LOGINบทที่ 1
ความวุ่นวายในงานรับปริญญาในตอนเที่ยงยังไม่จบสิ้น เสียงหัวเราะของนิสิตมากมายที่ต่างพากันดีใจเมื่อตัวเองสำเร็จการศึกษา ดอกไม้ช่อโตที่ทุกคนต่างถือมาเพื่อแสดงความยินดีให้กับคนในครอบครัว สายตาคู่ของพาขวัญมองไปยังคนรอบตัวที่ถ่ายรูปกับครอบครัว มีเพียงแต่เธอที่ไม่มีครอบครัวมาด้วยได้ เพราะแม่ของเธอนั้นเสียชีวิตลงเมื่อหลายปีก่อน
“หนูจีน” พาขวัญหันไปตามต้นเสียงเมื่อจำเสียงได้ว่าเสียงนี้คือใคร
“คุณลุง!” เธออุทานด้วยความตกใจ
“ลุงมาแสดงความยินดีที่หนูเรียนจบ ยินดีด้วยนะ คนเก่ง” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์พูดพร้อมกับยื่นดอกไม้ช่อใหญ่ให้
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณพร้อมกับเอื้อมมือไปรับ
“ลุงให้คนเตรียมห้องที่บ้านหนูให้แล้วละ”
“แต่หนูว่า...ไม่ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ
“แต่ลุงอยากให้หนูเข้ามาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
“เอ่อ...แต่ว่าคุณลุง...” สายตามองด้วยความลังเลและเกรงใจ
“อย่าปฏิเสธเลยนะ” พูดแบบนี้ ปฏิเสธหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ หญิงสาวพยักหน้าอย่างยอมรับก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นถามหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์
“แล้วลูกชายของคุณลุงจะไม่คัดค้านเหรอคะ ดูเหมือนว่าจะไม่ชอบหนูเท่าไหร่เลย”
เธอยังจำสายตาของเขาที่มองในวันงานศพของภรรยาหม่อมหลวง- ณรงค์ฤทธิ์ได้ดี สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความแค้น เธอไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนไหนกันแน่
“อย่าไปสนใจเลย เจ้าเพลิงก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ อีกอย่างนี่ไม่กลับมาที่บ้านตั้งหลายวันแล้ว”
“แต่หนูก็เกรงใจอยู่ดีค่ะ” หญิงสาวเริ่มตอบปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง
“เอาเถอะ จะได้ไปทำงานง่ายๆ ไง อีกอย่างคนแก่คนเฒ่าอยู่บ้านคนเดียวเหงาจะตาย ลุงก็เห็นหนูเหมือนลูกสาวมาตลอด”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่หรอก ลุงแค่อยากช่วยหนูน่ะ แล้วนี่จะย้ายของออกจากหอวันไหนล่ะ ลุงจะได้ให้คนขับรถมารับ”
“ว่าจะวันพรุ่งนี้ค่ะ เอ่อ...แต่หนูก็ยัง...”
“เลิกพูดเกรงใจลุงได้แล้ว เอาเป็นว่าลุงเห็นหนูเป็นเหมือนลูกของลุงอีกคนละกันนะ อย่าคิดมากอีกล่ะ” มือเหี่ยวย่นของหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์เอื้อมขึ้นไปลูบเส้นผมบางของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู
พาขวัญยกมือขึ้นพร้อมกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”
“ได้เวลาลุงต้องไปทำงานต่อแล้ว พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ ลุงจะให้คนไปรับหนูที่หอนะ” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์พูดขึ้นก่อนจะยิ้มให้อีกครั้งหนึ่ง
“ค่ะ” พาขวัญขานรับพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ สายตาของเธอมองชายวัยกลางคนที่หมุนตัวเดินหางไกลออกไปด้วยความรักและเคารพ หญิงสาวยังคงยิ้มให้แม้กระทั่งหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์จากไปนานแล้วก็ตาม ในใจของเธอนับถือเสมือนเป็นบิดาคนที่สองที่ดูแลเธอมาตลอด
แสงอาทิตย์สีส้มสาดส่องเข้าห้องทางหน้าต่างทิศตะวันตก สายตาคมทอดมองมายังเบื้องล่างจากตึกสูงตระการฟ้าในใจกลางเมือง เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลายสิบครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงาน อีกส่วนคงเป็นเรื่องครอบครัวของเขา นี่เขาก็ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว ใจจริงแทบไม่อยากจะกลับไปด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เขากลับไปมีเพียงแต่ความเจ็บปวดที่เขาไม่อาจที่จะลืมได้
