LOGINในตอนเย็นกุสุมาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นเธอได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาจอด จึงวางหนังสือลงเตรียมตัวลุกขึ้นไปต้อนรับเจ้าของบ้าน
แต่คนที่เดินเข้ามากลับเป็นหญิงสาวสวยคนหนึ่งที่แต่งตัวดูดีแต่งหน้าสวยจนกุสุมาแอบคิดว่าเธอเป็นดารา
“ชารุกอยู่ไหม” เธอถามขึ้นแล้วปรายตามองมาที่กุสุมาอย่างไม่ชอบใจนัก
บุหงาที่เดินออกมาดูจึงยืมก้มหน้าอยู่ด้านหลังของกุสุมา ไม่ได้ตอบอะไรไปเพราะอัญรัตน์ถามกุสุมาไม่ได้ถามเธอ
“ยังไม่กลับค่ะ” กุสุมาตอบแล้วส่งยิ้มให้อย่างสุภาพและเป็นมิตร
“ดูจากการแต่งตัวแล้วเธอคงไม่ใช่คนรับใช้ของที่นี่”
ฟังจากน้ำเสียงที่ดูเย่อหยิ่งและถือตัวของอีกฝ่ายทำให้กุสุมายกยิ้มขึ้นมา เข้าใจแล้วว่าเขาจ้างเธอมาเป็นคนรักเขาทำไม ที่แท้ก็คงเป็นเพราะมีผู้หญิงคนนี้นี่เอง
“ตายจริง ฉันลืมแนะนำตัวไปเลย ฉันชื่อแก้วนะคะเป็นคนรักของคุณชารุก” กุสุมาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแล้วยิ้มให้กับอีกฝ่าย
อัญรัตน์รู้สึกตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น หากแต่เธอก็ไม่เชื่อและคิดว่าผู้หญิงคนนี้ก็คงเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่กำลังพยายามเข้าหาชารุกเหมือนกัน
“เธอก็มารอชารุกเหมือนกันเหรอ ถึงได้ออกมาต้อนรับฉันเพราะคิดว่าเป็นเขาสินะ”
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้มารอเขาค่ะ ฉันพักอยู่ที่นี่ ถ้ายังไงจะเข้าไปนั่งคุยกันข้างในก่อนไหมคะ” กุสุมาเชื้อเชิญเธอด้วยความสุภาพ ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี
อัญรัตน์เห็นอย่างนั้นจึงเดินเข้าผ่านหน้ากุสุมาเข้าไป รู้สึกไม่พอใจกับสถานะที่หญิงสาวอีกคนแนะนำตัวเป็นอย่างมาก
“ฉันชื่ออัญเป็นผู้หญิงของชารุก”
กุสุมาแกล้งทำเป็นตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น เธอเอามือกุมหน้าอกแล้วค่อยๆ นั่งลงโซฟายาวตรงกลางเพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าบ้าน
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณชารุกมีผู้หญิงอีกคน เห็นทีว่ากลับมาจะต้องพูดกันให้รู้เรื่องแล้ว” กุสุมาแสร้งทำเป็นพูดอย่างตกใจและไม่พอใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงท่าทีเกลียดชังอัญรัตน์เลยสักนิด
“ที่เธอบอกว่าเธอพักอยู่ที่นี่หมายความว่ายังไง”
“มันต้องมีความหมายด้วยเหรอคะ คนรักกัน มาอยู่บ้านหลังเดียวกัน ห้องเดียวกัน เตียงเดียวกัน ใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกัน” กุสุมาถามแล้วทำหน้าซื่อ ยิ่งทำให้อัญรัตน์รู้สึกหงุดหงิด
“เธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะ ทำไมชารุกถึงได้คว้าเอาผู้หญิงอย่างเธอมาอยู่ในบ้านกับเขาด้วย นางบำเรอเหรอ”
