INICIAR SESIÓNซุบซิบ ซุบซิบ
เสียงโต้เถียงดังลั่นเป็นสิ่งแรกที่หลินอวี่ถงได้ยินเมื่อสติเริ่มหวนกลับมา เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้นปรากฎภาพตรงหน้าทำให้นางอ้าปากค้าง
รถม้าและกรงหายไปแล้ว ตอนนี้นางถูกพามาอยู่กลางลานกว้างอันเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกราดพื้น เลือดนองจนกลิ่นคาวคลุ้งในลมหายใจ ทุกสิ่งไม่ต่างจากภาพฝันร้ายที่เพิ่งผ่านมา
แต่สิ่งที่นางตกใจยิ่งกว่าคือบุรุษหน้าหนวดกลับมีสถานะแตกต่างออกไป เขามิได้เป็นนักโทษร่วมชะตากรรมนางเช่นกาลก่อน
ยามนี้บุรุษหน้าหนวดผู้นั้นกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ที่มีคนจัดหามาให้อย่างสบายอารมณ์ ข้างกายรายล้อมด้วยทหารในชุดเกราะ อีกทั้งยังมีทหารอีกหลายคนคุกเข่าคอยรับคำสั่งของเขา บ้างยืนถืออาวุธเฝ้าระวังหน้าหลังอย่างระแวดระวังอีกด้วย
เลื่อนสายตาถัดออกมาอีกหน่อย กลางลานกว้างมีชายผู้หนึ่งถูกจับมัดแน่น ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าบุรุษหน้าหนวด ใบหน้าเปื้อนเลือดแต่ยังพยายามเชิดศีรษะ แววตาไม่ยอมสยบนั้นเหมือนักโทษกำลังถูกสอบสวนไม่มีผิด
“แม้ว่าท่านอาไม่พูดก็ใช่ว่าข้าจะไม่รู้...”
อีกหลายประโยคที่พวกเขาสนทนากันซึ่งแน่นอนสตรีหลงยุคอย่างนางฟังไม่เข้าใจอยู่แล้วแต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้ยินทั้งหลายนั้นก็ทำให้หลินอวี่ถงเริ่มปะติดปะต่อทีละน้อยจากบทสนทนาที่ถกเถียงกันเสียงดัง
“ท่านอ๋อง”
“แผนการ”
“หัวหน้าศัตรู”
และ
“วังหลวง”
ในที่สุดนางก็เข้าใจคร่าว ๆ ได้ว่าการที่บุรุษหน้าหนวดเคราผู้นั้นถูกจับเป็นนักโทษแท้จริงแล้วหาใช่ความพ่ายแพ้จากสงครามหากแต่เป็นกลอุบายที่เขาวางไว้เพื่อจะล่อหัวหน้าของศัตรูออกมา แล้วจัดการจับตัวมันให้ได้ในคราวเดียว และแน่นอนว่าแผนการนี้ได้สำเร็จอย่างงดงามเรียบร้อยแล้ว
นักโทษคนนั้นคือน้องชายของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ต้องการแก้แค้นให้น้องชายตนเอง โดยการก่อสงครามหลอกล่อให้บุรุษหน้าหนวดซึ่งคือฉินอ๋อง พระโอรสที่สังหารบิดาตนเองอย่างอดีตฮ่องเต้ออกมาจากเมืองหลวงเพื่อต้องการสังหาร
หากแต่แผนการกลับล้มเหลวเมื่อบัดนี้ฝ่ายของฉินอ๋องเป็นผู้ชนะอย่างสมบูรณ์ แถมยัสามารถจับตัวศัตรูกลับไปรับโทษประหารที่เมืองหลวงได้อีกด้วย
พอเรื่องราวหลักได้ข้อสรุป แน่นอนว่าต่อมาก็ถึงเวลาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่พวกตนเองเหลือรอดอยู่คนเดียวอย่าง...นาง
เกิดการถกเถียงกันเสียงอึงคะนึงว่าจะจัดการกับสตรีที่แต่งตัวประหลาด ไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกเขาแน่นอนแต่ท่าทางก็ไม่ใช่พวกเดียวกับศัตรูเช่นกัน
“นางแต่งกายประหลาดยิ่ง ย่อมมิใช่คนของเรา” เสียงทหารคนหนึ่งเอ่ยเสียงกร้าวกระด้าง
“หากปล่อยไว้ วันหน้าจะเป็นภัยหรือไม่” อีกคนเสริมขึ้น
“ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง” เสียงที่สามเย็นเยียบ
หัวใจของหลินอวี่ถงเต้นโครมครามในอก ยิ่งกว่าตอนอยู่ในกรงเสียอีก สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเหมือนคมดาบเล่มเล็กที่พร้อมเฉือนเนื้อของนางทุกเมื่อ
ชะตากรรมของนางกำลังถูกตัดสินอยู่ตรงนี้เอง
จะทำอย่างไรดีให้ตนเองมีชีวิตรอด
หลินอวี่ถงกวาดสายตามองหาทางรอดจนสายตาไปหยุดอยู่ที่บุรุษหน้าหนวดที่นางคุ้นเคยมากที่สุด
เห็นทีว่าหากยังนิ่งอยู่ คงไม่มีโอกาสได้มีชีวิตหายใจต่อยาก หลินอวี่ถงอยากมีชีวิตต่อมากที่สุด อุปสรรคต่าง ๆ นานนางผ่านมาได้มากมายเรื่องอะไรจะยอมแพ้แค่เพราะถูกสวรรค์รังแกส่งนางมาที่ไหนก็ไม่รู้เช่นนี้กัน!
ร่างบางจึงขืนตัวพุ่งออกมาคุกเข่าก้มศีรษะ คุกเข่าต่อหน้าทุกคนในที่นั้น
“ข้าไม่ใช่คนของพวกศัตรูพวกท่าน ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงสั่นเครือดังออกมาจากลำคอ นางตัวสั่นสะท้านไม่ต่างจากใบไม้ต้องลม ทหารนายหนึ่งที่ดูมีอำนาจก้าวออกมา สบตานางด้วยแววตาของคนระแวงระวัง “เราจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดได้อย่างไร”
หลินอวี่ถงกัดริมฝีปากแน่นพยายามเอ่ยอธิบาย “ไม่เห็นหรือว่าชุดข้าแตกต่างจากพวกเขา ข้าไม่ได้เป็นคนของที่นี่ ความจริงแล้วข้า…ข้าถูกส่งข้ามมิติ…ทะลุมิติมาเจ้าค่ะ”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หมดหนทาง
พวกทหารกลับมองหน้ากันสับสน บ้างขมวดคิ้ว บ้างส่ายหน้า คำที่นางใช้ไม่มีผู้ใดเข้าใจ ความเงียบและสายตาไม่เชื่อยังคงกดทับ
จู่ ๆ หลินอวี่ถงก็พลันนึกถึงความทรงจำแรกที่ได้มาที่นี่ ภาพบุรุษหน้าหนวดที่เกือบถูกฟันจากด้านหลังแต่ตอนนี้รอดมานั่งมองผู้อื่นอย่างองอาจ หากไม่ใช่นางตะโกนเตือนคงสิ้นใจไปแล้ว นางจึงหันหน้าไปทางเขา น้ำตาคลอในดวงตา
“ท่านผู้องอาจ! ตอนนั้นข้าช่วยชีวิตท่านไว้ ข้าเป็นคนตะโกนเตือน ท่านยังจำได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ใช่แล้วหากนางไม่ได้เข้าใจผิด จากที่พวกเขาคุยกัน บุรุษน่ากลัวผู้นี้เป็นถึงฉินอ๋องที่มีอำนาจมากที่สุดในนี้ นางจึงเปลี่ยนใจพุ่งเป้าไปเรียกร้องความสนใจจากเขา
แต่นางต้องทำเป็นว่าไม่รู้ว่าเขาคืออ๋องของแคว้นเอาไว้ก่อน หลินอวี่ถงพยายามปลอบให้ตัวเองใจเย็น ๆ เข้าไว้แม้ตอนนี้นางจะแทบสติแตกแล้วก็ตาม
บรรยากาศพลันเงียบกริบ ทุกสายตาหันไปยังฉินอ๋องนายเหนือหัวที่สุดในที่นี่ ชายหนุ่มนั่งนิ่งยกมุมปาก หัวเราะเสียงต่ำ เสียงนั้นเย็นเยียบจนผู้ฟังขนลุกกันหมด
“ข้าไม่ชอบมีใครมาทวงบุญคุณ” เสียงเข้มก้องกังวนทั่วบริเวณ “และข้าไม่เคยคิดตอบแทนบุญคุณผู้ใด” ดวงตาคมกริบตวัดมองนาง “ยิ่งไม่ชอบการติดหนี้บุญคุณเสียด้วยสิ”
หลินอวี่ถงเบิกตาน้ำตาร่วงอาบแก้มแต่ยังฝืนพูดต่อทั้งที่กลัว “ใช่แล้ว ในเมื่อท่านไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร เช่นนั้นก็ไว้ชีวิตข้าสิเจ้าคะ หลังจากนั้นพวกเราจะได้ไม่ติดค้างกัน”
