกให้มากกว่านี้หน่อย เด็ก ๆ กำลังอยู่ในวัยซุกซนควรดูแลให้ดี ๆ"

หลี่เล่อรับฟังไม่เอ่ยคำพูดใดใบหน้าของเขาเรียบนิ่งก่อนกล่าวขอบคุณที่หมอแสดงความห่วงใย ไม่ใช่ว่าเขาละเลยไม่ใส่ใจเรื่องนี้เพียงแต่จ้าวหานหรงไม่เคยเชื่อฟังและไม่สนใจครอบครัวมาตั้งแต่แรกเขาจึงรับผิดชอบทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมด

คนหนุ่มเดินจากไปแล้วหมอได้แต่นั่งถอนหายใจด้วยความเห็นใจ เป็นโชคร้ายของหลี่เล่อแท้ ๆ ที่มีภรรยาไม่เอาการเอางาน ไม่รู้จักดูแลครอบครัวให้ดีและยังล้างผลาญส่งผลให้ครอบครัวของเขายังยากจน หลี่เล่อยังทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนอาจจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

"น่าเสียดายคนดี ๆ อย่างเจ้าต้องมาลำบากเพราะคนไร้ประโยชน์คนหนึ่ง"

หมอส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ รูปร่างหน้าตาของหลี่เล่อไม่เหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไปการหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดบนความขัดสนนับว่าเกินความสามารถไปมาก ยิ่งมองดูชายหนุ่มก็ยิ่งเสียดายที่เขาไม่เลือกอนาคตที่ดีให้ตัวเองแต่กลับยอมรับผิดชอบคนโง่เง่าเลี้ยงดูเป็นคู่ชีวิตโดยไม่นอกลู่นอกทาง คุณธรรมข้อนี้คนในหมู่บ้านต่างยกย่องเขา

หลี่เล่อกลับมาถึงบ้านจ้าวหานหรงกำลังพาเด็ก ๆ กินข้าวกลางวันนางเห็นเขาเดินกลับมาจึงเรียกมากินข้าว

"ท่าน มากินข้าวเถิด"

จ้าวหานหรงไม่เคยมีในสามีในชาติก่อนแม้แต่คบผู้ชายสักคนก็ไม่เคย คำเรียกขานของนางจึงฟังดูติดขัดไม่เป็นธรรมชาติ หลี่เล่อสะดุดกับคำพูดของนางแต่เขาก็เดินไปนั่งข้างหลี่จื่อหลินกินข้าวเป็นเพื่อนลูกฝาแฝดทั้งสอง

หลี่จื่อหลินไม่ยอมกินอาหารเขามักรอให้ท่านพ่อกินก่อนถึงลงมือกินถือว่าท่านพ่อทำงานหนักเหนื่อยเพื่อครอบครัวจึงอยากตอบแทนด้วยวิธีคิดของเขา

"เสี่ยวหลินทำไมไม่กินข้าว"

หลี่เล่อพูดกับบุตรบุตรชายพลางลูบหัวมองด้วยความรัก

"ท่านพ่อทำงานเหนื่อยเพื่อพวกเรา ข้าอยากให้ท่านกินก่อนส่วนข้าไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกินเมื่อไหร่ก็ได้ขอรับ"

ช่างเป็นพี่ชายที่มีแต่ความเสียสละจริง ๆ จ้าวหานหรงครุ่นคิดถึงอนาคตหลี่จื่อหลินคนนี้ อันที่จริงเขาเป็นคนฉลาดทว่าจุดบกพร่องก็มีมากความรักคนอื่นมากเกินไปทำให้จิตใจเบื้องลึกอ่อนแอ ครึ่งหนึ่งของความเข้มแข็งมาจากผู้เป็นมารดา การที่เขาถูกมารดาทอดทิ้งทำให้เกิดความรู้สึกว้าเหว่จนต้องวิ่งหาความรักจากคนภายนนอกยอมทำให้ผู้อื่นพอใจทั้งที่ตัวเองตกที่นั่งลำบาก

นางจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ เมื่อกลัวคนอื่นไม่รักเขาจะกลายเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้อื่นพึงพอใจและหาผลประโยชน์เอาเปรียบได้ในอนาคต

"เสี่ยวหลิน เจ้ายังเป็นเด็กร่างกายต้องการอาหาร หากรู้สึกหิวเราก็ควรต้องกิน การกตัญญูต่อบิดาเป็นเรื่องสำคัญถ้าเจ้ายังไม่หิวก็สามารถรอคอยได้ แต่ถ้าท้องของเจ้าประท้วงอยู่ตอนนี้แล้วไม่ยอมกินเจ้าก็จะทรมาน ท่านพ่อยังไม่ใช่คนป่วยยังกินข้าวเองได้อยู่ ส่วนเจ้าควรซื่อสัตย์กับร่างกายและใจของตัวเองอย่าลำบากเกินกำลัง"

