Masukแม่นมเจียงทำหน้าที่สอนให้จางเลี่ยงหวงรู้ว่าคุณชายมู่ชอบสิ่งใดและไม่ชอบสิ่งใดเพราะหวังให้นางมัดใจชายหนุ่มไว้ให้ได้
“เจ้าโชคดีนะหวงเอ๋อร์ คุณชายไม่เคยมีสตรีข้างกายมาก่อน ยิ่งดูเขาชอบเจ้าเช่นนี้เห็นทีเจ้าคงจะได้เป็นอนุคนแรกแน่เชียว”
“ข้าไม่ได้หวังเช่นนั้นสักหน่อย”
“เหลวไหล! นี่เจ้าคิดจะเป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียงงั้นหรือ หากว่าเจ้ารีบมีบุตรล่ะก็ นายท่านกับนายหญิงต้องรีบแต่งเจ้าเข้าจวนสกุลมู่เป็นแน่”
จางเลี่ยงหวงหน้างอ ‘ใครจะอยู่เป็นอนุกันล่ะ เอาไว้เขาแผลหายเมื่อใดข้าก็จะกลับจวนแม่ทัพเมื่อนั้น’
ในขณะที่นางวางแผนว่าจะกลับไปหาพี่ชายกับจวิ้นอ๋อง นางเองก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามเรื่องของเขา
คืนต่อมาเมื่อนางนอนห่มผ้าอยู่ที่เตียงเล็ก มองเห็นเขานอนตะแคงหันหน้ามาก็อดไม่ได้จึงถามเหตุผลที่เขายังไม่แต่งงานและยังไม่รับอนุภรรยา
มู่หลี่เฉียงยิ้มน้อยๆ “ข้ารำคาญสตรี ผู้ใดมาใกล้ชิดก็ล้วนสร้างแต่ความปวดหัววุ่นวาย ไม่ต้องมีล่ะดีแล้ว มีโอกาสก็ค่อยไปหาหญิงสาวที่หอคณิกาก็ง่ายดี”
นางได้ยินเขาตอบหน้าตายเช่นนั้นก็นึกโมโห ดวงตาของคุณหนูจางวาววับ! “หึ! ที่แท้ท่านมันเป็นคนใจหิน”
“ใจหินอย่างไรกัน บุรุษทั้งหลายต่างก็ไปหอนางโลมกันทั้งนั้น พวกนางไม่เรื่องมาก เอาอกเอาใจ ปรนนิบัติกันเสร็จข้าก็กลับจวน ง่ายจะตายไป เหตุใดต้องเอาสตรีมาแขวนคอให้ยุ่งยากด้วย”
จางเลี่ยงหวงทำหน้าเขม่นเข่นเขี้ยว “เป็นบุรุษนี่ดียิ่งนัก! ได้ทำตามใจตนเอง ส่วนสตรีก็ต้องคอยเอาอกเอาใจ โลกช่างไม่ยุติธรรม”
“กระนั้นตัวเจ้าก็ยังพยายามแย่งชิงบุรุษเหมือนกันนี่ เจ้าอยากเป็นพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจนตัวสั่น ต้องเดินทางดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็เพราะคิดมาเอาใจเขามิใช่หรือ ”
“นี่เจ้า!”
สายตาของเจ้าหมีป่าดูยียวน “ข้าพูดความจริง อย่าบอกนะว่าเจ้ารับไม่ได้”
“ก็ได้! ข้ายอมรับว่าข้าอยากอภิเษกสมรสเป็นพระชายาของจวิ้นอ๋อง”
มู่หลี่เฉียงได้ยินก็หายใจแรง เกิดความหงุดหงิดจนต้องลุกขึ้นนั่ง ใช้มืออีกทางทุบบนฟูกนอน จ้องมองนางเขม็ง
“ไม่มีทาง! ต่อให้ข้ายอมปล่อยเจ้าไปก็จะไม่ยอมให้เจ้าได้อภิเษกสมรสกับท่านแม่ทัพเด็ดขาด”
คุณหนูจางตลบผ้าห่มแล้วลุกขึ้นนั่ง “ทำไมเล่า”
“ท่านแม่ทัพมีคนรักอยู่แล้ว แม่นางเหอเหมาะสมกับท่านแม่ทัพยิ่งกว่าเจ้า สตรีที่เอาแต่ใจ โทสะร้าย เย่อหยิ่ง!”
“ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้นสักหน่อย!”
จางเลี่ยงหวงลืมตัวเท้าแขนเข้าไปประจันหน้ากับเจ้าหมีป่า เตียงนอนเล็กของนางถูกลากมาชิดกับเตียงนอนใหญ่ของเขา แค่ขยับไม่เท่าไหร่ นางก็เข้าไปประชิดตัวชายหนุ่มแล้ว
ชายหนุ่มใช้แขนข้างที่เหลือเหนี่ยวเอวนางเข้ามาชิดแผงอกกำยำ “ที่ข้าเอาเจ้ามาไว้ที่นี่ ก็เพราะคิดจะดัดนิสัยเจ้าให้หัดทำงานเพื่อให้รู้จักเห็นใจผู้อื่น อีกอย่างข้าไม่อยากให้เจ้าเข้าไปแทรกระหว่างท่านแม่ทัพกับแม่นางเหอเข้าใจหรือไม่”
นางตกใจที่เขาทำหน้าดุดันจนต้องยกมือขึ้นยันอกเขาไว้ “ปล่อยข้านะ!”
“ไม่ปล่อย! เจ้าขึ้นเตียงข้ามาแล้วก็นอนให้ข้าพาดแขนก็แล้วกัน” เขาโถมร่างลงนอนทั้งๆ ที่กอดนางไว้
ร่างของคุณหนูจางจึงเกยอยู่บนอกของชายหนุ่ม
“เจ้าหมีป่าบ้า!”
“ถ้าเจ้าด่าว่าข้าเป็นหมีป่าอีก ข้าจะจูบเจ้า”
จางเลี่ยงหวงเห็นสายตาดุดันของเขาแล้วถึงกับต้องรีบหุบปาก ถลึงตาใส่เขาแล้วรีบเบือนหน้าหนี
“ข้าง่วงแล้ว เรานอนกันเถอะ” เขาขยับแขนเล็กน้อยในนางนอนลงแนบข้าง แล้วพาดแขนข้างที่บาดเจ็บบนช่วงเอวของนาง “ดึงผ้าห่มขึ้นมาสิ!”
นางรีบทำตามเขาแต่โดยดี การยั่วยุโทสะของเจ้าหมีป่าย่อมเป็นการกระทำอันโง่เขลา สู้ดีนางยอมนอนนิ่งๆ ไม่ให้เขาคิดจะทำอันใดตนเองเสียดีกว่า
ตกดึกคืนนั้น มู่หลี่เฉียงที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการระแวดระวังตัวที่ติดเป็นนิสัยก็ก้มลงมองนางผู้อยู่ในอ้อมกอด ดวงหน้ารูปหัวใจหน้ารักจิ้มลิ้มนอนหลับตาพริ้ม แสงเทียนที่จุดทิ้งไว้วอมแวมทำให้พอมองเห็นผิวหน้าผุดผ่องซีกหนึ่งของนาง
ชายหนุ่มโน้มมาจูบแก้มหน้าผาก จูบเปลือกตา และแก้มของนางแผ่วเบา ตั้งแต่คืนที่สองที่นางนอนอยู่ในอ้อมกอดเขา ชายหนุ่มก็แอบจูบนางมาโดยตลอด
‘ข้าอดใจไม่ทำอย่างอื่นแล้ว เพียงแค่นี้ก็ให้ข้าทำเถอะนะคุณหนูจาง’
เขาสู้อดทนยังไม่เคยจูบริมฝีปากนางเลยสักครั้งเพราะนึกอยากจะให้นางจูบตอบเขาอย่างเต็มใจ แต่วันนี้ในตอนที่เขาเห็นนักฆ่าพวกนั้นกำลังเงื้อกระบี่จะฟันนาง มู่หลี่เฉียงยอมรับว่าเขารู้สึกโมโหยิ่งกว่าการสู้รบครั้งใดๆ ในชีวิต!