จิรัฎฐ์หมุนตัวเดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานดั่งเดิม สายตากวาดมองรอบๆ ห้องทำงานที่ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงอย่างสมฐานะกับการเป็นรองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่มีการงานและอนาคตมั่นคง
นิ้วแกร่งเคาะจังหวะไปตามโต๊ะจนเกิดเสียง สายตาของชายหนุ่มชำเลืองมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ ซึ่งบอกเวลาว่าเกือบเย็นมาก จิรัฎฐ์กลอกตาด้วยความชั่งใจว่าเขาควรจะกลับบ้านดีหรือไม่กลับดี เขาไม่อยากกลับไปแล้วมีปากเสียงกับบิดาจนทะเลาะกันอีก
ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นเก็บแฟ้มทำงานวางไว้มุมหนึ่งของโต๊ะก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้อง ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา พนักงานที่ต่างชื่นชอบมองเขาได้แต่คุยกันอยู่ห่างไม่กล้าที่จะเข้ามาสนิทใกล้ชิดเจ้านายหนุ่มแม้แต่น้อย
จิรัฎฐ์เดินมายังลานจอดรถของเขาพร้อมกับเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง เขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไปด้วยความรู้สึกมากมายที่แทรกเข้ามาจนรู้สึกอึดอัด
รถยนต์คันหรูราคาแพงเฉียดสิบล้านแล่นไปตามท้องถนนที่ว่าง มือแกร่งเอื้อมไปกดปุ่มวิทยุเพื่อเปิดเพลงฟังระบายความเครียดของตัวเองให้ลดลง นานกว่าที่ขับรถไปและตัดสินใจว่าจะกลับไปที่บ้าน
จิรัฎฐ์หยุดจอดอยู่หน้าประตูใหญ่หน้าคฤหาสน์สีขาวสไตล์ยุโรปหลังใหญ่เพื่อรอให้ประตูเปิดออก ก่อนจะขับเข้าไปอย่างช้าๆ ใต้ชายคาบ้าน เขาเปิดประตูลงจากรถกับจังหวะที่มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาในท่าทางที่นอบน้อม ชายหนุ่มยื่นกุญแจให้ก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในบ้าน
สายตาคมกวาดมองคนในบ้านที่ต่างกันเตรียมของยกตู้กันดูวุ่นวาย จนอดที่จะเดินเข้าไปถามไม่ได้
“จะยกของพวกนี้ไปไหนกัน แล้วนี่อะไรเยอะแยะไปหมด”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเฟอร์นิเจอร์หรูราคาแพงไว้สำหรับตกแต่งห้องนอนวางเรียงรายอยู่ที่พื้นหน้าบันได
“คุณผู้ชายสั่งครับ ว่าให้ยกขึ้นไปจัดห้องใหม่อีกห้องหนึ่งขึ้นมาครับ”
จิรัฎฐ์คิ้วขมวดด้วยความสงสัยอย่างไม่เข้าใจว่าบิดาเขาจะสั่งให้จัดห้องเพิ่มขึ้นมาทำไม?
“จัดทำไม แค่นี้ก็เยอะอยู่แล้ว”
“เห็นว่าวันพรุ่งนี้คุณผู้ชายว่าจะมีคนเข้ามาพักอยู่ด้วยน่ะครับ เลยให้ผมจัดยกให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้เย็น”
“ใครจะย้ายเข้ามา”
เขาถามพร้อมจ้องด้วยสายตาเค้นคำตอบจากคนตรงหน้า
“ผมไม่รู้เหมือนกันครับ คุณผู้ชายไม่ได้บอกไว้ครับ”
“ขอบใจมาก” จิรัฎฐ์พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานเพื่อหาบิดาถามให้รู้เรื่องไปทีเดียว สองเท้าก้าวยาวตรงไปก่อนเลี้ยวซ้ายเพื่อไปห้องทำงานส่วนตัวของบิดา
ประตูใหญ่สีน้ำตาลลายไม้เถาวัลย์ไทยขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า จิรัฎฐ์เอื้อมมือไปผลักออกก่อนจะก้าวเข้าไปข้างในห้อง สายตามองบิดาที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ เข้าก้าวเข้าไปหาพร้อมนั่งลงที่โซฟา
“นึกว่าจะไม่กลับมาซะแล้ว” ผู้เป็นบิดาพูดขึ้นในขณะที่ปิดหนังสือ และละสายตาขึ้นมามองบุตรชาย “แล้วนี่มีอะไร ถึงมาหาล่ะ”
“เห็นชาติบอกว่าคุณพ่อให้จัดห้อง จะมีคนย้ายเข้ามา ใครหรือครับ” จิรัฎฐ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“พาขวัญ” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ตอบโดยที่รู้ว่าลูกชายของเขาต้องเกิดโทสะอย่างแน่นอน
“หมายความว่ายังไงครับ!?”
