Masuk"ข้ามาหาท่านแม่"
นางหายหอบแล้วเอ่ยขึ้นกับจ้าวเจียว "ท่านป้าไม่อยู่ออกไปเก็บถั่ว" "ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอ" นางไม่อยากสนใจจ้าวเจียวมากนักนั่งรอคอยมารดาไม่ยอมกลับบ้าน จ้าวเจียวนั่งว่างไม่มีงานทำอยากก่อกวนจ้าวหานหรงเหมือนที่เคยทำอยู่พอดี "เจ้าอ้วนไม่รู้สึกสมเพชตัวเองบ้างหรือ" จ้าวหานหรงไม่เข้าใจสิ่งที่จ้าวเจียวต้องการสื่อสารเพราะนางไม่ชอบสู่รู้เรื่องของคนอื่น "ทำไมต้องสมเพชด้วย" สายตาของจ้าวเจียวมองจ้าวหานหรงเหยียดหยามถึงที่สุด "ดูสารรูปเจ้าสิอ้วนอย่างกับหมูเสื้อผ้าเก่า ๆ สกปรกขนาดนี้ยังกล้ากลับมาที่บ้านไม่กลัวท่านปู่ท่านย่าอับอายผู้คนหรือไร" นางก้มมองดูตัวเองที่ตอนนี้สะอาดสะอ้านขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนมีเพียงเสื้อผ้าเก่าเป็นรอยปะที่ทำให้ร่างกายของนางหม่นหมอง "ข้าไม่ได้อะไรผิดทำไมต้องอายด้วย" จ้าวเจียวยกมือกอดอกหัวเราะเยาะ "วิธีการได้สามีคนนี้มาคิดว่าไม่เสื่อมเสียหรือ สิ้นคิดแล้วยังหน้าไม่อาย" จ้าวหานหรงถอนหายใจยาวตอบโต้ขึ้น "เรื่องมันผ่านไปแล้วเจ้าจะพูดทำไม หรือว่าเจ้าอยากได้หลี่เล่อเป็นสามีแต่เขาไม่ชายตาแล" ปกติหากได้ยินคำพูดเหล่านี้จ้าวหานหรงจะร้องไห้ออกมา ความผิดเรื่องนี้อยู่ในใจของนางตลอดเวลายิ่งถูกคนตอกย้ำนางก็ยิ่งเสียใจร้องไห้ฟูมฟายไม่พ้นอาละวาดตามมา ทว่าครั้งนี้นางทำให้จ้าวเจียวเสียหน้าที่พูดจาข่มเหงนางไม่สำเร็จ "อย่ามาพูดมั่วซั่วนะ" "หาไม่แล้วเจ้าจะพูดบ่อย ๆ ทำไมกันล่ะ" ขณะที่สองพี่น้องกำลังทะเลาะกันรุ่ยชิงก็เดินเข้าบ้านมาจ้าวหานหรงเห็นมารดาแบกตะกร้าจึงรีบเดินไปรับมาถือเอาไปเก็บ แม่นางรุ่ยชิงเห็นลูกสาวมาหาที่บ้านความเหน็ดเหนื่อยจากไร่นาก็แทบมลายหายไป "ท่านแม่นั่งก่อนข้าจะไปเอาน้ำมาให้" นางเดินเข้าไปในห้องครัวยกถาดใส่น้ำชาเดินออกมาพลางรินให้มารดาเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับจ้าวเจียวยิ่งนัก ปกติแล้วยามพบหน้ากันแม่ของนางต่างหากที่เป็นคนคอยดูแลลูกสาว "มาหาแม่มีเรื่องใดหรือ" "ข้าจะขอรบกวนท่านแม่ วันพรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองกับท่านพี่ข้าฝากลูกไว้กับท่านได้หรือไม่เจ้าคะ" รุ่ยชิงยิ้มแย้มเอ่ยขึ้นอย่างเต็มใจ "ได้สิพรุ่งนี้แม่จะไปหาแต่เช้า เจ้าสองคนจะได้รีบไปรีบกลับ" "ขอบคุณเจ้าค่ะ" คำพูดของนางชวนฟังจนต้องสะอึกท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปทำให้รุ่ยชิงยิ้มปลื้มใจ "เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ว่าแต่จะเข้าเมืองไปทำไมกัน" "ข้าจะเอาไก่กับเป็ดไปขายเจ้าค่ะแล้วก็ท่านพี่จะไปขายหนังสัตว์จะได้ซื้อของแล้วช่วยกันถือกลับมา" "อ้อได้สิ นี่แม่มีถั่วลิสงเอากลับไปกินเถิด" นางลุกขึ้นเดินไปตักถั่วลิสงจากตะกร้าห่อให้บุตรสาว จ้าวหานหรงโบกมือห้ามไว้เพราะเกรงใจมารดา "อย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ อันเก่ายังกินไม่หมด" ถึงนางจะปฏิเสธอย่างไรรุ่ยชิงก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดียัดห่อถั่วใส่ในมือนางกำชับว่าหากไม่กินก็ต้มให้เด็ก ๆ กิน นางจึงยอมรับและลากลับบ้าน "ท่านป้าทำอย่างนี้ไม่กลัวท่านย่าว่าเอาหรือเจ้าคะ" จ้าวเจียวย่นจมูกเมื่อเห็นรุ่ยชิงแบ่งถั่วให้บุตรสาว รุ่ยชิงไม่พูดต่อยกตะกร้าถือเดินไปเก็บในครัวแล้วกลับเข้าไปในห้อง จ้าวหานหรงหายไปหนึ่งชั่วยามจึงเดินกลับมาถึงบ้าน นางจัดการล้างถั่วลิสงสดแล้วเอามาต้มส่วนหนึ่งเห็นหลี่เล่อกำลังกวาดใบไม้ก็เดินเข้าไปหา "ท่านแม่จะมาแต่เช้า เราก็เตรียมของไว้รอเลยจะได้รีบไปรีบกลับ" "อืม" หลี่เล่อตอบแค่นั้นก็ทำงานต่อนางจึงมาจัดการทำอาหารเย็นในห้องครัว รุ่งเช้าหลี่เล่อจับเป็ดกับไก่มามัดเอาไว้และเตรียมหนังสัตว์ส่วนจ้าวหานหรงแบกตะกร้าเปล่าขึ้นที่หลัง "ท่านแม่มาแล้ว" นางเดินไปรับของที่รุ่ยชิงถือพะรุงพะรังมาด้วยเอาไปเก็บไว้ในห้องครัว "ข้าทำอาหารไว้เผื่อท่านแม่ด้วยตามสบายเถิดเจ้าค่ะ" รุ่ยชิงพยักหน้าแล้วขอตัวเข้าไปดูหลาน ๆ สองสามีภรรยาจึงออกเดินทาง หลี่เล่อแบกของขึ้นหลังเดินนำหน้าจ้าวหานหรง ก้าวเดินของเขาทั้งว่องไวและดูแข็งแรงต่างจากนางเดินมายังไม่ถึงครึ่งทางก็เหนื่อยหอบแล้ว "อีกไกลหรือไม่" นางเอ่ยปากถามหายใจหอบเหมือนจะเดินต่อไปไม่ไหว หลี่เล่อหันกลับมาพบว่านางตามหลังของเขาห่างตั้งห้าวา "ไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว" น้ำเสียงของเขายังฟังดูสบาย ๆ ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยปรากฏบนใบหน้าให้เห็น "หา! ตั้งหนึ่งชั่วยามข้ามิตายก่อนหรือ" ใบหน้าของนางซีดเซียวร่างอ้วนนั่งลงตรงนั้นรู้สึกปวดขายิ่งนัก ปกตินางไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนี้แต่ครั้งนี้นางเดินไม่ไหวจริง ๆ หลี่เล่อลังเลครู่หนึ่งตัดสินใจเดินย้อนกลับมาพลางหันหลังให้นั่งลงยอง ๆ "ถ้าเดินไม่ไหวก็ขี่หลังข้า หากนั่งพักจะยิ่งเสียเวลา" ดูเหมือนจ้าวหานหรงจะต่อต้านนางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยซ้ำ "รีบ ๆ ขึ้นมาเดี๋ยวจะสายไปไม่ทันพ่อค้า" เพื่อความสะดวกนางจำใจขึ้นขี่หลังหลี่เล่อตามคำแนะนำของเขา น่าแปลกที่การเดินทางยังคงรักษาเวลาเอาไว้ได้ หลี่เล่อไม่ได้เดินช้าลงและไม่มีท่าทางเหนื่อยหอบเหมือนกับนาง ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามทั้งคู่ก็มาถึงตลาดซื้อขายหนังสัตว์ นางลงจากหลังของเขาเดินตามก้นสามีพลางมองดูการค้าขายในยุคโบราณอย่างตื่นเต้น "พรานหลี่มาแล้วพวกเรากำลังรออยู่อ้าวแล้วนั่นมากับใครล่ะ" พ่อค้าที่คุ้นเคยกันกล่าวคำทักทายพลางชะโงกมองจ้าวหานหรง "ข้าพาภรรยามาด้วยน่ะ" จ้าวหานหรงยืนตัวแข็งค้างขึ้นมาทันที หลี่เล่อกล้ายอมรับกับคนอื่นว่านางคือภรรยาหรือ "อ้อ ๆ แล้วนั่นถือไก่กับเป็ดมาขายด้วยหรือ" "ใช่แล้วว่าจะเอาไปที่ร้านอาหารด้านโน้น" เขาชี้มือไปยังตึกด้านขวามือ พ่อค้าจึงเอ่ยขึ้น "คืนนี้บ้านข้ามีงานเลี้ยงรวมญาติข้าขอซื้อได้หรือไม่หากไม่มีคนจอง" หลี่เล่อหันหน้ามาหาจ้าวหานหรงนางจึงพยักหน้าให้เขาตัดสินใจ "ได้สิ" ไก่กับเป็ดขายได้แล้วส่วนหนังสัตว์ขายตามราคาปกติเป็นราคาที่หลี่เล่อพึงพอใจเขาจึงยื่นเงินขายไก่กับเป็ดให้นาง "นี่เงินค่าขายไก่กับเป็ด ส่วนนี้ข้าให้เจ้าเก็บไว้เพิ่ม" หลี่เล่อให้เงินนางในทันทีและพาไปซื้อของกินเข้าบ้านเนื่องจากจ้าวหานหรงไม่เคยซื้อของไม่รู้จักการค้าขาย เขาเข้าใจมาตลอดว่านางไม่รู้จักการซื้อขายแลกเปลี่ยนแต่ก็ยินยอมให้นางเก็บเงินเอาไว้ เพราะเป็ดไก่นางเป็นคนเอามาส่วนเงินที่แบ่งให้ถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อยที่ควรให้ "ท่านให้ข้าเป็นคนซื้อใช่หรือไม่" นางถามขึ้นพลางมองเงินที่อยู่ในมือของตัวเอง หลี่เล่อเพียงตอบสั้น ๆ กลับมา "เอาเงินจากข้าซื้อของส่วนเงินที่อยู่กับเจ้าก็เก็บเอาไว้" จากนั้นเขาก็ปลดตะกร้าจากบ่าไหล่ของนางมาสะพายขึ้นที่หลังเดินนำหน้าไปยังร้านขายข้าวสารโดยมีนางเดินตามไปติด ๆ "ท่านรู้หรือว่าในบ้านขาดเหลือสิ่งใดบ้าง" นางเข้าครัวทุกวันย่อมรู้มากกว่าส่วนหลี่เล่อมักซื้อไปตุนเอาไว้ทั้งของจำเป็นและบางครั้งก็เกินจำเป็นเพื่อไม่ให้ขาดแคลน "ที่บ้านไม่ค่อยมีอะไรเหลือ" ไปถึงร้านทั้งคู่ก็มองหาสิ่งที่ต้องการนางจึงไล่ลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องซื้อให้ฟัง "เราขาดข้าวสาร ของแห้ง เครื่องปรุงอาหาร ของเหล่านี้ซื้อมากหน่อยให้พอกินหนึ่งเดือนขึ้นไป" หลี่เล่อมองหน้าของจ้าวหานหรงที่เวลานี้เขารู้สึกเหมือนพูดคุยกับคนแปลกหน้า "อย่างอื่นก็ขาด" "ก็ใช่ แต่สามอย่างนี้จำเป็นมากกว่าอย่างอื่นเราทยอยซื้อทีหลังได้และของสดที่ต้องทำอาหารไม่ควรซื้อไปเก็บนาน ๆ คราวหน้าควรจดออกมาว่าสิ่งที่ต้องซื้อมีอะไรบ้างจะได้ควบคุมการใช้จ่ายได้" หลี่เล่อยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่านางรู้จักการทำรายจ่ายด้วยหรือ สตรีชนบทไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำไป ที่สำคัญพู่กันและกระดาษเป็นของแพงมากเกินความจำเป็นของครอบครัวยากจน