Chapter 6
‘หน้าคิตตี้บอดี้มาร์เวล’
ตงป๋อเหวินนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น ใบหน้าก้มลงต่ำอย่างไม่สบตากับใครทั้งนั้น ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันมือกำชายอาภรณ์เพื่อพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตนเองยามถูกแส้เฆี่ยนลงบนแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลางลานของสำนักต่อหน้าทุกคนที่กำลังมองเขาอย่างสะใจ
“เจ้าจะสารภาพความผิดได้หรือยัง ตงป๋อเหวิน” เสียงของหลี่จือกล่าวอย่างดุดัน
“ขะ… ข้าไม่มีความผิดขอรับ” ตงป๋อเหวินยังคงปฏิเสธ
“เจ้ายังกล้าโป้ปดอีกหรือ เขตอาคมถูกทำลาย เยี่ยนฟางเซียนจวินได้รับบาดเจ็บบนตัวของนางมีไอมาร และตรงนั้นก็มีแค่เจ้า ถ้าไม่ใช่เจ้าจะเป็นผู้ใดกัน”
“ข้าไม่มีความผิด ข้าไม่รู้เรื่อง ข้าหลับอยู่ตื่นขึ้นมาก็เจอท่านอาจารย์อาบาดเจ็บแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ เรื่องก็มีเพียงเท่านี้ขอรับ”
“ในเมื่อเจ้าปากแข็งข้าก็จะเฆี่ยนเจ้าจนกว่าจะสารภาพ!” จางซุนหมดความอดทนลุกเดินเข้ามาหาตงป๋อเหวินแล้วแย่งแส้มาจากลูกศิษย์เพื่อลงมือเฆี่ยนตีเขาเอง
“อึก!”
แรงฟาดของจางซุนแทบจะทำให้ตงป๋อเหวินทรุดลงกองกับพื้นแต่เขาก็พยายามอดทนอดกันคมกัดฟันแน่นฝืนร่างกายรับแรงเฆี่ยนตีที่รุนแรงนี้ เพราะอาจารย์อาบอกว่าห้ามพูดสิ่งใดออกไปนอกจากบอกว่าตัวเองหลับอยู่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อาจารย์อาสั่งแบบนี้เขาย่อมต้องเชื่อฟังเพราะอาจารย์อาคงคิดไว้อยู่แล้วว่าคนพวกนี้จะต้องหาเรื่องยัดเยียดข้อหาให้เขาเป็นคนผิดอย่างแน่นอนถ้าไม่ยอมรับจะฆ่าแกงกันจนตายย่อมทำไม่ได้
“เจ้าจะไม่ยอมรับใช่ไหม”
“ก็ข้าไม่มีความผิดจะให้ยอมรับสิ่งใดกัน”
“ข้าก็มีรอยวิธีงัดปากคนเช่นเจ้า!”
จางซุนใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงแส้ก่อนจะฟาดลงบนแผ่นหลังอาบเลือดของตงป๋อเหวินคราวนี้เขาถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นแต่จางซุนก็ไร้ซึ่งความเมตตาปรานียังคงฟาดแส้ย้ำลงไปซ้ำ ๆ แม้ตอนนี้ตงป๋อเหวินจะนอนกองกับพื้นแล้วก็ตาม
แต่แส้สุดท้ายที่กำลังจะฟาดลงบนแผ่นหลังกลับถูกมือของใครบางคนคว้าเอาไว้ จางซุนมองฝ่ามือนั้นที่ยังคงมีผ้าพันแผลและตอนนี้เลือดกำลังไหลซึมออกมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไล่มองไปตามแขนจนถึงใบหน้าก็ตกใจเล็กน้อยยังไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใดก็ถูกพลังปราณซาซัดเข้าใส่จนถอยไปถึงสามก้าว
“ท่านทำสิ่งใด!” เยี่ยนฟางตะคอกออกไปอย่างเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นว่าตงป๋อเหวินโดนเฆี่ยนตีจนจะตายอยู่แล้ว แต่คนพวกนี้กลับดูเฉย ๆ ไม่คิดจะช่วยหรือทำให้มันถูกต้องสักนิดเดียว
“ท่านกล้าทำร้ายข้าหรือ!” จางซุนจ้องมองเยี่ยนฟางด้วยความโกรธ
“ข้าไม่ได้ทำร้ายท่าน เพียงทำให้ท่านถอยออกไปเท่านั้น”
“แต่ทำเช่นนี้ข้าจะอับอายถึงเพียงใด”
“ท่านควรอับอายที่รังแกเด็กไร้ทางสู้มากกว่า”
“เขากระทำความผิด ข้าต้องลงโทษ ไยต้องอับอายด้วย”
“สอบสวนแล้วหรือ แน่ใจแล้วหรือว่าเขากระทำความผิดจริง ทำไมไม่รอให้ข้าฟื้นขึ้นมาก่อนทั้งที่ข้าเป็นผู้บาดเจ็บ ผู้อยู่ในเหตุการณ์และเห็นทั้งหมด”
คำพูดของนางทำให้จางซุนถึงกับกล่าวไม่ออก เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ แต่คนแบบเยี่ยนฟางจะไม่ยอมโดยง่าย ไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้แน่นอนจึงหันไปเล่นงานหลี่จือต่อ