“พ่อจะให้พาขวัญย้ายมาอยู่ที่บ้านของเรา พ่อสงสารเขาน่ะ”
“พ่อสงสาร แต่ผมไม่!”
จิรัฎฐ์ตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม นัยน์ตาคมมองบิดาด้วยความไม่พอใจ
“นั่นมันเรื่องของแก แต่ฉันได้บอกให้พาขวัญมาอยู่ที่นี่และช่วยทำงานที่บริษัทแล้ว แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน!”
“ฮึ! ที่แท้พ่อทำดีกับผู้หญิงคนนี้เพราะวังจะเอาเป็นเมียแต่แรกอยู่แล้ว...อย่างน้อยพ่อก็ควรคิดถึงคุณแม่ที่เสียไปบ้าง!”
“เพลิงพูดอะไรออกไป รู้ตัวไหม” หม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์เอ่ยถามขึ้น เขารู้ว่าบุตรชายเขามีใจให้พาขวัญ แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วถึงขึ้นแต่งงาน ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็จะไม่ห้ามเปิดทางให้สะดวกอยู่แล้ว“เพลิงอย่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นนะ”รมณพูดขึ้นเพราะเข้าใจว่าจิรัฎฐ์นั้นแค่แกล้งพูดเล่นๆ เฉยๆ“ผมพูดจริงครับคุณย่า และผมก็จะรับผิดชอบทุกคำพูดที่ผมพูดด้วยครับ” จิรัฎฐ์พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจจนรมณรับรู้ถึงความรักที่ทั้งสองคนมีให้กัน ตอนนี้เธอจะไม่ห้ามให้ทั้งคู่รักกันอีก เพราะเธอจะทำหน้าที่ของย่าที่ดีที่สุดให้กับพาขวัญ“พูดมาแล้วอย่าคืนคำนะ ไม่งั้นหลานย่าเสียหายนะ”“ครับ ผมไม่คืนคำแน่นอน” จิรัฎฐ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาพูดออกไป แต่เขาก็ไม่คิดที่จะคืนคำอยู่แล้ว เพราะคำว่าต้องการของเขามันเกินขีดจำกัดไปแล้ว ตอนนี้อยากครอบครองให้เธอมาเป็นของเขาเพียงคนเดียว“คุณย่า ดาวไม่ยอมๆๆๆ ฮือๆ ดาวไม่ยอมนะคะ”วลัยวรรณร้องดิ้นเดินเข้าไปหารมณพร้อมกับผลักพาขวัญออกห่าง ตีรณามองลูกสาวของตัวเองอย่างเข้าใจแต่เธอทำอะไรไม่ได้ ความรู้สึกของลูกสาวเธอก็ไม่ต่างจากเธอเมื่อยี่สิบปีก่อนสักเท่าไหร่“เงียบซะยัย
นานมากหลังจากที่พาขวัญและคุณย่ารมณเดินเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่มีท่าทีที่จะออกมา วลัยวรรณเดินเข้ามานั่งข้างๆ จิรัฎฐ์ตั้งแต่ที่คุณย่าเดินออกไป เธอเกาะแขนชายหนุ่มจนแน่นไม่ปล่อยไปไหน หนำซ้ำพยายามแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในตัวเขาให้ได้มากที่สุดจิรัฎฐ์ได้แต่ถอนหายใจออกมาทั้งพยายามที่จะดันวลัยวรรณออกห่างแต่เจ้าตัวนั้นยังคงอยู่ จนเขาต้องเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ออกจะรำคาญ“ดาวครับ พี่อึดอัด ออกไปหน่อยได้ไหม”“พี่เพลิงพูดกับดาวอย่างนี้ได้ยังไงคะ!” วลัยวรรณมองสีหน้าของจิรัฎฐ์ด้วยสายตาที่ไม่พอใจ หากแต่มือของเธอนั้นยังเกาะอยู่ที่แขนของเขาเหมือนเดิม“ดาวครับ ถ้าดาวฟังไม่รู้เรื่องคราวหลังพี่จะไม่พูดกับดาวอีกแล้วนะ” เป็นคำขู่ที่ได้ผลเพราะเธอกลัวนั่นเอง จึงยอมปล่อยมือถอยออกห่างจากชายหนุ่มแต่ก็ไม่มากนักเท่าไหร่รมณเดินเข้ามาภายในห้องรับแขกอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับพาขวัญ ทุกคนที่ต่างนั่งอยู่ ตีรณาละสายตาจาโทรศัพท์ขึ้นมามองแม่สามีที่เดินเข้ามา“ฉันตัดสินใจและคุยกับจีนแล้วว่าจะให้ย้ายมาอยู่ที่นี่ พร้อมทั้งเปลี่ยนนามสกุลมาเป็นภูริสิทธิพิพัฒนพงศ์ด้วย”“ดาวไม่ยอมนะคะคุณย่า” ควรจ