จ้าวหานหรงรู้สึกตัวว่านางพูดมากเกินไปจึงหยุดแล้วเข้าไปเลือกของในร้านโดยมีหลี่เล่อคอยช่วยดูและจ่ายเงินให้จากนั้นทั้งคู่จึงเดินไปดูเนื้อสัตว์และผักสำหรับทำอาหารหม้อใหญ่"ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเจ้าแล้ว" หลี่เล่อเดินเข้ามาพร้อมกับท่านโหว โหวฮูหยินและเจ้าหน้าที่ของทางการอีกหลายคน ลี่ถิงตกใจเก็บอาการไม่อยู่ขณะที่นักพรตยังคงนิ่งขรึม "นี่มันเรื่องใดกันท่านโหว" "ไปให้การกับศาลพิจารณาก็แล้วกัน" "ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ!" "เจ้ายังปอกลอกจวนโหวไม่พออีกหรือเจ้าหลอกลวงข้าเอาลูกชู้มาให้ข้าเลี้ยง เจ้าคิดว่าข้าสมควรปล่อยให้เจ้าลอยนวลอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ" นักพรตพูดสมทบขึ้นพยายามให้ท่านโหวใจเย็น "ท่านโหวเข้าใจผิดแล้ว" สายตาที่เคยนับถือกลับกลายเป็นเกลียดชังขึ้นมาทันที "อย่ามาพูดมากกับข้าไอ้คนหลอกลวง วางแผนฆ่าลูกฆ่าหลานข้าแล้วคิดครอบครองจวนโหว เจ้ามันใฝ่สูงเกินไปแล้ว" ท่านโหวพูดด้วยความโมโหเหลืออดกับความละโมบของสองคนนี้ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจในเวลาเดียวกัน ลี่ถิงมองท่านโหวอย่างขอร้อง แต่ท่านโหวไม่รับฟังอีกต่อไป "เอาตัวไป" ทหารเข้าจับกุมตัวตามคำสั่งนักพรตจะขัดขืนทว่าก็ยินยอมตามออกไป เขายังคงมั่นใจว่าจะรอดพ้นทุก ๆ ความผิด ขณะที่ลี่ถิงทั้งขอร้องวิงวอนขอความเห็นใจ หลี่หยวนเซียวเข้ามาขัดขวางไม่ยินยอมให้ทางการเอาตัวลี่ถิงไปแต่เขาก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้ย
สายลับเข้ามารายงานเรื่องสำคัญที่หลี่เล่อให้ไปสืบเรื่องของนักพรต หลี่เล่อนั่งฟังการรายงานและให้โหวฮูหยินร่วมฟังไปด้วยกัน "เรียนคุณชายใหญ่ นักพรตคนนี้เดิมทีเป็นคนพเนจร เขาใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้จักกับแม่นางลี่ถิงที่ตลาดและแอบคบหากันโดยเขาปลอมตัวเป็นนักพรตตั้งแต่นั้นมา ใช้เรื่องทำนายโชคชะตาเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงตัว" "เล่าต่อไป" ถึงโหวฮูหยินจะรู้เรื่องมาแล้วนางก็ยังอยากฟังต่อ "ลี่ถิงเป็นคนชักนำให้เข้ามาทำนายดวงชะตาในจวนโหว คนมักใหญ่ใฝ่สูงเห็นจวนโหวดูร่ำรวยก็เกิดความโลภร่วมมือกับลี่ถิงกำจัดคุณชายใหญ่โดยใช้ดวงชะตาเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้อื่นและที่สำคัญบุตรชายของนางคือลูกชายของนักพรตขอรับ" "เจ้าแน่ใจนะ" "ยิ่งกว่าแน่ใจขอรับ" สายลับนำหลักฐานที่ได้มาส่งให้หลี่เล่อทั้งหมด หากอ้างถึงพยานเขาสามารถพามาพบได้ เพราะนักพรตเกรงว่าลูกชายจะไม่ยอมรับตัวเองเขาจึงให้หมอทำคลอดที่เป็นคนพามาเองลงลายมือชื่อเป็นพยานว่าเขาเป็นพ่อของเด็กเก็บหลักฐานไว้ในบ้านพักและหมอคนนั้นก็หายสาบสูญไป เขาเป็นคนกุมความลับของเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับตั้งแต่นักพรตเริ่มวางแผนให้เด็กคนนี้เข้ามาเป็นทายา