“ท่านเป็นถึงบุตรชายท่านเจ้าสำนัก ไยถึงปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้ รู้ไหมว่ามันจะกระทบถึงท่านเจ้าสำนักถ้าผู้คนภายนอกรับรู้ว่าอาจารย์สั่งลงโทษเฆี่ยนตีลูกศิษย์ในสำนักอย่างไร้เหตุผล”
หลี่จือได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไรเพราะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่คาดคิดว่าเยี่ยนฟางจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ แต่เหมือนนางจะยังไม่เมตตาปรานีผู้ใดทั้งนั้น ดวงตาคู่สวยกวาดมองเหล่าลูกศิษย์จนพวกเขารีบก้มหน้าหลบสายตาดุดันทันที
“เมื่อคืนข้าสัมผัสได้ว่าเขตอาคมมีความผิดปกติจึงออกไปตรวจสอบเพราะอยู่ใกล้เรือนของข้า แต่เมื่อไปถึงกลับพบเจอกลุ่มควันสีดำที่มีพลังมารมหาศาลล่องลอยอยู่ ข้าพยายามจัดการมันแต่ไม่คาดคิดว่าจะมีพลังมากจนทำให้ข้าบาดเจ็บได้ และที่ตงป๋อเหวินมาพบข้าเพราะมันอยู่ใกล้เรือนของเขาเท่านั้น เรื่องนี้มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักนิด”
“เขตอาคมแข็งแกร่งไยถึงเสียหายได้” จางซุนกล่าวแย้งขึ้นอย่างไม่ยอม
“ท่านลืมไปแล้วหรือจางซุนเซียนจวิน ฉีชิงหมิงเซียนจวินจากไปแล้ว เขตอาคมย่อมอ่อนแอลงเพราะไม่มีพลังปราณของฉีชิงหมิงเซียนจวินแล้วจะมีมารหรือปีศาจที่มีพลังสูงฝ่าเขตอาคมเข้ามาได้ก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ?”
นางเลิกคิ้วมองจางซุนด้วยสีหน้าคล้ายขอคำตอบจนอีกฝ่ายอ้ำอึ้งพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเพราะคิดคำแถไถไม่ได้
“ตอนนี้ก็กระจ่างใจแล้วว่าเขาไม่มีความผิด พวกท่านจะรับผิดชอบชีวิตเขาอย่างไร!” นางแผดเสียงออกไปจนเหล่าลูกศิษย์ก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดหวั่นส่วนสองอาจารย์เซียนได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าซีดลงเล็กน้อย
“ข้าถามว่าพวกท่านจะชดใช้ให้เขาเช่นไร!”
นางตวาดขึ้นอีกครั้งแต่พวกคนหน้าหนายังคงนิ่งเงียบไม่คิดจะตอบสิ่งใดทั้งนั้น เมื่อเห็นว่าพูดไปก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าคนมันจะดื้อดึงไม่ยอมรับความผิดของตัวเองเลยหันไปหาเย่ไป๋ฉีที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“เสี่ยวฉีเจ้าช่วยประคองป๋อเหวินไปที”
“เจ้าค่ะ”
เย่ไป๋ฉีรีบเข้าไปประคองตงป๋อเหวินให้ลุกขึ้นยืน ส่วนเยี่ยนฟางก็ยังไม่ลืมจะหันมาจิกกัดสองเซียนผู้ยิ่งใหญ่ค้ำสำนักที่ถ้าตายไปสำนักคงถล่มลงมาแน่ แต่ก็ดีตายกันยกสำนักไปเลยแผ่นดินจะได้เบาขึ้นบ้าง
“ข้าหวังว่าหลังจากนี้พวกท่านทั้งสองที่มีตำแหน่งเป็นถึงอาจารย์ผู้มอบความรู้จะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนกระทำสิ่งใดลงไป เพราะถ้าพลาดพลั้งจนชีวิตคนผู้หนึ่งพังพินาศ ข้าเกรงว่าแม้แต่ชีวิตพวกท่านก็ชดใช้ให้เขาไม่ได้”
ว่าจบนางก็สะบัดชายอาภรณ์เดินจากออกมาทันทีแบบไม่สนสิ่งใดทั้งนั้น ต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ก็มาหยุดคนแบบนางไม่ได้หรอก ดีแค่ไหนแล้วที่ยังฟื้นขึ้นมาทันเวลาพอดีถ้ามัวแต่นอนฝันหวานป่านนี้ตงป๋อเหวินคงตายไปแล้ว โชคดีที่เขาไม่ได้ยอมรับสิ่งใดออกไปค่อนข้างเชื่อฟังนางเลยทีเดียวบอกสิ่งใดก็กล่าวสิ่งนั้น
นางถึงได้สามารถพลิกจากดำเป็นขาวได้เพราะวางแผนเอาไว้แล้ว ที่ทำลายเขตอาคมจนเสียหายก็เพื่อจะใช้ข้ออ้างนี้ในการแต่งเรื่องแต่งราวว่ามีมารบุกเข้ามา เพียงเท่านี้ก็จะสามารถปกปิดเรื่องที่เขาถูกจิตมารควบคุมได้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปกปิดไปได้นานแค่ไหน คงต้องหาวิธีที่ดีมากกว่านี้ในการช่วยเขาไม่ให้แปรเปลี่ยนเป็นมารร้าย
……….