รมณพูดออกมาด้วยความเสียใจ ทุกคำพูดของเธอล้วนกลั่นกรองออกมาจากใจ เธอเป็นต้นเหตุแน่แท้ที่ทำให้ลูกชายต้องจากไป เพราะคำว่าความเหมาะสมที่เธอมอบให้ลูกชาย“ย่าขอโทษที่ทำร้ายแม่ของหนูมาโดยตลอด เธอคงจะเกลียดคนแก่คนนี้มากสินะ เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันย่าก็มองหนูด้วยสายตาดูถูกมาตลอด...”พาขวัญได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลสู่แก้มของเธออย่างไม่เก็บกั้น เธอรับรู้ความเจ็บปวดที่ทั้งสองมี จะให้เธอเกลียดย่าของตัวเองได้อย่างไร“ไม่ค่ะ ฉันไม่เคยเกลียดคุณ”เธอส่ายหน้าตอบรมณ พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ“มานั่งข้างๆ ย่าสิ” พาขวัญกลอกตามองรมณด้วยความลังเลใจ แต่รมณนั้นขยับที่นั่งข้างพร้อมกับปรบเบาะให้เธอเข้ามานั่ง“แต่ว่า...”“มานั่งนี่สิ ให้ย่าได้มองเราใกล้ๆ”พาขวัญพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมานั่งที่ข้างๆ รมณมือเหี่ยวย่นของรมณลูบไปตามเส้นผมบางสีน้ำตาลดำของหลานสาวพร้อมกับยิ้มกว้างด้วยความอ่อนโยน “ยิ่งมองฉันยิ่งคิดถึงตาใหญ่รู้ไหม?”“ตาของหนูเหมือนกับตาใหญ่ แววตาคู่นี้...” รมณมองดวงตากลมโตของพาขวัญที่กะพริบจ้องมองเธอ ทำไมตอนนั้นไม่สังเกตเลยนะ หรือว่าเธอมีอคติกับคนจนมากจนเกินไปถึงมองข้ามความสำคัญ
นานไม่ถึงชั่วโมงรถยนต์ของชายหนุ่มก็ไล่ตามมาติดๆ จนถึงบ้านภูริสิทธิ-พิพัฒนพงศ์ ก่อนจะหยุดจอดลงที่ใต้ชายคาบ้าน จิรัฎฐ์เปิดประตูลงจากรถก่อนจะเดินอ้อมมาหาหญิงสาวที่กำลังหันไปปิดประตูรถ ฝ่ามือใหญ่กุมมือเล็กของเธอไว้แน่นพร้อมกับยิ้มหวานละมุนให้หญิงสาว“ไปครับ”จิรัฎฐ์พาพาขวัญเดินเข้าไปในห้องรับแขกที่มีเสียงโวยวายของตีรณาดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ“คุณแม่คะ เดือนทำไปเพราะหวังดีนะคะ” ชายหนุ่มมองไปยังทุกคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว สีหน้าดูเครียดและกังวลไม่ต่างกันไปมากสักเท่าไหร่“นั่งลงก่อนสิ” รมณข่มน้ำเสียงไม่ให้ดูเกรี้ยวโกรธโมโห“คุณแม่! คุณแม่จะให้เด็กคนนี้มาใช้...”“เงียบๆ ซะแม่เดือน ถ้าไม่อยากอยู่ฟังก็ขึ้นห้องไปเหมือนยัยดาวซะ” เป็นคำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจตีรณาแม้แต่น้อย ตีรณากัดริมฝีปากล่างด้วยความเจ็บใจ พลางเชิดหน้านั่งลงโดยที่ไม่พูดอะไรแม้แต่น้อยใครว่าวลัยวรรณนั้นไม่อยากฟัง หล่อนเพียงแต่ไม่ได้เข้าไปร่วมนั่งฟังในห้องด้วยเท่านั้น ตัวที่ยืนฟังอยู่ข้างนอกเพราะว่าไม่อยากจะเห็นใบหน้าของพาขวัญที่เกลียดชัง...ผู้หญิงคนนี้กำลังจะมาแย่งทุกอย่างไปจากเธอ!“คุณย่ามีอะไรหรือเปล่าครับ”จิรัฎฐ์เอ่ยถามขึ้นพลาง