หลี่เล่อโผล่ขึ้นมาพร้อมร่างหมดสติของจ้าวหานหรง นางสำลักน้ำขณะที่จมลงไปทหารและสาวรับใช้ช่วยกันรับร่างของนางและพาขึ้นฝั่งจากนั้นหลี่เล่อก็อุ้มร่างของจ้าวหานหรงมุ่งตรงกลับเรือนด้วยใจร้อนรน "คุณชายน้อยปลอดภัยแล้วแต่มีอาการไข้ขึ้นควรนอนพักขอรับ ส่วนฮูหยินน้อย..." เมื่อรู้ว่าหลี่จื่อหลินปลอดภัยและลืมตาขึ้นได้ดื่มยาของท่านหมอแล้วหลี่เล่อจึงมาดูอาการของจ้าวหานหรงต่อ "มีสิ่งใดผิดปกติรึท่านหมอ" "นางยังไม่ได้สติ ชีพจรเต้นอ่อนและไม่คงที่ หากนางฟื้นขึ้นมาจึงจะถือว่าปลอดภัยขอรับ" หัวใจของคนฟังหล่นวูบหมายความว่าตอนนี้จ้าวหานหรงมีอาการเป็นตายเท่ากัน เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็ถือว่ารอดชีวิตหากยังไม่ฟื้นก็หมายความว่า... "นางจะตายไม่ได้นะ ท่านหมอ" หลี่เล่อขอร้อง หมอเป็นหมอจากวังหลวงที่เก่งที่สุดยังส่ายหน้าไม่เข้าใจอาการของจ้าวหานหรงเช่นเดียวกัน เมฆหมอกหนาบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า มองไปทิศทางใดก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุดแม้แต่ภาพด้านล่างก็ยังเป็นหมอกควันสีขาวล่องลอยไปมาไม่ขาดสาย จ้าวหานหรงราวกับล่องลอยอยู่บนอากาศ ร่างกายของนางคล้ายกำลังลอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง นางเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่
ภายในเรือนของลี่ถิง ทั้งหลี่หยวนเซียวและนักพรตพร้อมด้วยลี่ถิงกำลังหารือกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน "ไม่นึกเลยว่าคุณชายใหญ่จะดวงแข็งครั้งแล้วครั้งเล่า" นักพรตเอ่ยขึ้นหลังจากแผนการของเขาผิดพลาดครั้งใหญ่ทั้งลี่ถิงและหลี่หยวนเซียวต่างเป็นกังวล "ท่านแม่ มิใช่ว่าวันหนึ่งจะเอาตำแหน่งของข้าคืนไปหรอกนะขอรับ" หลี่หยวนเซียวนั่งไม่ติดเรื่องนี้เขารับรู้มาตลอดและยินดีเป็นตัวแทนของหลี่เล่อในการทำหน้าที่ต่อจากท่านโหว "โหวฮูหยินบอกแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เป็นอย่างที่พูดถือว่านางเสียสัจจะ อีกอย่างการเปลี่ยนคนยุ่งยากหลายอย่างและท่านโหวก็ยังอยู่ข้างเรา" นางพยายามข่มกลั้นความหวาดระแวงเอาไว้เมื่อเรื่องที่วางแผนร่วมกับนักพรตล้มเหลวลงไปแล้วซึ่งเรื่องนี้หลี่หยวนเซียวไม่เคยรู้ "เจ้าก็ต้องรีบไปเรียนหนังสือไปเรียนการต่อสู้สร้างผลงานได้แล้ว ป่านนี้โหวฮูหยินคงให้อาจารย์ทั้งหลายเตรียมเข้าจวนแล้ว" นางเร่งเร้าบุตรชายที่ผัดผ่อนเรื่องนี้เรื่อยมา "โธ่ท่านแม่ ข้าขอเป็นปีหน้านะขอรับ" หลี่หยวนเซียวเบื่อหน่ายการร่ำเรียนท่องตำรา เขาเคยเรียนมาแล้วสามปีจึงขอพักผ่อนให้หายเบื่อถึงจะกลับไปเรียนต