ในหัวสมองของหลี่เล่อกำลังประมวลผล แม้คำพูดเหล่านี้ก็ไม่เคยได้ยินจากคนทั้งหมู่บ้านมาก่อน นางมีระเบียบความคิดเป็นเหตุเป็นผลก็วันนี้ตั้งแต่รู้จักกันมา ที่ผ่านมาเขาเพียงเห็นสตรีไร้ค่าคนหนึ่งที่ทำตัวต่ำช้าไปวัน ๆ แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือผู้ใด คนเราจะเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือภายในเวลาไม่กี่วันได้อย่างไรกัน

หลี่จื่อหลินทำหน้าบึ้งไม่พอใจกับคำพูดของจ้าวหานหรง สิ่งที่เขาทำเพื่อท่านพ่อไม่เกี่ยวข้องกับนางเขาไม่ต้องการให้นางมาสั่งสอน จ้าวหานหรงเห็นเด็กน้อยแสดงอาการไม่พอใจจึงมองหน้าหลี่เล่อให้ช่วยกันพูด หลี่เล่อจึงพูดกับหลี่จื่อหลินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"พ่อกินแล้วหนึ่งคำหายหิวแล้วเจ้าก็ลงมือกินได้อย่าทรมานตัวเอง สิ่งที่ท่านแม่พูดถูกต้องแล้ว"

เขาเงยหน้าขึ้นมองบิดาพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วลงมือกินข้าว ดูจากลักษณะไม่บอกก็รู้ว่าหิวมากเพียงใด จ้าวหานหรงส่ายหน้าช้า ๆ เด็กดื้อคนนี้รับมือค่อนข้างยากเขาเชื่อฟังเพียงบิดา ด้วยความเป็นเด็กบิดาก็ไม่เอาจริงเอาจังกับเขา สาเหตุนี้อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้หลี่จื่อหลินมีอนาคตที่น่ากลัวก็เป็นได้

หลังจากกินข้าวกลางวันอิ่มแล้วนางเก็บถ้วยชามไปล้างหลังบ้านเมื่อเห็นหลี่เล่อยังเล่นกับเด็ก ๆ จึงเอ่ยปากขอคำปรึกษา

"ไก่กับเป็ดข้าว่าควรเอาไปขาย ท่านจะเข้าไปในเมืองวันไหนข้าจะขอไปด้วย"

เด็กสองคนได้ยินก็ทำหน้าเศร้า

"ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงตลอดไปหรือเจ้าคะ"

หลี่จิ่วเม่ยเอ่ยน้ำเสียงหวานปนความเศร้าใจ จ้าวหานหรงจึงพูดกับนางว่า

"เราเลี้ยงไว้ไม่ได้ ไก่กับเป็ดเป็นตัวผู้ ออกไข่ไม่ได้ จะฆ่าก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นเราควรขายแล้วเอาเงินมาซื้อข้าวและอาหาร"

นอกจากนางไม่แสดงความรำคาญออกมายังชี้แจงถึงเหตุผลให้บุตรสาวฟัง หลี่เล่อเห็นด้วยว่าควรขายสัตว์สองตัวนี้ออกไป

"วันพรุ่งนี้ข้าจะเอาหนังสัตว์ไปขายเจ้าก็ไปกับข้า"

นางพยักหน้ารับปาก

"ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปขอร้องท่านแม่มาอยู่เป็นเพื่อนลูกจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"

หลี่เล่อไม่ขัดข้องนางจึงออกไปหามารดาที่บ้านตระกูลจ้าว

บ้านของตระกูลจ้าวอยู่ทางเข้าเป็นหลังแรก ๆ ของหมู่บ้านส่วนบ้านของนางอยู่ท้ายสุดเพราะเป็นที่ดินแบ่งขายจากผู้ใหญ่บ้านกว่าจะเดินไปถึงร่างอ้วนของนางก็เหนื่อยหอบนั่งพักหลายรอบ

จ้าวเจียวบุตรสาวคนเดียวของจ้าวซุนเป็นอาสามของจ้าวหานหรงนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน นางเห็นจ้าวหานหรงเดินเหนื่อยหอบมาก็ส่งเสียงหัวเราะ