รอยยิ้มของเขากลับยิ่งคมกริบ “มีวิธีง่ายกว่านั้น...คือสังหารเจ้าผู้เป็นเจ้าหนี้เสีย เท่านี้ข้าก็ไม่ต้องติดหนี้ใคร”
หลินอวี่ถงสะอึก ดวงหน้าไร้สีเลือด ความกลัวแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น ทว่าพยายามเอ่ยต่อเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “ข้าเป็นเพียงสตรีโชคร้ายผู้หนึ่ง มิรู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเจ้าค่ะ หรือหากท่านต้องการสิ่งใดตอบแทน ข้าพร้อมจะทำไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเจ้าค่ะ”
บุรุษหน้าหนวดเอนกายเล็กน้อย แววตาคมจับจ้องลงมาอย่างสนใจมากกว่าเดิม “ทุกเรื่องเลยงั้นหรือ”
“เอ่อ...” พอได้สบสายตาดูเจ้าเล่ห์คู่นั้น หลินอวี่ถงบังเกิดความลังเลอยู่อึดใจก่อนสลัดทิ้งเพราะความอยากมีชีวิตรอดนั้นมีมากกว่า “เจ้าค่ะ…ได้หมดทุกเรื่อง หากสามารถทำให้พวกท่านยอมไว้ชีวิตข้า” นางรีบพยักหน้า
“เช่นนั้น…” เขาเว้นวรรคยาว ก่อนกล่าวชัดถ้อยคำ “ข้าจะพิจารณาเรื่องไว้ชีวิตเจ้าหลังจากที่เจ้าพิสูจน์ตัวเองว่าร่างกายเจ้ามีประโยชน์มากพอหรือไม่”
หลินอวี่ถงขมวดคิ้วจนหน้าผากยับย่น
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
บุรุษหนวดเครามิได้อธิบายต่อ เขาโบกมือเพียงน้อย “พาแม่นางผู้นี้ไปพักที่เรือนตากอากาศของข้าในเมือง ให้จัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้พร้อมก่อนข้ากลับไปหลังเสร็จสิ้นภารกิจ”
“พะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!” เสียงทหารรับคำดังก้องพร้อมกัน
"คุณหนูเจ้าคะ..." ชุนฮวาวางจดหมายลงบนโต๊ะข้างเตียงด้วยความระมัดระวัง "มีผู้ส่งจดหมายมาให้เจ้าค่ะ เขาบอกว่าเป็นจดหมายแสดงความยินดี"ซูซิวเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกดำเรียบง่ายกลับสะกดความสนใจของนางไว้ทันทีถึง คุณหนูซูซิวเหยาข้ายินดีอย่างยิ่งที่เจ้าพบคู่ครองที่คู่ควร แม้หัวใจข้าจะเคยมีเจ้าครอบครอง แต่วันนี้ข้าขอมอบเพียงคำยินดีแทนทุกสิ่งข้าหวังว่าเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสมปรารถนาเสมอเหวินอวิ้นเฉิงซูซิวเหยามองตัวอักษรบนกระดาษเบื้องหน้า ใจของนางสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความรู้สึกในอดีตกับเหวินอวิ้นเฉิงที่เคยชอบนาง แต่เพราะนางสัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำอวยพรของเขาในขณะที่ซูซิวเหยายังคงนั่งนิ่งกับจดหมายในมือ เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ เผยให้เห็นร่างสูงสง่างามของฉินอ๋องหลินหยางในอาภรณ์สีแดงหรูหรา ดวงตาคมกริบของเขามองไปยังสตรีผู้เป็นเจ้าสาวอย่างแฝงความอ่อนโยน"ข้ากลับมาแล้ว" เขากล่าวเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เตียง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางอย่างที่น่าสงสัยดวงตาคมของอ๋องหนุ่มเหลือบเห็นกระดาษในมือของนาง "นั่นอะไร?" เสียงต่ำของเขาทำให้ซูซิวเหยาส