รถม้าจอดเทียบหน้าบ้านตั้งแต่เช้ามืด สัมภาระมีไม่มากขนย้ายไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปสมทบกับหวงเย่าฉี การเดินทางเงียบเชียบไร้เสียงสนทนาเพราะหลี่จื่อหลินกับหลี่จิ่วเม่ยยังคงหลับอยู่ ถึงหน้าร้านเถ้าแก่หวงทักทายสองสามีภรรยาและควบม้านำทางไปยังจวนโหวโดยมีหยางชุนเดินทางไปด้วย เขาลางานสองวันเพื่อไปส่งหลี่เล่อและครอบครัว อีกอย่างอยากรู้จักที่อยู่ของสหายหากวันหน้ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลจะได้ตามไปถูกที่ รถม้าแล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะเป็นรถใช้เดินทางไกลจึงสามารถทนการเดินทางระยะไกลได้จากความเคยชิน จวบจนกระทั่งถึงครึ่งทางก็ได้พบกับเหอจิ้งเซียน "เจ้ามาทำอะไรกลางป่าอย่างนี้จิ้งเซียน" หวงเย่าฉีเห็นว่าสหายไม่เคยมีเวลาว่างแล้วเขามาที่นี่ได้อย่างไร "มีคนส่งข้ามานะสิ ข้ามารับขบวนนี้เข้าจวน" โหวฮูหยินมีคำสั่งให้เหอจิ้งเซียนมารับทุกคนและพาเข้าจวนด้วยตัวเอง การเดินทางเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเหอจิ้งเซียนส่งพิราบสื่อสารไปที่จวนโหวแล้วว่าจะไปถึงไม่เกินยามจื่อ(23.00น.-01.00น.) จวนโหวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ใกล้เขตวังหลวงภายในเป็นบริเวณกว้างขวางมีความเป็นระเบียบ
จวนโหว โหวฮูหยินอ่านจดหมายของหวงเย่าฉีด้วยความปลาบปลื้มใจ "ขอพรกับพระโพธิสัตว์มานานในที่สุดคำอธิษฐานของข้าก็เป็นจริง" แต่ข่าวนี้นางจะยังไม่แพร่งพรายออกไปเพื่อความปลอดภัยของหลี่เล่อเพราะเนื้อความข้างในได้แจ้งมาว่าครอบครัวของเขาเพิ่งถูกวางเพลิงโดยคนร้ายซัดทอดมาถึงนักพรต หวงเย่าฉีจำเป็นต้องบอกโหวฮูหยินเพราะหลังจากวันนั้นหยางชุนไปพบเขาที่ร้านกำชับให้เรื่องนี้เป็นความลับให้มากที่สุด นางจึงไม่ได้แจ้งให้ท่านโหวทราบหากท่านโหวรู้เรื่องนี้ไม่พ้นต้องบอกฮูหยินรองอย่างแน่นอน โหวฮูหยินตอบกลับจดหมายนัดวันเวลาให้หวงเย่าฉี เขาจึงให้คนไปส่งข่าวที่บ้านหลี่เล่อเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจะให้รถม้ามารับที่บ้าน หลี่เล่อนั่งคุยกับจ้าวหานหรงในสิ่งที่ยังตัดสินใจค้างเอาไว้ก่อนถึงวันไฟไหม้บ้าน "เจ้าจำเรื่องที่เคยถามข้าได้หรือไม่" นางมีหลายเรื่องให้คิดจึงตอบไม่ได้ว่าเป็นเรื่องราวใดที่เคยพูดกันบ้าง "ข้าถามไปตั้งหลายอย่าง" "เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในจวนโหว" "หา!" การตัดสินใจที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน "ท่านคิดดีแล้วหรือไม่" นางถามย้ำอีกครั้ง ตั้งแต่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเขามีท่าทีต่อต้านมาต