คำถามของอัญรัตน์ทำให้กุสุมาถึงกับสะอึก แต่ก็ทำเป็นยิ้มสู้แล้วนึกภาษาละครน้ำเน่ามาใช้
“ความรักของคนสองคนไม่เกี่ยวกับพ่อกับแม่นี่คะ หรือว่าคุณคิดว่าจะชนะใจผู้ชายด้วยกันเอาพ่อแม่มาบีบบังคับให้เขามอบความรักให้อย่างนั้นเหรอ ฟังดูตลกนะคะ”
อัญรัตน์กำมือแน่น แต่ก่อนที่เธอจะพูดตอบโต้อะไรออกไปเสียงรถของชารุกก็วิ่งเข้ามาจอดเสียก่อน
“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน ว่าที่เธออ้างว่าเป็นคนรัก มันจริงหรือแค่อวดอ้าง” เธอปรามาสเอาไว้แล้วลุกขึ้นไปต้อนรับชารุก กุสุมาเห็นดังนั้นจึงลุกตามออกไปบ้าง
“กลับมาแล้วเหรอคะชารุก อัญมารอตั้งนานแน่ะ” เธอพูดแล้วยืนมองเขาด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอหน้า
กุสุมาเดินเข้าไปถอดเสื้อสูทให้กับเขาแล้วนำมันพาดไว้ที่แขนของเธอ “กลับมาเหนื่อยๆ เดี๋ยวแก้วไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่มนะคะ”กุสุมาบอกอย่างเอาใจ
เธอส่งเสื้อสูทให้บุหงานำไปเก็บ แล้วเดินเลี่ยงออกไปนำน้ำดื่มมาให้เขา
“แม่นั่นบอกว่าเป็นคนรักของคุณ หมายความว่ายังไงคะ”
“ตามนั้น” ชารุกตอบเสียงเรียบ
“ไม่จริง”
“แล้วทำไมผมจะต้องมานั่งอธิบายให้คุณเชื่อหรือไม่เชื่อ นี่มันเรื่องส่วนตัวของผม” เขาบอกอดีตคนรักแล้วมองเธอด้วยนัยน์ตาคมเข้มของเขาแสดงถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
กุสุมาถือแก้วน้ำมาให้เขาด้วยรอยยิ้มที่แสนหวาน ชารุกรับไว้แล้วดื่มจนหมดแก้ว เขาส่งยิ้มให้กุสุมาที่กำลังแสดงตัวเป็นคนรักช่างเอาใจอยู่ในตอนนี้
“ถ้าคุยกับแขกเสร็จแล้ว คุณขึ้นไปอาบน้ำก่อนลงมาทานข้าวนะคะ วันนี้ป้าบุหลันทำของโปรดของคุณเอาไว้ด้วย”
“นึกว่าคุณจะเป็นคนทำให้ผมทานเสียอีก” เขาหันไปพูดด้วยเสียงอันนุ่มนวลกับเธอ ทำให้อัญรัตน์ยิ่งกำมือแน่นด้วยความริษยา
“แก้วต้องเรียนรู้งานครัวอีกเยอะค่ะกว่าจะกล้าลงมือทำให้คุณทานได้ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะยังไงคุณต้องได้ทานฝีมือของแก้วแน่” เธอยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน ก่อนที่จะหันไปทางอัญรัตน์
“เชิญตามสบายนะคะ แก้วจะต้องขอตัวไปเตรียมน้ำในอ่างให้คุณชารุกก่อน” กุสุมาบอกกับเธอแล้วหันไปทางชารุกแล้วยิ้มหวานให้กับเขา
“รีบตามมานะคะ แก้วเองก็เหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว” หญิงสาวบอกเขาแล้วทำท่าทีเอียงอายก่อนจะเดินกรีดกรายขึ้นบันไดไป ทำให้ชารุกนั้นเผลอมองตามท่าทียั่วยวนนั้นจนลอบกลืนน้ำลาย
“ถ้าไม่มีธุระอะไรผมขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ” ชารุกพูดกับอัญรัตน์ หากแต่ตามองตามหลังกุสุมาไปอย่างไม่วางตา
“อัญมีเรื่องอยากคุยกับคุณ งั้นอัญขอทานข้าวด้วยนะคะ เดี๋ยวทานเสร็จเราค่อยคุยกัน หวังว่าคงไม่ไล่แขกกลับไปเสียก่อนนะคะ” เธอพูดดักคอเขาเอาไว้