หากว่าวันนี้เขามาไม่ทัน แล้วนางถูกพวกมันฆ่าตาย ชายหนุ่มนึกไม่ออกเลยว่าตนเองจะอดใจไม่แล่เนื้อคนพวกนั้นออกเป็นหมื่นชิ้นได้อย่างไร
“หมีป่า! ระวัง! ระวังโจร!” นางละเมอออกมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“เจ้าเป็นห่วงข้าเหมือนกันหรือ”
มู่หลี่เฉียงอดไม่ไหวก้มหน้าจูบริมฝีปากนางสลับข้างล่างและขึ้นข้างบน นางเผยอริมฝีปากรับอย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ยังไม่ยอมตื่นด้วยความเหน็ดเหนื่อยและตึงเครียดจากเหตุการณ์ร้าย
เขาผงกศีรษะขึ้นมองนางแล้วจูบหน้าผากเกลี้ยงเกลาของนางอีกครั้งก่อนจะรวบนางเข้ามาแนบอก...ยังไม่รู้เลยว่าตนเองจะทำใจปล่อยนางจากไปได้อย่างไร
หากจะใช้กำลังบังคับข่มเหงเขาก็ไม่อยากจะทำเพราะกลัวนางจะไม่มีความสุข เท่าที่ทำอยู่ตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับนางมากแล้ว
“ข้าอยากให้เจ้าเต็มใจ เต็มใจที่จะเป็นคนของข้า!” ชายหนุ่มพึมพำอยู่ข้างใบหูนุ่มของนาง ราวกับจะให้หญิงสาวรับรู้ในความฝัน
ชายหนุ่มฝากบุตรชายไว้กับแม่นมเจียงและแม่นมคนใหม่“แม่นมเจียง ข้าฝากลูกข้าด้วย ข้าจะเร่งมือมีบุตรสาวอีกสักคน”แม่นมเจียงยิ้มกว้าง “คุณชาย ต้องรอให้ร่างกายนางพักฟื้นฟูเสียก่อนนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วง ผ่านเข้าเดือนที่สี่แล้ว ข้าบำรุงร่างกายของนางอย่างเต็มที่ เหมาะที่จะลงมือแล้ว”มู่หลี่เฉียงพาภรรยาหายขึ้นเขาไปเป็นระยะๆ ส่วนวันที่เหลือก็คอยแย่งเวลากับบุตรชายคนโต ผ่านไปหกเดือน นางก็ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง จางเลี่ยงหวงบ่นกระปอดกระแปดที่ต้องท้องติดๆ กัน นางขอร้องให้สามีเว้นช่วงระยะไปสักปี แต่มู่หลี่เฉียงกลับไม่ยอม บังเอิญเกิดเหตุกบฏอ๋องสี่ขึ้นเสียก่อนเขาจึงต้องเดินทางไปเมืองฉู่จิ้งภารกิจการปราบปรามอ๋องสีหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หลังจาปราบกบฎลงได้ หมิงฮ่องเต้จึงทรงดำรงให้ตั้งค่ายทหารที่นอกเมืองฉู่จิ้งเพื่อป้องกันการซ่องสุมกำลังพลของผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันตกซึ่งเป็นดินแดนที่กว้างไกล ต่อไปกับแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งมีชนเผ่าในทะเลทรายมากมายอาศัยอยู่ กว่าจะเสร็จภารกิจการจัดตั้งค่ายทหารเมืองฉู่จิ้งได้ก็ปาไปครึ่งปีมู่หลี่เฉียงกลับมาถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกครั้งก็พบว่า บุตรชายคนโตก็เรียกท่านพ่อได้อ้อแอ้แ
แม้จะแต่งงานผ่านมาหลายเดือนแล้ว ทั้งมู่หลี่เฉียงยังขยันขันแข็งร่วมรักกับนางอยู่ไม่เว้นวาย จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียทีจนนางนึกกังวล“ท่านพี่หรือว่าร่างกายของข้าจะไม่ดี”“เจ้าอย่าเพิ่งคิดมาก เดี๋ยวข้าจะหาหมอเก่งๆ มาตรวจร่างกายของเราสองคน ดูไปแล้ว เจ้ากับข้าก็ร่างกายปกติทุกอย่าง หมอสี่ห้าคนที่เคยตรวจมาก็ไม่เคยทักเรื่องร้ายเลยสักครั้ง”จางเลี่ยงหวงกังวลอย่างมาก