บทส่งท้ายสิบวันล่วงเลยผ่านไป ณ จวนฉินอ๋องรุ่งอรุณยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์แรกสาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบา ภายในจวนโออ่ายามนี้ประกอบไปด้วยสีทองของดวงตะวันแต้มแต่งทุกมุมให้เปล่งประกายราวกับโลกทั้งใบยินดีในวันสำคัญ เสียงฆ้องและกลองบรรเลงกึกก้อง ดอกไม้หลากสีถูกประดับประดาเต็มท้องพระลาน แผ่นพรมแดงยาวทอดผ่านลานกว้างตรงเข้าสู่ตำหนักใหญ่ ที่วันนี้เปรียบดั่งเวทีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของฉินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่และคุณหนูซูซิวเหยาซูซิวเหยานั่งนิ่งอยู่ในห้องเจ้าสาว ผมยาวดำขลับของนางถูกเกล้าอย่างงดงาม ตกแต่งด้วยปิ่นทองคำและมุกน้ำงามที่แวววาว ราวกับประกายแห่งดวงจันทร์ ดวงหน้าของนางถูกแต่งแต้มให้สวยดุจภาพวาดในตำนาน ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางสีแดงสดปักลวดลายมังกรและหงส์ด้วยไหมทองละเอียดประณีต อาภรณ์แต่งงานของนางยาวพลิ้วไหว ประดับด้วยลายดอกเหมยที่สื่อถึงความงามและความอดทนยามเผชิญกับลมหนาวนางเงยหน้ามองกระจกสำริด พลางสัมผัสผ้าคลุมหน้าเบา ๆ ใจที่เคยเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวกลับสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"คุณหนูเจ้าคะ..." ชุนฮวาสาวใช้คนสนิทเอ่ยเรียกเบา ๆ ยิ้มบาง "ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ"ซูซิวเหยาสูดลมหายใจลึก รวบร
"ท่านอ๋อง..." นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หม่อมฉันมีเรื่องอยากถามเพคะ""ว่ามาสิ" เขาตอบโดยไม่ได้หันมอง ดวงตายังคงจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้า"ท่านชอบหม่อมฉันจริงหรือเพคะ" ซูซิวเหยาถามเสียงเบาแต่หนักแน่นคำถามนั้นทำให้อ๋องหลินหยางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าข้าจะมาอุ้มเจ้าออกจากจวนเช่นนี้หากข้าไม่ชอบเจ้าอย่างนั้นหรือ”ซูซิวเหยาหน้าร้อนผ่าว นางกัดริมฝีปากอย่างลังเลก่อนถามต่อ "แต่เวลานี้ฐานะทางบ้านของหม่อมฉันยามนี้ไม่ดีเลย ชื่อเสียงย่ำแย่ ท่านไม่สนใจเรื่องเหล่านี้หรือเพคะ""เจ้าคิดว่าฉินอ๋องเช่นข้าต้องการอำนาจหรือชื่อเสียงจากใครมาหนุนนำหรือ" เสียงของเขาเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความมั่นใจ "ข้ามีอำนาจในมือมากพออยู่แล้ว และชื่อเสียงของข้าก็ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะสตรีที่ข้าชอบเป็นใครสักหน่อย"ซูซิวเหยาแอบยิ้มในใจ ทว่าเพื่อความแน่ใจนางยังคงถามต่อ "ตระกูลของหม่อมฉัน...""หุบปากเถอะ" เขาตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าตัดสินใจแล้วว่าเจ้าคือคนที่ข้าต้องการ ไม่มีคำถามของเจ้าหรือคำพูดของใครที่จะเปลี่ยนใจข้าได้"หญิงสาวถอนหายใจยาว ปล่อยให้ความอบอุ่นจากคำพูดของเขาแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ "เช่นนั้นหม่อมฉันจะเชื่อ