“ได้สิเชิญตามสบาย ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวขึ้นไป ‘อาบน้ำ’ ก่อนก็แล้วกัน ป่านนี้แก้วคงรอแล้ว” ชารุกเน้นคำพูดเป็นนัยให้รู้ว่าเขาไม่ได้ขึ้นไปแค่อาบน้ำอย่างเดียวแน่
อัญรัตน์กำหมัดแน่น เธอทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาจะถอยกลับตอนนี้มันก็คงจะดูเหมือนยอมแพ้
“คนอย่างฉันไม่มีวันยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอก คอยดูเถอะจะทำให้เก็บของออกจากบ้านแทบไม่ทันเลย”
**********************
ชารุกตามขึ้นมาแล้วเข้าไปยืนอยู่ที่ด้านหลัง กุสุมาหันหน้ามามองเขาแล้วยิ้มให้
“ไหนล่ะ น้ำในอ่างที่เปิดไว้รอ”
“มีที่ไหนกันคะ รีบอาบน้ำเถอะค่ะ จะได้ลงไปทานอาหาร”
“งั้นผมไม่อาบแล้วล่ะ อาบไปก็มีกลิ่นอาหารติดตัว งั้นลงไปกินตอนนี้ดีกว่า อัญเขาจะได้รีบกลับ”
“เธออยู่ทานอาหารกับเราเหรอคะ” กุสุมาถามแล้วทำหน้ากังวล
“ไม่ต้องห่วงหรอก คุณทำได้ดีมากเลย” ชารุกเดินเข้ามาชิดจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่รดรินใบหน้าของเธออยู่
กุสุมาดันตัวเขาออก เขาชอบทำให้เธอใจเต้นอยู่เรื่อยจนแอบคิดไม่ได้ว่าจริงๆ เธออาจโชคดีเหมือนในละคร โชคดีที่มาเฟียซื้อตัวไปแล้วกลายเป็นภรรยาของมาเฟียอะไรแบบนั้น
“ลงไปกันเถอะ” เขาโอบเอวของเธอเดินลงไปพร้อมกับเขา
อัญรัตน์มองภาพสองคนนั้นเดินลงมาด้วยกันแล้วเปลี่ยนใจจะกลับไปตั้งหลักก่อน
“พอดีคุณพ่อโทรตามแล้ว อัญคงไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วย เอาไว้วันหลังนะคะ” อัญรัตน์ปั้นหน้ายิ้มให้กับอดีตคนรัก
“อืม” ชารุกครางตอบรับว่าเขารับทราบแล้วรั้งตัวของกุสุมาให้เดินผ่านหน้าอัญรัตน์ไปที่ห้องอาหาร โดยไม่สนใจมองเธอสักนิด
“ชารุกคะ อัญบอกว่าอัญจะกลับแล้ว” เธอร้องเรียกเขาจากด้านหลัง
ชารุกหยุดเดินแล้วหมุนตัวมามองเธอด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด “แล้วไงครับ ต้องให้ผมเดินไปเปิดประตูรถให้หรือเปล่า หรือว่าต้องการให้ผมขับรถตามไปส่งคุณที่บ้าน”
“นี่คุณกล้าหักหน้าฉันต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ”
“แค่นี้ไม่เรียกว่าหักหน้าหรอก หนีงานหมั้นไปกับคนอื่นต่างหากล่ะที่เรียกว่าหักหน้ากัน” ชารุกพูดถึงสิ่งที่เธอเคยทำกับเขาเมื่อสามปีที่แล้ว
อัญรัตน์หน้าชากับสิ่งที่เขาพูด ในตอนนั้นเธอทิ้งงานหมั้นไปกับผู้ชายชาวต่างชาติที่เธอกำลังแอบคบซ้อนทางโลกออนไลน์
อีกฝ่ายโกหกว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เธอจึงตัดสินใจทิ้งชารุกในวันที่จัดงานหมั้น แล้วบอกเลิกเขาต่อหน้าคนทั้งงานแล้วเดินออกจากงานไปกับหนุ่มตาน้ำข้าวที่ขับรถหรูมารับ กว่าจะรู้ว่าถูกหลอกก็ตอนที่เขาบินหนีกลับประเทศไป