นางเขียนจดหมายขอให้ทางครอบครัวเดิมส่งยาชั้นดีมาให้หลายขนานเจ้าหมีป่าเองก็เสาะหาท่านหมอที่เก่งกาจในละแวกนั่นมาตรวจร่างกายทั้งตนและภรรยาหลายคนแล้วก็พบว่าปกติ แต่จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งท้องเสียทีสุดท้ายจึงได้เรียกหมอทหารมาตรวจอาการของจางเลี่ยงหวงพบว่าร่างกายของนางต้องบำรุงเพิ่มธาตุหยินให้มากขึ้นเพื่อให้สมดุลมู่หลี่เฉียงจึงคอยประคบประหงมภรรยาเป็นอย่างดี จากนั้นอีกหลายเดือนเขาก็ได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าพระชายาฟ่านซิ่วอิงที่เพิ่งคลอดแฝดสี่มู่หลี่เฉียงเห็นเด็กทารกทั้งสี่ก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก เขาเก็บเอาไว้นั่งฝันนอนฝันอยากจะมีบุตรธิดากับจางเลี่ยงหวงเยอะๆ เช่นนี้บ้างเมื่อกลับถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกคร
เกาหลินเจี๋ยสีหน้าไม่สู้ดีนัก นับตั้งแต่เขาจูบซ่งไป๋หลานในคืนนั้น นางก็หายหน้าหายตาไป แม้ท่านพ่อท่านแม่ของเขาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและทำสัญญาหมั้นหมายกันเรียบร้อยตามขั้นตอนแต่นางก็ไม่มาปรากฏตัวให้เห็น นายกองเกาผู้เอะอะโผงผางอยู่เป็นนิจถึงกับต้องบากหน้าไปปรึกษารองแม่ทัพมู่ผู้เป็นนาย “นี่เจ้าดูเหมือนคนอดนอนมาหลายคืนแล้ว มีทุกข์ใดนักหรือ ” มู่หลี่เฉียงประหลาดใจที่คนจะได้แต่งงานอย่างนายกองเกากลับไม่รื่นเริงสักนิด “หรือว่าเจ้าเองก็ถูกซ่งไป๋หลานข่มเหงด้วยเหมือนกัน” เรื่องของเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังคนซื่อกลายเป็นที่ขบขันของคนทั้งค่ายทหาร เพราะเกาเฉี่ยนคนงามปล้ำจูบเสี่ยวหวังในคืนเทศกาลบูชาเทพธิดาปฐพี ทำให้นางเสนอตัวรับผิดชอบเสี่ยวหวัง ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า “มิได้ๆ เป็นข้านั่นล่ะที่ข่มเหงนาง ท่านมู่ แม้นางจะยอมแต่งงานกับข้าแต่ท่านดู! นางไม่ยอมออกมาให้ข้าได้พบหน้าสักนิด ตั้งแต่คืนนั้นนางก็เงียบหายไปเลย ข้าให้เกาเฉี่ยนไปหลอกล่อนางออกมาแล้วนางก็ไม่มา” มู่หลี่เฉียงยกยิ้มมุมปาก “จะพูดให้ยากไปทำไม ไหนๆ เจ้ากับนางก็จะแต่งงานกันแล้ว ทำแทนพูดจะตกลงกัน
“ถ้าหากเขาไม่ยอมมาขอโทษข้า ก็แสดงว่าเขาเป็นบุรุษที่ใช้ไม่ได้เจ้าค่ะ” จางเลี่ยงหวงพยักหน้า “จริงของเจ้า หากว่าเขาไม่ยอมมาขอโทษเจ้า วันหน้าก็คงจะเป็นสามีภรรยาที่เคารพกันและกันไม่ได้” นางหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบแล้วพลันนึกถึงเกาเฉี่ยนขึ้นมา “พูดเรื่องแม่นางเกา ข้าคิดว่านางมาชอบท่านพี่ของข้าเสียอีก แต่เจ้าบอกว่านางไปกับเสี่ยวหวัง” “เจ้าค่ะ นางชอบเสี่ยวหวังมาตั้งแต่แรกแล้ว หาได้เคยคิดจะชอบท่านรองแม่ทัพไม่”จางเลี่ยงหวงชะงัก เกาเฉี่ยนรูปร่างหน้าตางดงามหากอยากจะคิดเป็นอนุภรรยาของ มู่หลี่เฉียงก็ไม่แปลกแต่กลับไปฝังใจชอบเสี่ยวหวังที่วันๆ ไม่พูดไม่จา “เรื่องในโลกนี้ บางอย่างเกินคาดจริงๆ” จางเลี่ยงหวงเอ่ยออกมา “เจ้าค่ะนายหญิง ข้าได้ยินทีแรกยังแทบไม่เชื่อหู แต่เรื่องนี้นายกองเกาเองก็ได้ยินเช่นกัน” ซ่งไป๋หลานเล่าเรื่องราวระหว่างเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังให้นายหญิงของตนฟังจนหมดสิ้น “เจ้าช่วยนางก็ถูกแล้ว ว่าแต่เสี่ยวหวังยอมรับนางหรือไม่เล่า” จางเลี่ยงหวงรู้สึกเห็นใจเกาเฉี่ยนขึ้นมา “ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะข้ามัวแต่ทะเลาะกับนายกองเกา ดังนั้นจึ
