LOGINหลี่น่าพยักหน้า “พรุ่งนี้เราจะยื่นตรงต่อกระทรวงสาธารณสุข”
สามวันต่อมา คณะกรรมก
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ยืนดูอยู่ตลอดอดพูดไม่ได้“คุณหมอวินิจฉัยเร็วมาก”หลี่น่าหัวเราะ “ประสบการณ์ช่วยได้ค่ะ”แต่ในใจเธอรู้ดี ประสบการณ์เหล่านั้นได้มาจากชีวิตก่อนที่ต้องทำงานหนักในโรงพยาบาลใหญ่ และจากการถูกใส่ร้ายจนต้องสูญเสียทุกอย่าง วันนี้ สิ่งที่เคยเป็นบาดแผล กลับกลายเป็นพลังในการช่วยชีวิตคนอื่นเย็นวันนั้น หลังคนไข้กลับหมดแล้ว ผู้ใหญ่บ้านนำกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้“คุณหมอ”“นี่อะไรคะ”“รายชื่อคนที่อยากช่วยคลินิก”หลี่น่ารับมาเปิดดู มีทั้งคนอาสาปลูกสมุนไพร คนอาสาซ่อมรั้ว คนอาสาตัดฟืน คนอาสาเฝ้าคนไข้ตอน กลางคืน แม้แต่เด็กนักเรียนก็เขียนชื่อไว้ หวังเฉินอวี่เองก็มีชื่ออยู่ในนั้น หน้าชื่อของเขาเขียนว่า"ช่วยถือของให้แม่"หลี่น่าหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา“ลูกชายฉันนี่นะ”ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้าง “เด็กคนนี้เป็นที่รักของทุกคน”วันต่อมา ครูใหญ่หลิวเหวินเจิ้งเดินพาเด็กนักเรียนทั้งชั้นมาที่สถานีอนามัย เด็ก ๆ ต่างถือกระถางต้นไม้คนละต้น หลี่น่าประหลาดใจ“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ปลอดภัยทั้งแม่และลูก”ทันทีที่พูดจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น ชาวบ้านที่ยืนรออยู่หน้าบ้านต่างพากันร้องไชโย“คุณหมอช่วยได้...แม่ลูกปลอดภัย”ข่าวแพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางพายุที่ยังไม่หยุด แต่รอยยิ้มของผู้คนกลับสว่างไสวกว่าท้องฟ้าเสียอีก ระหว่างเดินกลับ ฝนเริ่มซาลง ผู้ใหญ่บ้านเดินเคียงข้างหลี่น่า“ผมเกิดที่หมู่บ้านนี้ เห็นเด็กเกิดมาหลายคน แต่ไม่เคยเห็นใครช่วยชีวิตทั้งแม่และลูกในสถานการณ์แบบวันนี้”หลี่น่ายิ้มอ่อน “ฉันเพียงทำหน้าที่ค่ะ”ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า “ไม่ใช่...วันนี้คุณช่วยความหวังของทั้งหมู่บ้านไว้”เช้าวันรุ่งขึ้น สถานีอนามัยแน่นขนัดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครมาด้วยความหวาดระแวง หญิงชราคนหนึ่งถือไข่ไก่มาหนึ่งตะกร้า“รับไว้เถอะคุณหมอ”ชายชราคนหนึ่งหอบฟืนมาวาง “อากาศหนาว ใช้ก่อไฟ”แม่ของเด็กปอดอักเสบนำผักสดมาให้ “จากสวนของฉัน”อีกคนหอบข้าวสารมา อีกคนเอาน้ำผึ้งป่ามา หลี่น่ารีบยกมือห้าม
เหอจื้อหมิงเกาศีรษะเขิน ๆ “พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณ ตั้งแต่คุณหมอมา คนในหมู่บ้านเริ่มเชื่อว่าความเจ็บป่วยรักษาได้”หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาจับมือหลี่น่า“เมื่อก่อนที่นี่เป็นแค่บ้านไม้เก่า ๆ แต่ตอนนี้ มันเหมือนบ้านอีกหลังของพวกเรา”ชาวบ้านหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย หลี่น่าหันมองทุกคน รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้คนเหล่านี้จริงใจยิ่งกว่ารางวัลใดที่เธอเคยได้รับในเมือง ขณะที่ทุกคนกำลังถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ไม่มีใครสังเกตเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเนินเขาฝั่งตรงข้าม หวังเหว่ยเพิ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านหลังถนนเปิดได้ไม่นาน เขามองภรรยาที่กำลังหัวเราะท่ามกลางชาวบ้านด้วยสายตานิ่งงันเธอไม่ได้เป็นเพียงหมอของหมู่บ้านแห่งนี้อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจของผู้คนที่นี่ หวังเหว่ยยกมือขึ้นราวกับอยากเรียกชื่อเธอ แต่สุดท้ายก็ลดมือลง เขาเห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาหลายสัปดาห์และไม่อยากทำลายมันด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันเขาจึงเลือกยืนอยู่ห่าง ๆ มองคลินิกไม้หลังเก่าซึ่งถูกชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจซ่อมแซม พร้อมบอกตัวเองว่า หากอยากได้ครอบครัวกลับคืนมาเขาคงต้องเริ่มซ่อมหัวใจของภรรยา