“อึก!”
“ท่านอาจารย์!”
เย่ไป๋ฉีรีบเข้ามาประคองเยี่ยนฟางเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงเมื่อนางใช้พลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้ตงป๋อเหวิน โคจรลมปราณให้เขาเพื่อไม่ให้ธาตุไฟเข้าแทรกแต่มันกลับทำให้เยี่ยนฟางบาดเจ็บจนกระอักเลือดออกมาแทน
“ขะ… ข้า ข้าไม่เป็นไร” นางฝืนตัวออกจากอ้อมแขนของเย่ไป๋ฉีก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นแล้วโคจรลมปราณอีกครั้งเพื่อถ่ายทอดไปยังร่างกายโชกเลือดของตงป๋อเหวิน
“อึก!”
“ท่านอาจารย์พอเถอะเจ้าค่ะ ท่านไม่ไหวแล้ว” เย่ไป๋ฉีกล่าวด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าอาจารย์กระอักเลือดออกมาอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้บาดแผลบนฝ่ามือก็มีเลือดไหลออกมาจนหยดนองพื้น
“เจ้าตรวจชีพจรเขาให้ข้าหน่อยว่าสงบหรือยัง”
“เจ้าค่ะ” เย่ไป๋ฉีจับลงบนข้อมือของตงป๋อเหวิน “ดีแล้วเจ้าค่ะไม่ตีรวนแล้วกลับมาสงบเหมือนเดิมเพราะฉะนั้นท่านอาจารย์พอได้แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปเอาผ้าชุบน้ำมาที ข้าจะเช็ดตัวเปลี่ยนผ้าให้เขาเสียหน่อย”
“ตะ… แต่ว่าเขาเป็นบุรุษนะเจ้าคะ”
“ข้าก็อายุไม่น้อยแล้ว มันไม่เป็นอะไรหรอกก็เหมือนแม่ที่เช็ดตัวให้ลูกเท่านั้น เจ้าอย่าคิดมากนักเลย ถ้าเจ้าไม่สะดวกใจจะมองก็ออกไปข้างนอกก่อน”
“เจ้าค่ะ” เย่ไป๋ฉีพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะหันตัวเดินออกไปเตรียมของตามที่ผู้เป็นอาจารย์สั่ง
เยี่ยนฟางหยิบเอากะละมังใส่น้ำมาวางข้างกายก่อนจะดึงม่านมุ้งลงเผื่อว่ามีใครพรวดพราดเข้ามามันจะได้ไม่อุจาดตาเกินไปถึงแม้ตอนนี้จะมีแค่นางกับตงป๋อเหวินภายในเรือนก็ตามเพราะว่าเย่ไป๋ฉีไม่กล้ามองตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาจึงขอออกไปต้มยาและเตรียมสำรับอาหารให้
มือเล็กจับลงบนผ้าคาดเอวก่อนจะปลดมันออกอย่างไม่ลังเล แหวกสาบเสื้อที่ทบกันออกจนเผยให้เห็นอกกว้างที่ซ่อนรูปจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพราะเห็นบอบบางขนาดนี้แต่หน้าอกกลับแน่นปึกหน้าท้องมีมวลกล้ามแน่นกำยำเชียว
หน้าคิตตี้บอดี้มาร์เวลมาก
“ใช่เวลาไหมเนี่ยเยี่ยนฟาง”
นางรีบส่ายหัวเพื่อสะบัดไล่ความคิดอกุศลก่อนจะรวบรวมสมาธิอีกครั้งหนึ่งแล้วเลื่อนมือขึ้นไปเพื่อจับเขาถอดเสื้อผ้าออกให้หมดจะได้เช็ดเนื้อตัวที่โชกเลือดให้สะอาด ถ้าปล่อยให้นอนเช่นนี้คงไม่สบายตัวเท่าไหร่นัก
“อ่า”