ชารุกเดินไปที่ห้องทานอาหารโดยมีกุสุมาเดินตามไป ทิ้งให้อัญรัตน์ยืนนิ่ง อับอายเมื่อเจอคำพูดถากถางในสิ่งที่เธอเคยทำกับเขาเอาไว้
**********************
กุสุมามองดูลูกชายกับลูกสาวฝาแฝดของตนเองเล่นกันอยู่ที่สนามหญ้าหลังบ้านด้วยสายตาที่รักและเอ็นดู เด็กวัยสามขวบที่กำลังพูดจาฉอเลาะเก่งทำให้เธอหัวหมุนไม่ใช่น้อยทันทีที่รถของสามีขับมาจอดที่โรงจอดรถ เด็กๆ ก็กระโดดโลดเต้นเป็นการใหญ่ พอชารุกเดินเข้ามาใกล้ก็วิ่งไปหาอ้อมอกของคนเป็นพ่อทันที“สองวันมานี้แก้วไม่ได้ไปช่วยงานคุณเลย คงเหนื่อยน่าดู” กุสุมาบ่นออกมาด้วยความรู้สึกผิด เพราะพ่อกับแม่ของเธอกลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด จึงต้องเลี้ยงสองแสบเอง“แค่ไม่กี่วันไม่เป็นไรหรอก ผมก็แค่คิดถึงแก้วมากจนไม่เป็นอันทำงานก็แค่นั้นเอง” ชารุกอ้อนภรรยาเสียงหวาน“ขี่คอหน่อยค้าบ” ชารันบอกบิดาด้วยเสียงเล็กๆ ของเขาชารุกหันไปอุ้มเขาขึ้นมาขี่คอแล้วเดินไปรอบๆ ทำให้ชารันหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ“พี่รินขี่ด้วยสิคะ” ชารินอ้อนบิดาบ้างชารุกจึงวางลูกชายลงแล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมาทำแบบเดียวกัน สักพักก็วางลงแล้วอุ้มทั้งสองขึ้นมาไว้คนละข้าง“ให้คุณพ่อไปอาบน้ำก่อนนะ พี่รินน้องรันมาอยู่กับแม่มา” กุสุมาบอกลูกๆ แล้วอ้าแขนรับ แต่เด็กๆ กอดคอบิดาเอาไว้แน่น“วันนี้คูมแม่ดุพี่รินด้วยค่ะ น้องรันก็โดนดุ” ชารินฟ้องบิดาแล้วซบหน้าลงที่ไหล่หลบ
เมื่อกุสุมาเรียนจบในระดับปริญญาตรีสมใจแล้ว ชารุกก็รีบหาฤกษ์ฉลองงานวิวาห์หลังจากจดทะเบียนสมรสกันมาแล้วกว่าสี่ปีภาพถ่ายใบทะเบียนสมรสและงานแต่งเล็กๆ ในจังหวัดบ้านเกิดของกุสุมาเมื่อสี่ปีที่แล้วถูกตั้งแสดงหน้าบริเวณงานแต่งงานเพื่อตอกย้ำให้แขกรับรู้ว่าพวกเขาจัดงานแต่งงานมาแล้วก่อนหน้านี้เจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่น แขกในงานก็มาร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก มีบุฟเฟต์อาหารทะเลและเครื่องดื่มจัดเต็ม มีซุ้มอาหารนานาชาติไว้คอยบริการแขกเหรื่อ มีไม้พาเลทรองพื้นทรายและปูทับด้วยผ้าใบเพื่อให้แขกเดินได้สะดวกเต็นท์บังแดดขนาดใหญ่เรียงรายกันยาวตามแนวชายหากมากกว่าห้าสิบเมตร อำนวยความสะดวกให้แขกที่มาร่วมงานให้สะดวกสบายที่สุดกุสุมารู้ว่ามีแขกหลายคนที่อาจจะพกปืนมาในงาน เธอจึงให้มีตำรวจมาคอยดูแลความสงบในงาน ที่สามีใช้พื้นริมชายหาดของรีสอร์ต เนรมิตเป็นงานแต่งงานริมทะเลที่อลังการแปลกตรงที่ว่าคนแถบนี้นั้นมีความนักเลงมากกว่าเป็นมาเฟีย ดูอย่างสามีเธอที่มักพกปืนไปไหนมาไหน แต่ไม่มีบอดี้การ์ดทั้งๆ ที่เขาร่ำรวยมาก และคนอื่นๆ ก็เช่นกัน แม้จะมีสมุนมือซ้ายมือขวา แต่ก็ไม่ได้มีบอดีการ์ดตามเป็นพรวนอย่างมาเฟียใ