"นี่หานหรง ไม่เจอหน้าหลายวันเดินแค่นี้ถึงกับหอบเชียวหรือ"

คำทักทายของจ้าวเจียวไม่เคยน่าฟังสักครั้ง นางมักล้อเลียนรูปร่างของจ้าวหานหรงเป็นประจำและมักได้ผลเสมอ พี่สาวของนางทำหน้าบึ้งร้องไห้เหมือนเด็กทุกครั้งที่จ้าวเจียวหัวร่อ

จ้าวหานหรงมักถูกจ้าวเจียวกดขี่ นางถูกสอนมาให้อ่อนข้อให้กับน้องสาวแล้วท่านย่าจะรักนาง เพราะน้องสาวเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักหากนางไม่ยอมให้น้องพึ่งพาท่านย่าจะไม่รักนาง

จ้าวหานหรงก็อ่อนแอเหมือนกับมารดาของนาง ยอมทุกคนในตระกูลเพราะอยากเป็นคนสำคัญที่คนในบ้านยอมรับยกย่องนางจึงอ่อนข้อให้คนอื่น ๆ รังแกได้มาตั้งแต่เด็ก

จ้าวหานหรงนั่งลงบนตั่งไม้เตี้ย ๆ ร่างนี้เคลื่อนไหวลำบากจากความเกียจคร้านไม่ชอบออกกำลังกาย นางสัญญากับตัวเองอีกครั้งว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางต้องผอมลงเหมือนคนปกติให้ได้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   ตอนจบของตัวร้าย

    "ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเจ้าแล้ว" หลี่เล่อเดินเข้ามาพร้อมกับท่านโหว โหวฮูหยินและเจ้าหน้าที่ของทางการอีกหลายคน ลี่ถิงตกใจเก็บอาการไม่อยู่ขณะที่นักพรตยังคงนิ่งขรึม "นี่มันเรื่องใดกันท่านโหว" "ไปให้การกับศาลพิจารณาก็แล้วกัน" "ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ!" "เจ้ายังปอกลอกจวนโหวไม่พออีกหรือเจ้าหลอกลวงข้าเอาลูกชู้มาให้ข้าเลี้ยง เจ้าคิดว่าข้าสมควรปล่อยให้เจ้าลอยนวลอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ" นักพรตพูดสมทบขึ้นพยายามให้ท่านโหวใจเย็น "ท่านโหวเข้าใจผิดแล้ว" สายตาที่เคยนับถือกลับกลายเป็นเกลียดชังขึ้นมาทันที "อย่ามาพูดมากกับข้าไอ้คนหลอกลวง วางแผนฆ่าลูกฆ่าหลานข้าแล้วคิดครอบครองจวนโหว เจ้ามันใฝ่สูงเกินไปแล้ว" ท่านโหวพูดด้วยความโมโหเหลืออดกับความละโมบของสองคนนี้ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจในเวลาเดียวกัน ลี่ถิงมองท่านโหวอย่างขอร้อง แต่ท่านโหวไม่รับฟังอีกต่อไป "เอาตัวไป" ทหารเข้าจับกุมตัวตามคำสั่งนักพรตจะขัดขืนทว่าก็ยินยอมตามออกไป เขายังคงมั่นใจว่าจะรอดพ้นทุก ๆ ความผิด ขณะที่ลี่ถิงทั้งขอร้องวิงวอนขอความเห็นใจ หลี่หยวนเซียวเข้ามาขัดขวางไม่ยินยอมให้ทางการเอาตัวลี่ถิงไปแต่เขาก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้ย

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   นักต้มตุ๋น

    สายลับเข้ามารายงานเรื่องสำคัญที่หลี่เล่อให้ไปสืบเรื่องของนักพรต หลี่เล่อนั่งฟังการรายงานและให้โหวฮูหยินร่วมฟังไปด้วยกัน "เรียนคุณชายใหญ่ นักพรตคนนี้เดิมทีเป็นคนพเนจร เขาใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้จักกับแม่นางลี่ถิงที่ตลาดและแอบคบหากันโดยเขาปลอมตัวเป็นนักพรตตั้งแต่นั้นมา ใช้เรื่องทำนายโชคชะตาเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงตัว" "เล่าต่อไป" ถึงโหวฮูหยินจะรู้เรื่องมาแล้วนางก็ยังอยากฟังต่อ "ลี่ถิงเป็นคนชักนำให้เข้ามาทำนายดวงชะตาในจวนโหว คนมักใหญ่ใฝ่สูงเห็นจวนโหวดูร่ำรวยก็เกิดความโลภร่วมมือกับลี่ถิงกำจัดคุณชายใหญ่โดยใช้ดวงชะตาเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้อื่นและที่สำคัญบุตรชายของนางคือลูกชายของนักพรตขอรับ" "เจ้าแน่ใจนะ" "ยิ่งกว่าแน่ใจขอรับ" สายลับนำหลักฐานที่ได้มาส่งให้หลี่เล่อทั้งหมด หากอ้างถึงพยานเขาสามารถพามาพบได้ เพราะนักพรตเกรงว่าลูกชายจะไม่ยอมรับตัวเองเขาจึงให้หมอทำคลอดที่เป็นคนพามาเองลงลายมือชื่อเป็นพยานว่าเขาเป็นพ่อของเด็กเก็บหลักฐานไว้ในบ้านพักและหมอคนนั้นก็หายสาบสูญไป เขาเป็นคนกุมความลับของเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับตั้งแต่นักพรตเริ่มวางแผนให้เด็กคนนี้เข้ามาเป็นทายา

