Masukนิยายเรื่องนี้เป็นเซต / ท่านอ๋องปิศาจ / มีทั้งหมด 2 เรื่อง ไม่ต่อกันอ่านแยกกันได้ ได้แก่ ... เรื่องที่1 ทะลุมิติไปก็หนีไม่พ้นท่านอ๋องทรราช เกริ่น ที่แท้ท่านอ๋องก็เป็นเกย์นี่เอง,เกย์คือสิ่งใด, ยุคนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ ประมาณว่าไม่ชอบสตรีมั้งเพคะ, เช่นนั้นข้าเป็นเกย์, คืนนี้พระองค์คงต้องลำบากใจหน่อยแล้ว ท่านนอนเฉย ๆเดี๋ยวที่เหลือหม่อมฉันจัดการเอง ... เรื่องที่2 นางร้ายคนนี้ขอหนีท่านอ๋องปีศาจ สตรีเช่นข้าไม่ขอมีพ่อของลูกเป็นอ๋องปากดีเช่นท่าน
Lihat lebih banyakหลินอวี่ถง หญิงสาววัยยี่สิบแปดที่ชีวิตดูจะสมบูรณ์แบบตามเส้นทางที่เธอวาดฝันไว้ วิศวกรโยธาผู้เฉลียวฉลาดและหน้าที่การงานมั่นคง เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้างานในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ความสำเร็จที่เธอได้มาไม่ได้มาง่าย ต้องแลกกับการอดหลับอดนอนและความพยายามหลายปี แต่เมื่อถึงวันนี้หลินอวี่ถงก็ภูมิใจว่าเธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง
จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทมีโปรเจกต์ใหม่ โดยเธอได้รับหน้าที่ในการไปสำรวจพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงซึ่งบริษัทเพิ่งซื้อมา หลินอวี่ถงถูกมอบหมายให้ลงพื้นที่ตรวจสอบเอง ในวันที่เธอก้าวเข้าสู่สถานที่นั้น ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มขึ้นอย่างฉับพลัน แสงอาทิตย์หายไปดั่งถูกมือยักษ์ปิดบัง เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงตรงหน้า
สายลมแรงพัดวูบมาพร้อมความเย็นยะเยือก ร่างของเธออ่อนแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว สติหลุดหายไปในความมืด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งสิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่สถานที่เธอก้าวเข้าไปสำรวจ แต่กลับเป็นสนามรบกว้างใหญ่
ตอนนี้รอบกายของหญิงสาวเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่นไปทั่ว ดินฟ้าเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและฝุ่นควัน ร่างทหารนับไม่ถ้วนกำลังฟาดฟันกันตรงหน้าเต็มไปหมด
อย่างกับสนามรบในซีรีส์ย้อนยุคที่เคยดูแหนะ
หลินอวี่ถงหอบหายใจรุนแรงเมื่อภาพรอบตัวมันเหมือนจริงเกินไป สมองยังไม่ทันคิดหาคำตอบให้ตัวเองได้ สัญชาตญาณผลักให้มือบางก้มลงคว้าเกราะเหล็กหนักที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมาสวมใส่ป้องกันตัวเอง แม้มันจะหนัก ร่างเพรียวบางจนแทบขยับไม่ถนัด แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่ามีเกราะคุ้มภัย
ดวงตาของหลินอวี่ถงเบิกกว้างอีกครั้ง สติแตกกระเจิงกับภาพตรงหน้า มีร่างของทหารกระเด็นมาข้างหน้าแล้วสิ้นใจตายตรงหน้าเลยทีเดียว
แม้ความหวาดกลัวกัดกินในใจแต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหว ออกตัววิ่งเพื่อออกจากที่นี่
เคร้ง!
เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องทั่วทุ่งโล่ง ดินฟุ้งคละคลุ้งปะปนกลิ่นคาวเลือด
ปึง ปึง
เสียงกลองศึกกระหึ่มไปทั่ว หอกดาบปะทะกันสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจาย หลินอวี่ถงวิ่งขาสั่น ตัวสั่นอยู่กลางสนามรบ
นางช่างเหมือนแกะดำในที่นี้ยิ่งนัก
หลินอวี่ถงมิได้สวมชุดผ้าแพรสีเข้มย้อนยุคดังเหล่าทหารนับร้อยรอบกาย หากแต่นางสวมเป็นเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนรัดรูปที่เลอะฝุ่นจนหม่นซีด รองเท้าผ้าใบขาวที่เคยดูทันสมัยกลับเปื้อนดินและเลือดแดงฉานในชั่วพริบตาเดียว ร่างของนางโดดเด่นผิดแผกยิ่งนัก ประหนึ่งแกะดำพลัดหลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า
ทหารที่วิ่งผ่านหลายคนเหลือบตาเพียงแวบเดียวแล้วสบถต่ำ ๆ คิดว่าเป็นสิ่งของประหลาดสวมชุดอันใดก็ไม่รู้ หลินอวี่ถงหายใจหอบถี่ มือสั่นเทาขณะกำลังนั่งหลบอยู่ข้างกองศพไร้ชีวิตของทหาร มองภาพกลียุคเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง สมองยังไม่สามารถประมวลผลหาคำตอบได้ว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไร
ความโกลาหลในสนามรบกึกก้องไปทั่วทุกทิศ
ขณะที่กำลังหลบอยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยชั่วคราวเนื่องจากยังไม่สามารถหาทางออกจากที่นี่ได้ สายตาของนางสะดุดเข้ากับบุรุษหนวดเคราเฟิ้มคนหนึ่งกลางวงล้อม เขาสูงสง่าในชุดเกราะหนักสีดำหม่น ดาบในมือสะบัดอย่างแม่นยำเด็ดขาด เลือดสาดกระเซ็นไปตามทางที่เขาฟาดฟัน ใบหน้าเคร่งขรึมไม่แสดงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย
นางมองบุรุษผู้นั้นต่อสู้อย่างกล้าหาญราวกับต้องมนต์อยู่พักใหญ่ทว่าทันใดนั้น หลินอวี่ถงสังเกตเห็นคมดาบจากด้านหลังอีกฝ่ายกำลังจะพุ่งเสียบเข้ากลางแผ่นหลังอย่างหมาลอบกัด นางไม่ทันคิดอะไร สิ่งที่ทำเพราะสัญชาตญาณคนดีสั่งให้อ้าปากตะโกนสุดแรง
“ระวังข้างหลัง!”
เสียงนั้นฝ่าคลื่นเสียงเหล็กกระทบกันไปถึงหูเขาพอดี บุรุษหันกลับอย่างว่องไว ดวงตาคมกริบสบเข้ากับนางชั่วขณะก่อนดาบในมือเขาจะตวัดฟันขาดลำคอศัตรูลอบกัดในพริบตา
เลือดสาดลงพื้นแต่แววตาคมกริบของเขายังตรึงอยู่ที่หลินอวี่ถง ราวกับกำลังพยายามจดจำคนที่แม้เป็นคนแปลกหน้าแต่คือคนตะโกนเตือนเขาไว้ทำให้ไม่ตกไปในห้วงความเป็นความตาย
เพียงเสี้ยวอึดใจนั้น โลกทั้งสนามรบเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะ เหลือเพียงสายตาสองคู่ที่สบกัน สายตาของนางเต็มไปด้วยความตกใจสับสน สายตาของเขาเยือกเย็นดุดันแต่ก็แฝงแววบางอย่างที่นางไม่ทันตีความ
หลินอวี่ถงสะดุ้งหลุดจากภวังค์เมื่อคมดาบอีกหลายเล่มแหวกอากาศตรงเข้ามาหาตนเองที่คิดว่าหลบในที่ปลอดภัย นางไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่าหมุนตัววิ่งหนีต่อไปในทิศทางที่เห็นว่าเป็นทางเข้าไปในป่า
ขณะภาพสุดท้ายที่ติดตาคือดวงตาคมเข้มของบุรุษคนนั้นที่ยังจับจ้องนางอยู่แม้ท่ามกลางกลียุคสงคราม
หลินอวี่ถงวิ่งหนีสุดแรงเกิด ลมหายใจหอบกระชั้นจนอกแทบระเบิด ลมหายใจร้อนผ่าวผสมกลิ่นเลือดในอากาศทำให้เธอแทบอาเจียน
นางมุ่งหน้าวิ่งลึกเข้าไปในป่า แต่ยังไม่ทันเข้าไปได้ลึกเท่าไร เท้าที่อ่อนล้าก็พลันสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นจากพื้น ร่างทั้งร่างล้มไปข้างหน้ากระแทกลงไปอย่างแรง สติพลันดับวูบเข้าสู่นิทรา
หลายชั่วยามผ่านไป