สามสิบสองวันเดินทางวันเดินทางมาถึงเร็วเกินกว่าที่ซูซิวเหยาจะเตรียมใจ นางและซูซินอวี้กำลังจะออกเดินทางไปยังสำนักชีทางเหนือ รถม้าหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าจวนตระกูลซู บ่าวรับใช้ช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถอย่างขะมักเขม้น ซูเหวินอี้ประมุขตระกูลซูมายืนส่งลูกสาวทั้งสองด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์“เหยาเอ๋อร์ ระวังตัวนะลูก... หากมีสิ่งใดขัดสนเขียนจดหมายมาหาพ่อได้เสมอ” ซูเหวินอี้เอ่ยลาน้ำเสียงสั่นเครือ“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” ซูซิวเหยาตอบก่อนก้าวเท้าขึ้นรถม้าขณะที่รถม้ากำลังจะเริ่มออกเดินทาง ก็มีเสียงม้าหลายตัววิ่งกุบกับมาจากถนนใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ ทหารในชุดเกราะสลักลายของฉินอ๋องควบม้าประกบล้อมขบวนรถม้าของตระกูลซู ซูซิวเหยาและคนอื่น ๆ ในจวนต่างตกใจคิดว่าเป็นโจรกลุ่มใหญ่“เกิดอะไรขึ้น!” ซูเหวินอี้ร้องถามเสียงดัง ขณะที่พ่อบ้านรีบวิ่งออกไปสอบถามเหตุการณ์ทันใดนั้น มือหนาของบุรุษในชุดดำสนิทก็เปิดม่านประตูรถม้าของซูซิวเหยาออกโดยไม่ให้ตั้งตัว ร่างของหญิงสาวถูกดึงออกจากรถม้าอย่างรวดเร็ว“เจ้าคิดว่าจะหนีข้าได้ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ ซิวเหยา!”น้ำเสียงเข้มและดุดันทำให้ซูซิวเหยาชะงัก นางเงยหน้าขึ้นและเห็นว่า
สามสิบเอ็ดลังเลบอกความจริงรถม้าของซูซิวเหยาแล่นไปอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางที่ทอดยาวกลับจวน ความสงบกลับถูกขัดจังหวะเมื่อรถม้าหรูหราคันหนึ่งมาจอดขวางถนน ทหารที่มากับรถม้าหรูดังกล่าวลงมาอย่างรวดเร็ว"เชิญคุณหนูใหญ่ตระกูลซูเปลี่ยนไปยังรถม้าคันนี้ขอรับ"ซูซิวเหยาขมวดคิ้วแน่น ใจของนางเต้นแรงอย่างประหลาดเมื่อนางจดจำตราประทับบนรถม้าหรูได้ทันที “ฉินอ๋องเฟิงหยาง…” นางพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อซูซิวเหยาขึ้นไปนั่งในรถม้าหรู เงาร่างองอาจของอ๋องเฟิงหยางก็นั่งอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบผสมความร้อนแรงที่คุกรุ่นอยู่ภายใน"เจ้าไปที่กระท่อมนั้นทำไม""ไปกล่าวลาคนผู้หนึ่งเจ้าค่ะ" นางตอบกลับด้วยเสียงเรียบ"กล่าวลาหรือ?" อ๋องหนุ่มตวาดถาม สายตาของเขาทิ่มแทงราวกับจะมองทะลุหัวใจของนางซูซิวเหยารู้สึกว่าบรรยากาศในรถม้าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นางพยายามอธิบาย "เจ้าของกระท่อมนั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้ในยามยากลำบาก…""บุรุษหรือ เขาแต่งงานหรือยัง”“อืม ก็ ยังเพคะ”“นี่! เจ้านอกใจข้า ซิวเหยา เจ้า… บังอาจมาก!" เสียงของอ๋องหนุ่มดังลั่นจนรถม้าสั่นไหวซูซิวเหยาเบิกตากว้างด้วย