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   นางตายแล้ว

    หลี่เล่อโผล่ขึ้นมาพร้อมร่างหมดสติของจ้าวหานหรง นางสำลักน้ำขณะที่จมลงไปทหารและสาวรับใช้ช่วยกันรับร่างของนางและพาขึ้นฝั่งจากนั้นหลี่เล่อก็อุ้มร่างของจ้าวหานหรงมุ่งตรงกลับเรือนด้วยใจร้อนรน "คุณชายน้อยปลอดภัยแล้วแต่มีอาการไข้ขึ้นควรนอนพักขอรับ ส่วนฮูหยินน้อย..." เมื่อรู้ว่าหลี่จื่อหลินปลอดภัยและลืมตาขึ้นได้ดื่มยาของท่านหมอแล้วหลี่เล่อจึงมาดูอาการของจ้าวหานหรงต่อ "มีสิ่งใดผิดปกติรึท่านหมอ" "นางยังไม่ได้สติ ชีพจรเต้นอ่อนและไม่คงที่ หากนางฟื้นขึ้นมาจึงจะถือว่าปลอดภัยขอรับ" หัวใจของคนฟังหล่นวูบหมายความว่าตอนนี้จ้าวหานหรงมีอาการเป็นตายเท่ากัน เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็ถือว่ารอดชีวิตหากยังไม่ฟื้นก็หมายความว่า... "นางจะตายไม่ได้นะ ท่านหมอ" หลี่เล่อขอร้อง หมอเป็นหมอจากวังหลวงที่เก่งที่สุดยังส่ายหน้าไม่เข้าใจอาการของจ้าวหานหรงเช่นเดียวกัน เมฆหมอกหนาบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า มองไปทิศทางใดก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุดแม้แต่ภาพด้านล่างก็ยังเป็นหมอกควันสีขาวล่องลอยไปมาไม่ขาดสาย จ้าวหานหรงราวกับล่องลอยอยู่บนอากาศ ร่างกายของนางคล้ายกำลังลอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง นางเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   เสี่ยวหลินเกิดเรื่องแล้ว

    ภายในเรือนของลี่ถิง ทั้งหลี่หยวนเซียวและนักพรตพร้อมด้วยลี่ถิงกำลังหารือกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน "ไม่นึกเลยว่าคุณชายใหญ่จะดวงแข็งครั้งแล้วครั้งเล่า" นักพรตเอ่ยขึ้นหลังจากแผนการของเขาผิดพลาดครั้งใหญ่ทั้งลี่ถิงและหลี่หยวนเซียวต่างเป็นกังวล "ท่านแม่ มิใช่ว่าวันหนึ่งจะเอาตำแหน่งของข้าคืนไปหรอกนะขอรับ" หลี่หยวนเซียวนั่งไม่ติดเรื่องนี้เขารับรู้มาตลอดและยินดีเป็นตัวแทนของหลี่เล่อในการทำหน้าที่ต่อจากท่านโหว "โหวฮูหยินบอกแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เป็นอย่างที่พูดถือว่านางเสียสัจจะ อีกอย่างการเปลี่ยนคนยุ่งยากหลายอย่างและท่านโหวก็ยังอยู่ข้างเรา" นางพยายามข่มกลั้นความหวาดระแวงเอาไว้เมื่อเรื่องที่วางแผนร่วมกับนักพรตล้มเหลวลงไปแล้วซึ่งเรื่องนี้หลี่หยวนเซียวไม่เคยรู้ "เจ้าก็ต้องรีบไปเรียนหนังสือไปเรียนการต่อสู้สร้างผลงานได้แล้ว ป่านนี้โหวฮูหยินคงให้อาจารย์ทั้งหลายเตรียมเข้าจวนแล้ว" นางเร่งเร้าบุตรชายที่ผัดผ่อนเรื่องนี้เรื่อยมา "โธ่ท่านแม่ ข้าขอเป็นปีหน้านะขอรับ" หลี่หยวนเซียวเบื่อหน่ายการร่ำเรียนท่องตำรา เขาเคยเรียนมาแล้วสามปีจึงขอพักผ่อนให้หายเบื่อถึงจะกลับไปเรียนต