เมื่อสติหวนกลับมาอีกครั้ง หลินอวี่ถงลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาพร่ามัวมองเห็นท้องฟ้าเหนือหัวที่มีลูกกรงเหล็กขวางกั้น นางขยับตัวก็พบว่าข้อมือถูกมัดแน่นด้วยเชือกเส้นหยาบ ขยับทีรู้สึกเจ็บแสบจนผิวถลอก
เวลานี้นางกำลังถูกขังอยู่ในกรงเหล็กบนรถม้าที่กำลังเคลื่อนไปตามทาง หันมองรอบกายก็เห็นทหารอีกหลายคนต่างนั่งนิ่งอยู่ด้วยท่าทีเหนื่อยล้าเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทุกคนล้วนแต่งกายในชุดฮั่นฝูโบราณ ต่างจากนางเพียงผู้เดียวที่สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงยีน รองเท้าผ้าใบขาวที่เปื้อนดินยังอยู่ครบ คราบฝุ่นเลือดยังติดตามแขนเสื้อ ราวกับนางคือแกะดำที่ถูกจับโยนเข้ามาท่ามกลางฝูงโบราณชน
ตรงข้ามกับนางคือบุรุษใบหน้าเคร่งขรึมหนวดเคราเฟิ้ม สวมเกราะอ่อนสีหม่น แม้ถูกมัดแน่นเหมือนกันแต่ท่วงท่ากลับสงบนิ่ง ราวกับสิงโตที่ถูกขังแต่ยังคงอำนาจแฝงอยู่ในแววตา ข้างกายเขายังมีชายหนุ่มอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่า คงเป็นลูกน้อง ใบหน้าเปรอะเลือดแต่สายตายังคงแข็งกร้าว
หัวใจหลินอวี่ถงกระตุกวูบ ความจริงที่ไม่อยากเชื่อเริ่มกดทับลงมาเต็มสองบ่า
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมฉันถึงถูกจับราวกับเป็นนักโทษอย่างนี้ พวกคุณช่วยเฉลยความจริงหน่อยเถอะว่ากำลังถ่ายหนังหรือรายการแกล้งคนกันอยู่”
ความคิดดังสนั่นอยู่ในหัวหญิงสาว ขณะสายตาของบุรุษตรงข้ามที่นางเคยช่วยไว้ในสนามรบยังจับจ้องมาที่นางไม่วางตา
“พูดจาเลื่อนเปื้อนราวกับคนบ้า หุบปากเสียที ข้ารำคาญ”
“!!”
เก้าชนะเรื่องใดนางเมื่อไหร่กัน“เดี๋ยวก่อน...”นางหยุดเดินหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง แม้ใบหน้าจะสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง“ข้ายังไม่ได้รับปากว่าจะไม่เปิดโปงเจ้าเสียหน่อย” อ๋องหนุ่มกล่าว ดวงตาคมจับจ้องที่นาง“...”“เจ้าไม่อยากฟังข้อแลกเปลี่ยนที่ข้าต้องการแลกกับการปิดปากไม่พูดสิ่งที่ข้าเห็นหรือ ซูซิวเหยา?”คำพูดนั้นทำให้หัวใจของซูซิวเหยากระตุกวูบแม้จะเป็นคนที่ใจเย็นและมีความคิดรอบคอบ แต่นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการถูกอ๋องหนุ่มผู้ทรงอำนาจจับตามองเป็นสิ่งที่สร้างแรงกดดันมหาศาลเหตุใดเขาจึงต้องการต่อรองกับสตรีธรรมดาเช่นนางซูซิวเหยาไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากมากไปกว่านี้ หลังจบงานเลี้ยงนางยังต้องกลับไปปั้นหน้าแก้ตัวกับแม่เลี้ยงและบิดาอีก นางไม่มีเวลาเสียไปกับการเล่นเกมจิตวิทยากับบุรุษผู้นี้“ข้อเสนออะไรหรือเพคะ”ฉินอ๋องเฟิงหยางก้าวเข้าใกล้นางทีละน้อย น้ำเสียงของเขาเบาลงแต่กลับชัดเจนทุกคำ“หลังจบงานเลี้ยงวันนี้ เจ้าต้องไปยังที่แห่งหนึ่งกับข้า”“ไปที่แห่งหนึ่ง? แล้วท่านอ๋องต้องการให้หม่อมฉันไปที่ใดหรือเพคะ” นางถามพลางพยายามรักษาสีหน้าให้ดูเป็นปกติฉินอ๋องเฟิงหยางกระตุกยิ้มบ
แปดเผชิญหน้ากับปีศาจแห่งเมืองหลวง“เจ้าดูมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นดีนะ หรือเป็นเพราะเจ้าเองคือคนที่บงการให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับตระกูลซูกันเล่า?”ซูซิวเหยาชะงักนิ่งงันในทันที ร่างของนางนิ่งค้างบนกิ่งไม้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อจำเสียงนั้นได้“ท่านอ๋อง...”นางรีบมองลงไปข้างล่างและเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของฉินอ๋องเฟิงหยางยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ดวงตาคมปลาบของเขาเงยขึ้นมองตรงมายังกิ่งไม้ที่นางนั่งอยู่“เจ้าคงไม่คิดว่าจะมีคนบังเอิญเห็นเจ้าตรงนี้หรอกกระมัง ซูซิวเหยา”เสียงของเขาเย็นเยียบและท่าทางของเขานั้นนิ่งสงบราวกับพยัคฆ์ที่กำลังจ้องเหยื่อ ทำเอาซูซิวเหยากลั้นหายใจชั่วขณะ ก่อนจะพยายามควบคุมสีหน้าและจิตใจของตัวเอง“ท่านอ๋อง...