หลังจากที่ทั้งสองคนปรับความเข้าใจกันได้อย่างลงตัวแล้วชารุกก็พากุสุมากลับเข้าบ้านของตนเองอีกครั้งในฐานะนายหญิงของบ้านอย่างเป็นทางการข่าวลือที่อัญรัตน์ปล่อยเกี่ยวกับกุสุมาไม่มีใครกล้าพูดถึงและชารุกก็ไม่ได้แก้ข่าวให้กับเธอเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่อัญรัตน์ทำมันไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเธออยู่แล้ว และการที่เขาให้เกียรติกุสุมาต่อหน้าทุกคนก็เป็นการแสดงความรักต่อเธออย่างชัดเจนในตอนเช้ากุสุมาไปช่วยงานของเขาที่บริษัทเหมือนอย่างปกติแต่สีหน้าของเธอนั้นดูกังวลเป็นอย่างมาก ทำให้นายหัวหนุ่มถามด้วยความห่วงใย“เป็นอะไรไปแก้วหน้าเครียดเชียว”“แก้วยังโทรหาพ่อกับแม่ไม่ติดเลยค่ะตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ท่านคงลืมชาร์จแบตอีกแน่ๆ เลย”“ไม่เป็นไรหรอก วันก่อนแก้วก็บอกพ่อกับแม่แล้วไม่ใช่เหรอว่าอาทิตย์หน้าเราจะไปเยี่ยมท่านด้วยกัน” เขาถามเสียงนุ่มขณะที่กำลังจอดรถที่ลานจอดรถของรีสอร์ต“ค่ะ แต่แกก็อดเป็นห่วงพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ดี”“ตอนเย็นค่อยลองโทรอีกก็ได้” เขาบอกเธอแล้วเอามือลูบศีรษะด้วยความรักใคร่ปนเอ็นดูชาลุกเดินควงแขนคนรักไปที่ห้องทำงานของตน แต่เขายังไม่ให้เธอไปนั่งโต๊ะ แต่กลับดึงเธอไปนั่งตักเขาบนโซฟาแทน“ปล่อยแก้วเล
ในตอนเช้ากุสุมาตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของนายหัวหนุ่ม เธอรู้สึกได้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังนอนทับแขนซ้ายของเขา แก้มของเธอชนที่หน้าอกของเขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมือขวาของชารุกพาดกอดที่เอวของเธอ ขาขวาของเขาก่ายกอดเธอเอาไว้ราวกับว่ากลัวเธอจะหนีเขาไป หญิงสาวยิ้มให้กับท่านอนกอดเธอของเขาแล้วมุดหน้าซุกลงที่อกเพื่อที่จะนอนหลับต่อไปในอ้อมแขนนั้นสักพักเมื่อเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้แล้วลืมตาเบิกโพลงขึ้นมาด้วยความตกใจ พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่านายหัวหนุ่มมองเธออยู่ก่อนแล้ว“คุณถอดเฝือกออกทำไมคะ” หญิงสาวถามขึ้นมาแล้วดันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ“ยังเช้าอยู่เลยนอนต่อก่อนสิ ผมยังง่วงอยู่เลย” เขาบอกเธอแล้วลุกนั่งยกมือขึ้นทั้งสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจแล้วหมุนคอไปมากุสุมานั่งมองเขาทำตาปริบๆ พึ่งสังเกตดูว่าผ้าที่พันศีรษะนั้นก็ถูกถอดออกไปและไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่นิดเดียว รวมถึงบาดแผลตามร่างกายเขาก็ไม่มี เธอน่าจะเอะใจตั้งแต่ที่เช็ดตัวให้เขาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว“นี่คุณไม่ได้รถคว่ำใช่ไหมคะ” เธอถามออกมาอย่างนั้นเมื่อนึกออกชารุกหันมายิ้มให้เธอ แล้วดึงเธอมากอดไว้แนบอก“ปล่อยแก้วนะคะ” เธอดิ้นรนออกจากเขาแ
กุสุมาดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับชารุกในตอนเย็น เธอดูแลเขาด้วยความเต็มใจและเขาเองก็ยอมให้เธอดูแลเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นจนเธอถึงกับแกล้งบ่นออกมา“แก้วควรจะรู้สึกดีใจที่คุณไว้วางใจให้แก้วได้ดูแลคุณ หรือควรจะรู้สึกเสียใจดีคะ เพราะดูเหมือนว่าคุณกำลังแกล้งให้แก้ว”“ทำไมล่ะไม่อยากดูแลผมแล้วเหรอ” เขาถามเสียงนุ่ม หลังจากตื่นนอนมาในตอนหัวค่ำ เขาก็ดูสดชื่นและอารมณ์ดีขึ้นมาก“อยากดูแลสิคะและแก้วก็เต็มใจด้วย แต่ว่าคุณตัวหนักมากเลยแก้วจะยกขึ้นไปนอนบนเตียงได้ยังไงคะ” เธอบ่นให้เขากับขนาดตัวที่เธอต้องพาเขาไปนอน“ผมพยุงตัวเองไปได้”“แล้วดูสิคะ ออกมาจากโรงพยาบาลวันเดียวก็ดูแข็งแรงขึ้นขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อเลย นี่ถ้าเป็นในละครแก้วคงคิดว่าคุณแกล้งป่วยไปแล้วนะคะ”“เอาอีกแล้ว เอาผมไปเปรียบกับในละครอีกแล้ว คุณนี่ติดละครหลังข่าวมากเกินไปแล้วนะ นี่ชีวิตจริงไม่ใช่ละคร” เขาพูดออกมาแล้วยิ้มให้กับเธอ“ที่ผมดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะว่ามีแก้วอยู่ใกล้ๆ ไงล่ะ และที่ผมอยากให้แก้วดูแลผมแค่คนเดียว มันก็เพราะว่าแก้วคือกำลังใจเดียวที่ผมมี” เขาพูดเสียงนุ่มนวลและสื่อถึงความรู้สึกที่มีต่อเธอ“รู้ตัวหรือเปล่าคะว่าพูดอะไรออกมา อย่าลืม
ในตอนเช้ากุสุมาก็ได้มาถึงท่ารถในจังหวัด เธอโทรหาบุหงาอีกครั้งเพื่อให้มารับเธอเพราะไม่คุ้นกับเส้นทางในจังหวัดนี้แต่คนที่มารับเธอคือชารียาและภาคิน กุสุมาไม่ได้สนใจว่าตนเองอยู่ในชุดเสื้อผ้าที่ดูซอมซ่อ แต่ถึงอย่างนั้นชารียาและภาคินก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน พวกเขาพาเธอไปหาชารุกที่โรงพยาบาลทันที“คุณชารุกเป็นยังไงบ้างคะ”“บุหงาเล่าให้ฟังว่าพี่ชารุกจะออกไปตามแก้วกลับมาหลังจากที่ได้ที่อยู่ของแก้ว ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นแบบนี้” ชารียาพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าทำให้กุสุมาแทบใจจะขาดกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับชารุก“แต่ฉันไม่ได้โทษเธอหรอกนะแก้ว ฉันรู้ว่าพี่ชารุกอารมณ์ร้ายไม่มีใครอยู่กับเขาได้นานหรอก และฉันก็รู้มาว่าที่จริงแล้วเขานั่นแหละที่เป็นฝ่ายไล่แก้วออกจากบ้านเอง ไม่ต้องโทษตัวเองนะ” เธอพูดเสียงสั่น ภาคินจึงยื่นมือไปกุมมือของภรรยาเอาไว้เพื่อปลอบใจกุสุมารู้สึกเหมือนว่าหัวใจหล่นวูบลงไปจนถึงปลายเท้า เป็นห่วงชารุกและใจหายกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก“แก้วไม่มีค่าพอให้คุณชารุกต้องมาเจ็บตัวเพราะแก้วแบบนี้” เธอพูดออกมาเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ออกมา“แก้วจะเป็นใครหรือมาจากที่ไหนฉันก็ไม่สนหรอกนะ