คลินิกไม้เก่าสายฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันเพิ่งหยุดลงในเช้าวันนั้น ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านซานเหอเริ่มเปิด แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านหมอกบางที่ลอยคลุมยอดเขา ทำให้ลานหน้าสถานีอนามัยกลับมาคึกคักอีกครั้งหลี่น่าเปิดประตูคลินิกตั้งแต่เช้าตามปกติ ทันทีที่ผลักบานประตูไม้เก่าเข้าไป เสียงไม้ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นตามเดิม เธอเงยหน้ามองเพดาน แผ่นไม้หลายแผ่นเริ่มผุจนเห็นรอยแตก หลังคาบางจุดยังมีคราบน้ำฝนที่รั่วซึมลงมาเมื่อคืน แม้ซุนเยี่ยนจะนำกะละมังมารองน้ำไว้ แต่พื้นไม้บางส่วนก็เริ่มบวมและโก่งตัวหลี่น่าถอนหายใจเบา ๆ ห้องตรวจแห่งนี้ช่วยชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ตัวอาคารกลับอยู่ในสภาพที่แทบไม่ต่างจากคนไข้ที่รอการรักษา ซุนเยี่ยนเดินเข้ามาพร้อมสมุดคนไข้“เมื่อคืนฝนตกหนักค่ะ ตรงห้องเก็บยาก็รั่วอีกแล้ว”หลี่น่ารีบเดินไปดู ลังใส่ผ้าพันแผลหลายห่อเปียกชื้น กล่องยาบางส่วนเริ่มขึ้นราเพราะความชื้นสะสม เธอรีบย้ายเวชภัณฑ์ไปไว้ในจุดที่แห้งกว่า“ถ้าปล่อยไว้อีกไม่นาน ยาจะเสียทั้งหมด”ซุนเยี่ยนพยักหน้าอย่างหนักใจ“ฉ
“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ถามคุณครูได้เลยนะ”“ครับ”“ถ้ามีเพื่อนชวนเล่น ก็เล่นได้ แต่ห้ามวิ่งขึ้นเขาคนเดียว”“ครับ”“ถ้าคิดถึงแม่...”เฉินอวี่ยิ้มกว้าง “ผมรู้ครับ แม่อยู่สถานีอนามัย”หลี่น่าหัวเราะเบา ๆ “เก่งมาก”เด็กชายยื่นแขนมากอดเธอแน่น“แม่ก็ห้ามลืมกินข้าวนะครับ”คำพูดของลูกทำให้หัวใจของหลี่น่าอบอุ่นขึ้น เด็กคนนี้เติบโตเร็วกว่าที่เธอเคยคิดโรงเรียนประถมซานเหอตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ห่างจากสถานีอนามัยประมาณสิบนาที อาคารเรียนเป็นบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ หลังคากระเบื้องหลายแผ่นแตกร้าว สนามหน้าโรงเรียนเป็นเพียงลานดินกว้าง มีเสาธงไม้ตั้งอยู่ตรงกลาง ครูใหญ่หลิวเหวินเจิ้ง ชายวัยหกสิบปี เดินออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มใจดี“ยินดีต้อนรับนะเฉินอวี่”เด็กชายโค้งศีรษะอย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณครู”ครูใหญ่หันไปมองหลี่น่า “คุณหมอไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเราจะดูแลเขาอย่างดี”“ฝากลูกชายด้วยนะคะ”ครูใหญ่ยิ้ม “เด็กคนนี้มีมารยาทมาก”นักเรียนหลายคนยืนมองเด็กใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อครูพาเฉินอวี่เข้า
“พรุ่งนี้ต้องมาล้างแผลอีกนะคะ”“ยังต้องมาอีกหรือ”“จนกว่าแผลจะดีขึ้นค่ะ”“ถ้าฉันไม่มาล่ะ”หลี่น่ายิ้ม “ฉันจะเดินไปตามถึงบ้าน”ซุนเยี่ยนหลุดหัวเราะ ส่วนเหอจื้อหมิงทำหน้าเหมือนไม่พอใจ แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนออกจากสถานีอนามัย เขาหันกลับมาพูดว่า“มือเบากว่าหมอคนก่อนนิดหนึ่ง”ซุนเยี่ยนรอจนชายชราเดินพ้นประตูจึงกระซิบ“นั่นคือคำชมจากเขาค่ะ ปกติเขาไม่ยอมชมใคร”หลี่น่ายิ้มบาง ๆ วันต่อมา เหอจื้อหมิงกลับมาตามนัด พร้อมภรรยาซึ่งปวดเข่ามานานหลายปี หลี่น่าตรวจอาการและพบว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมร่วมกับการใช้งานหนัก เธอไม่ได้เพียงให้ยา แต่สอนวิธีประคบ ออกกำลังกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงท่าที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า ภรรยาของเหอจื้อหมิงฟังอย่างตั้งใจ“ไม่ต้องลงเขาไปผ่าตัดหรือคะ”“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นค่ะ ถ้าดูแลถูกวิธี อาการอาจดีขึ้นได้มาก”จากผู้ป่วยสองคน กลายเป็นสี่คน ช่วงบ่าย หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งถูกสามีพามาตรวจเพราะมีอาการบวมที่ขา หลี่น่าวัดความดันและพบว่าสูงผิดปกติ เธอรีบประเมินความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษและวางแผนส่งต่อโรงพยา