สองสามีภรรยาเดินยิ้มๆ ไปหารือกันสองสามประโยคก่อนจะจูงมือกันออกนอกจวน“เช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปหารือกับท่านเกา บิดาของนายกองเกาตอนนี้เลยก่อนที่คนจะลือกันเสียหายมากกว่านี้” ท่านแม่ของเกาหลินเจี๋ยได้ยินเรื่องราวก็ตบเข่าดังฉาด นางยิ้มกว้างด้วยความพอใจ “ข้าว่าแล้วเชียว! ไม่มีไฟจะเกิดควันได้อย่างไร พวกเขาสองคนไม่ยอมรับกระทั่งมีคนจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องน่าอาย แต่ข้าก็ยินดีนัก จะได้จัดการเรื่องให้ชัดเจนไปเสียที ท่านรองแม่ทัพเดี๋ยวตอนสายข้าจะให้แม่สื่อทำตามประเพณีทุกประการไม่ให้พวกท่านเสียหน้าอย่างเด็ดขาด!” ส่วนท่านเกาผู้เป็นบิดาก็ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะพออกพอใจที่บุตรชายถึงคราวต้องจำนนกับหลักฐานเสียที ที่ผ่านมาชายหนุ่มเอาแต่บ่ายเบี่ยงและอ้างว่าตนเองต้องไปรบทัพจับศึกไม่มีเวลาหาภรรยา “เสี่ยวเจี๋ยมีภรรยาเสียที ข้ากับฮูหยินปวดหัวเรื่องนี้กันมานานแล้ว บังคับเขาแต่งงานทีไรก็อ้างว่าต้องออกไปฝึกทหาร” มู่หลี่เฉียงแยกกับภรรยาก็กลับไปยังค่ายทหาร เขายังข้องใจเรื่องเกาเฉี่ยนไม่หาย ครั้นเห็นเสี่ยวหวังนั่งดวงตาเหม่อลอยจึงเข้าไปไถ่ถามถึงเรื่อง
เกาหลินเจี๋ยขยับเข้ามารั้งร่างบางเข้าแนบชิด ประกบริมฝีปากจูบนางในทันที ซ่งไป๋หลานตกใจดิ้นอึกอักแต่ชายหนุ่มร่างกำยำกับกอดนางไว้แน่น เขาจูบทั้งปาก ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา และใบหูของนาง “ไอหยา!” เสียงอุทานของคนที่ยืนมุงดูอยู่บนสะพานทำเอานายกองเกาปล่อยมือจากแม่นางคนงามแทบไม่ทัน ซ่งไป๋หลานกับเกาหลินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นทหารกลุ่มใหญ่กำลังยืนดูอยู่ด้วยสายตาตกตะลึง “นายกองซ่ง!” “นี่พวกเจ้า!” “ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ พวกเราก็มาเดินลาดตระเวนตามปกติ ผู้ใดจะไปรู้เล่าว่าพวกเจ้าสองคนจะร้อนแรงถึงเพียงนี้” สหายของเกาหลินเจี๋ยรีบส่งเสียงขอโทษขอโพยพลางหันไปไล่ลูกน้องทั้งหลายให้หลบไปจากบริเวณนั้น “พวกเจ้าตามสบายเถอะ ข้าไล่พวกเขาไปหมดแล้ว” ซ่งไป๋หลานใบหน้าซีดเซียวแทบจะลมจับ คราวนี้นับว่านางหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมกับเกาหลินเจี๋ยแล้ว เรื่องเก่าๆ ก็ยังพอจะเรียกได้ว่าความเข้าใจผิดและบังเอิญได้ แต่ครั้งนี้เขา...เขาจูบนางเข้าไปจริงๆ ยากจะแก้ต่างให้ตัวเองได้อีกต่อไป “ข้าจะกลับแล้ว!” นางผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากศาลาด้วยความโกรธและความอาย “ช้าก