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   เพื่อความสงบในจวน

    รถม้าจอดเทียบหน้าบ้านตั้งแต่เช้ามืด สัมภาระมีไม่มากขนย้ายไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปสมทบกับหวงเย่าฉี การเดินทางเงียบเชียบไร้เสียงสนทนาเพราะหลี่จื่อหลินกับหลี่จิ่วเม่ยยังคงหลับอยู่ ถึงหน้าร้านเถ้าแก่หวงทักทายสองสามีภรรยาและควบม้านำทางไปยังจวนโหวโดยมีหยางชุนเดินทางไปด้วย เขาลางานสองวันเพื่อไปส่งหลี่เล่อและครอบครัว อีกอย่างอยากรู้จักที่อยู่ของสหายหากวันหน้ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลจะได้ตามไปถูกที่ รถม้าแล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะเป็นรถใช้เดินทางไกลจึงสามารถทนการเดินทางระยะไกลได้จากความเคยชิน จวบจนกระทั่งถึงครึ่งทางก็ได้พบกับเหอจิ้งเซียน "เจ้ามาทำอะไรกลางป่าอย่างนี้จิ้งเซียน" หวงเย่าฉีเห็นว่าสหายไม่เคยมีเวลาว่างแล้วเขามาที่นี่ได้อย่างไร "มีคนส่งข้ามานะสิ ข้ามารับขบวนนี้เข้าจวน" โหวฮูหยินมีคำสั่งให้เหอจิ้งเซียนมารับทุกคนและพาเข้าจวนด้วยตัวเอง การเดินทางเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเหอจิ้งเซียนส่งพิราบสื่อสารไปที่จวนโหวแล้วว่าจะไปถึงไม่เกินยามจื่อ(23.00น.-01.00น.) จวนโหวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ใกล้เขตวังหลวงภายในเป็นบริเวณกว้างขวางมีความเป็นระเบียบ

  • ทะลุมิติมาเป็นมารดาของตัวร้าย   การตัดสินใจครั้งสำคัญ

    จวนโหว โหวฮูหยินอ่านจดหมายของหวงเย่าฉีด้วยความปลาบปลื้มใจ "ขอพรกับพระโพธิสัตว์มานานในที่สุดคำอธิษฐานของข้าก็เป็นจริง" แต่ข่าวนี้นางจะยังไม่แพร่งพรายออกไปเพื่อความปลอดภัยของหลี่เล่อเพราะเนื้อความข้างในได้แจ้งมาว่าครอบครัวของเขาเพิ่งถูกวางเพลิงโดยคนร้ายซัดทอดมาถึงนักพรต หวงเย่าฉีจำเป็นต้องบอกโหวฮูหยินเพราะหลังจากวันนั้นหยางชุนไปพบเขาที่ร้านกำชับให้เรื่องนี้เป็นความลับให้มากที่สุด นางจึงไม่ได้แจ้งให้ท่านโหวทราบหากท่านโหวรู้เรื่องนี้ไม่พ้นต้องบอกฮูหยินรองอย่างแน่นอน โหวฮูหยินตอบกลับจดหมายนัดวันเวลาให้หวงเย่าฉี เขาจึงให้คนไปส่งข่าวที่บ้านหลี่เล่อเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจะให้รถม้ามารับที่บ้าน หลี่เล่อนั่งคุยกับจ้าวหานหรงในสิ่งที่ยังตัดสินใจค้างเอาไว้ก่อนถึงวันไฟไหม้บ้าน "เจ้าจำเรื่องที่เคยถามข้าได้หรือไม่" นางมีหลายเรื่องให้คิดจึงตอบไม่ได้ว่าเป็นเรื่องราวใดที่เคยพูดกันบ้าง "ข้าถามไปตั้งหลายอย่าง" "เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในจวนโหว" "หา!" การตัดสินใจที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน "ท่านคิดดีแล้วหรือไม่" นางถามย้ำอีกครั้ง ตั้งแต่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเขามีท่าทีต่อต้านมาต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status