“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกมีเรื่องจะขอ...”ซูเหวินอี้วางช้อนลง หันมามองบุตรสาวด้วยแววตาเป็นห่วง “ว่ามาเถอะ ซิวเหยา เจ้าต้องการสิ่งใด”“ลูกอยากไปศึกษาธรรมะที่สำนักชีทางเมืองเหนือเจ้าค่ะ” ซูซิวเหยาพูดเสียงเรียบ “ที่นั่นสงบและเหมาะแก่การพิจารณาตัวเอง นอกจากนี้ลูกอยากพาน้องซินอวี้ไปด้วย...อาจช่วยบำบัดจิตใจของน้องได้บ้าง”ซูเหวินอี้ขมวดคิ้วทันที “เจ้าอยากไปอยู่ที่นั่นทำไมกัน สำนักชีนั้นห่างไกลและลำบากนัก”ซูซิวเหยาคลี่ยิ้มที่เต็มไปด้วยเหตุผล “ชื่อเสียงของสตรีตระกูลซูตอนนี้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ หากลูกอยู่ในเมืองหลวงต่อไม่มีผลดีอันใด ลูกคิดว่าหากอยู่ที่อื่นสักสองสามปี รอจนเรื่องซาลงแล้วจึงกลับมาก็น่าจะเหมาะสมกว่านะเจ้าคะ”ซูเหวินอี้ถอนหายใจหนัก “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะอยู่ที่นั่นได้”หญิงสาวพยักหน้า “เจ้าค่ะ...ลูกแน่ใจ”ซูเหวินอี้ลังเลอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็พยักหน้า “ถ้าเจ้าแน่ใจ ข้าก็จะไม่ขัด...”ซูซิวเหยากล่าวขอบคุณ แต่ในใจของนางเต็มไปด้วยความสับสน ทั้งความโล่งใจที่แผนการของนางกำลังจะสำเร็จ และความเศร้าที่ต้องจากไปจากที่นี่ นางรู้ดีว่าเหตุผลแท้จริงไม่ใช่การศึกษาธรรมะ แต่มันคือการหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ห่า
บทที่สิบเจ็ด นอนอุ่นเตียงให้เฉย ๆยามค่ำเงาจันทร์ทอดลงบนลานกว้าง เมื่อถึงเวลาสรงน้ำนางได้รับสัญญาณจากผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งสองว่าเห็นบ่าวชายดูแลเรื่องน้ำอาบกำลังขนน้ำร้อนไปยังห้องสรง หลินอวี่ถงย่องเข้ามาในเรือนบรรทมด้วยหัวใจเต้นแรง ส่วนผู้ร่วมแผนการอย่างเจี้ยนกับเสี่ยวจูบอกว่าจะไปเฝ้าดูต้นทางให้ที่หน
บทที่สิบสี่ เจ้ากล้าเรียก ข้าก็กล้าจ่าย18ปั่ก ปั่ก ภายใต้สายน้ำสมุนไพรที่ขุ่นคลุ้ง ร่างสูงใหญ่เคลื่อนไหวไม่หยุดพัก แรงถาโถมเข้าออกหนักแน่นราวพายุโหมกระหน่ำ มังกรยาวใหญ่กระแทกดันเข้าสู่ถ้ำบุปผาไม่ยั้ง ทุกจังหวะเข้าออกทำให้สายน้ำกระเพื่อมแรงจนคลื่นเล็กสาดกระเซ็นไม่หยุดหลินอวี่ถงสะท้านเฮือกกับแรงเ
บทที่สิบสาม จำไว้นีคือการถอนพิษ18หลินอวี่ถงกำมือแน่นไว้ข้างลำตัว สูดลมหายใจลึกก่อนก้าวช้า ๆ ล่วงหน้าไปยังอ่างหยก ไอร้อนจากน้ำสมุนไพรพวยพุ่งขึ้นคล้ายหมอกหนาทึบโอบล้อม นางปลดสายรัดเอวอย่างสั่นไหว อาภรณ์ชั้นนอกเลื่อนร่วงลงราวสายหมอกลู่ตามลม เหลือเพียงผ้าบางแนบกายที่ยิ่งเผยให้เห็นเรือนร่างอ่อนนุ่มใต้แ
บทที่สิบสอง เจ้ากับข้าไม่มีสิทธิถอยเช้าวันรักษาเริ่มถอนพิษวันที่หนึ่งหลังจากโดนเลื่อนมาสามวันเพราะหลินอวี่ถงมีบาดแผลไม่สามารถโดนน้ำได้ แสงแดดแรกส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนแขก หลินอวี่ถงค่อย ๆ ลุกจากฟูก พลันรู้สึกว่าแผลบนแผ่นหลังไม่ปวดแสบเหมือนวันก่อนอีกแล้วแม้ยังมีร่องรอยหวายทิ้งอยู่ แต่ผิ