ความรำคาญของตีรณายังไม่หมดลงเพียงเท่านี้ เพราะว่าตลอดทางที่นั่งรถมานั้นลูกสาวของเธอได้แต่ร้องโวยวายว่ากล่าวพาขวัญจนน่าเบื่อสุดทนจะฟัง เธอเองก็แอบเจ็บใจที่ลูกของชนิตรามาแย่งคนรักของลูกสาวเธอ แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ ในเมื่อจิรัฎฐ์นั้นไม่เคยแม้แต่จะสนใจลูกสาวของเธอ ทำไม...เธอถึงรู้สึกเหมือนตอนที่เธอวิ่งตามธเนศมาก แต่แล้วเขาก็ไม่แม้คิดจะหันมามองเธอ“ฮือๆๆ พี่เพลิงใจร้าย ทิ้งดาวอีกแล้ว” วลัยวรรณร้องไห้ตัดพ้อชายหนุ่มพลางหันหลังไปมองรถของจิรัฎฐ์ที่ขับตามมาติดๆ“เงียบๆ สักทีได้ไหม? แล้วก็หาทิชชูเช็ดหน้าเช็ดตาซะ เดี๋ยวจะถึงแล้ว” ตีรณาพูดกับลูกสาวก่อนจะหันออกไปมองนอกหน้าต่าง“ดาวไม่เงียบ! ดาวเกลียดพาขวัญ! เกลียดๆ ที่สุด!”วลัยวรรณร้องโวยวายพลางใช้มือขยี้เส้นผมราวกับคนไร้สติ“พอสักทียัยดาว! แค่นี้ก็จะบ้าตายอยู่แล้ว”ตีรณาตวาดใส่ลูกสาวก่อนที่จะชะเง้อมองเมื่อรู้ว่าใกล้ถึงบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำการสำหรับตรวจดีเอ็นเอโดยเฉพาะ“คุณแม่!” วลัยวรรณชักสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะนิ่งเงียบก่อนจะเอื้อมมือหยิบทิชชูเพื่อเช็ดใบหน้าของเธอให้ดูดีเหมือนเดิมรถยนต์คันหรูของตีรณาเลี้ยวเข้าบริษัทแห่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นห้องปฏิบัต
จิรัฎฐ์ขับรถออกตามตีรณาไป เช่นเดียวกับหม่อมหลวงณรงค์ฤทธิ์ที่นั่งรถส่วนตัวไป เพราะว่าตีรณายืนยังที่จะไม่ไปตรวจในโรงพยาบาลแต่จะไปตรวจดีเอ็นเอในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตรวจโดยเฉพาะภายในรถที่เงียบสนิทมีเพียงแค่เสียงแอร์และลมหายใจของคนสองคนดังสลับกัน พาขวัญชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยความกลัวและสับสน เธอไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ อยู่ๆ ก็มาบอกเธอว่าเธอเป็นหลานสาวของคุณย่ารมณที่เกิดจากลูกชายคนโต เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้ยินแม่ของเธอพูดถึงพ่อสักครั้ง ทั้งยังจำได้ว่าทุกครั้งที่เธอเอ่ยถามมีเพียงน้ำตาของคนเป็นแม่ไหล รินออกมา‘อย่าถามถึงพ่อให้แม่ได้ยินอีกเข้าใจไหม รู้ไว้ว่าพ่อเขาเป็นคนดี ดีมากจนผู้หญิงอย่างแม่นั้นเอื้อมไม่ถึง’และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอถามถึงพ่อของเธอเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหลังจากวันนั้นเธอก็ไม่เคยเอ่ยถามอีกเลย เพราะกลัวว่าแม่จะเสียน้ำตาอีก ให้ทุกอย่างที่เป็นคำถามค้างคาถูกลืมไป เพราะแม่ของเธอทำหน้าที่ทุกอย่างเป็นทั้งแม่และพ่อจนเธอรู้สึกไม่ขาดความรักเลยแม้แต่น้อยแต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้ดีเกินกว่าที่คิด เพราะตอนเธออยู่มัธยมปลายเธอได้รู้ข่าวว่าแม่ของเธอนั้นป่วยด้วยโ