เสียงครวญครางอื้ออึงดังออกมาจากตงป๋อเหวินยามผ้าชุบน้ำหมาด ๆ สัมผัสลงบนตัวของเขา ร่างกายขยับบิดเร้าเล็กน้อยยิ่งยามผ้าสะกิดไปโดนยอดอกของเขาใบหน้าอ่อนเยาว์ยิ่งชักสีหน้าขบเม้มริมฝีปากแน่นจนเยี่ยนฟางต้องหยุดมือแล้วมองยอดอกแข็งเป็นไตสู้มือของอีกฝ่าย
ยุบหนอ พองหนอ พระโพธิสัตว์มาโปรดลูกทีหนอ
ก็ไม่ได้อยากจะมองเท่าไหร่แต่มันละสายตาไปไหนไม่ได้จริง ๆ หัวนมชมพูเชียวไอ้ลูกหมา ชมพูกว่าหัวนมนางอีกมั้งเนี่ยเห็นแล้วมันเขี้ยวอยากจะบิดเป็นวงกลมแบบวนเข็มนาฬิกา ขนาดท่อนบนยังอ่อนไหวขนาดนี้แล้วท่อนล่างจะขนาดไหน ไม่เช็ดก็ไม่ได้เหงื่อเยอะขนาดนี้เดี๋ยวมันจะเหนียว
มือเล็กเลื่อนต่ำลงไปส่วนล่างลากผ้าชุบน้ำผ่านหน้าท้องกำยำจนลงไปตามง่ามขาและกำลังจะไปจบที่เสาค้ำสวรรค์แต่ยังไม่ทันจะได้สัมผัสว่าเสาหรือเข็มค้ำสวรรค์กันแน่กลับถูกฝ่ามือใหญ่เอื้อมขึ้นมาแล้วคว้าตัวนางลงไปหาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เท้าเผลอถีบเข้าที่กะละมังน้ำจนกระเด็นกระดอนตกเตียงผ้าในมือลอยละลิ่วไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ ลืมขึ้นเมื่อเหตุการณ์สงบลงแต่กลับพบว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมแขนของตงป๋อเหวินเสียแล้ว พอพยายามจะฝืนตัวออกกลับโดนกอดแน่นมากกว่าเดิมทั้งที่บาดเจ็บขนาดนี้แต่ทำไมแรงแขนมันเยอะจัง
“ตงป๋อเหวินปล่อยข้า”
“ทะ…. ท่านอาจารย์อา” เสียงแผ่วเบาเปล่งออกมาจากเขาจนนางต้องเงยมองหน้าแต่ก็เห็นว่าตงป๋อเหวินยังหลับอยู่ สิ่งที่กล่าวออกมาเหมือนเพ้อจากอาการบาดเจ็บมากกว่า
“ทะ… ท่านอาจารย์อา”
ดวงตาคู่คมปรือขึ้นเล็กน้อยแต่ก็แทบจะยกเปลือกตาไม่ไหวอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าคนในอ้อมแขนของตนเองคืออาจารย์อาที่รักและเทิดทูนอย่างยิ่ง ก็คิดไปว่ากำลังฝันอยู่ถึงได้กอดอาจารย์อาแบบนี้เพราะความเป็นจริงคงไม่มีวันทำได้
“ข้าฝันอยู่สินะขอรับ”
“ฝันอะไรของเจ้า?”
“ท่านอาจารย์อา”
“อ๊ะ!” เยี่ยนฟางตกใจจนตาโตเมื่อโดนตงป๋อเหวินจับใบหน้าเอาไว้คล้ายจะล็อกไม่ให้หนีไปไหน
“ข้ารักท่านเหลือเกิน ท่านอาจารย์อาของข้า”
นางที่ได้ยินคำกล่าวของเขาก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอจะอ้าปากพูดเสียงกลับกลืนหายไปในลำคอเมื่อโดนริมฝีปากใหญ่ประกบจูบลงมาอย่างแนบชิด มือใหญ่จับล็อกใบหน้านางเอาไว้ไม่ให้หันหนีจนต้องเชิดหน้าขึ้นเพื่อรับรสจูบนั้นด้วยความตกใจจนตาโต ถึงแม้ว่าการจูบมันจะค่อนข้างเทอะทะแบบคนจูบไม่เป็นก็เถอะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย
ประเด็นสำคัญคือไอ้ลูกหมามันกำลังจูบนาง!
จูบแรกของนางเลยนะเห้ย!