หม่อมฉันคิดว่าท่านกำลังเข้าใจผิด หม่อมฉันเพียงแต่หลบมาพักผ่อนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งใดเลยเพคะ”ฉินอ๋องเฟิงหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสงสัย“งั้นหรือ...แต่สิ่งที่ข้าเห็นคือเจ้าเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนั้นด้วยสีหน้าเช่นผู้มีชัย...”ซูซิวเหยาพยายามรักษาท่าที นางกระโดดลงจากกิ่งไม้อย่างสง
“เอาสิ”นางเดินกลับไปยังโต๊ะของบิดาอย่างสง่างาม ภายในใจโล่งขึ้นเมื่อรู้ว่าสามารถหลีกเลี่ยงแผนร้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางนั่งลงข้างซูเหวินอี้ที่กำลังสนทนากับแขกคนอื่น“เจ้าไปทักทายตระกูลหลงมาแล้วหรือ” ซูเหวินอี้เอ่ยถามซูซิวเหยาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มใจดี “เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”“ดีแล้ว เจ้ากำพร้ามารดาแท้ ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก สานสัมพันธ์ตระกูลของมารดาเลี้ยงเจ้าเอาเถิดจะเป็นผลดีต่อเจ้าในอนาคตลูกสาวของพ่อ”“เจ้าค่ะท่านพ่อ”ในสายตาของบิดาผู้นี้คงคิดว่าฮูหยินของตนนั้นจิตใจดีใสบริสุทธิ์อย่างที่แสดงออกมาอย่างนั้นสินะหรือว่า...แสร้งหูหนวกตาบอดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของสมาชิกตระกูลให้อยู่ด้วยกันต่อไปนางก็มิอาจรู้ได้...คงต้องรอดูท่าทีต่อไปงานเลี้ยงฉลองดำเนินไปตามลำดับอย่างที่ควรเป็น ยามนี้บนโต๊ะมีอาหารถูกลำเลียงมาจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ตระกูลซูที่แม้ไม่ได้เป็นขุนนางขั้นสูงนัก แต่เนื่องจากความสนิทสนมระหว่างซูเหวินอี้กับเจ้าภาพจึงได้ที่นั่งค่อนข้างดี ไม่ถึงกับหลังสุดแต่ก็ไม่ใช่แถวหน้าสุดเช่นกันเสียงสนทนาและหัวเราะเบา ๆ ในงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่นทว่าในขณะที่ผู้คนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารและบร
จะใช่อย่างที่นางคิดก่อนหน้าหรือไม่ในจังหวะนั้นเองหลงซิ่วเฟิน แม่เลี้ยงของนางเดินเข้ามาที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน นางมองลูกเลี้ยงที่วางจอกชาไว้โดยไม่แตะต้องด้วยสายตาที่แฝงความผิดหวัง“ซิวเหยา” นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เหตุใดเจ้าถึงไม่ดื่มชาล่ะ ชาที่นี่อร่อยมากแถมยังไม่เหมือนรสที่จวนของเรานะ”ซูซิวเหยาแสร้งยิ้มบาง “ข้ายังไม่กระหายเจ้าค่ะท่านแม่”หลงซิ่วเฟินเลื่อนจอกชาเข้ามาใกล้ลูกเลี้ยงมากขึ้น “ดื่มเสียหน่อยเถิด ชานี้หอมและดีต่อสุขภาพมาก ข้าชิมแล้วอร่อยนัก”น้ำเสียงและสีหน้าของหลงซิ่วเฟินดูใจดีอย่างไม่ผิดปกติ แต่นั่นยิ่งทำให้ซูซิวเหยามั่นใจว่านางกำลังถูกตื้อให้ดื่มชาที่มีพิษในจอกจากเจ้าของพิษปนเปื้อนแม่เลี้ยงคงคิดว่านางโง่งมาก แน่นอนว่านั่นเป็นผลดีทำให้ศัตรูประมาทในตัวนาง ดังนั้นซูซิวเหยาตัดสินใจแสร้งทำตัวใสซื่อว่าง่ายเหมือนร่างเดิมที่นางเข้ามาแทนเชนเคย“ท่านแม่เจ้าคะ” ซูซิวเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซื่อและเรียบง่าย “ข้าจะดื่มทีหลังเจ้าคะ ตอนนี้กำลังอิ่มน้ำชาเก่าอยู่”หลงซิ่วเฟินมองลูกเลี้ยงด้วยสายตาที่เหมือนจะพยายามควบคุมอารมณ์ก่อนจะหัวเราะขบขันไม่รู้ขำอะไร ขำลมขำอากาศกระมัง“ก็ตามใ











