Mag-log in
“เงียบเช่นนี้ มีแผนชั่วร้ายที่บอกผู้อื่นไม่ได้ใช่หรือไม่”
“อาเหมย...” น้ำเสียงเฉิงป๋อหยางฟังแล้วชวนให้ขนลุก นั่นเป็นเพราะเขากำลังอ้อนนาง ความรู้สึกตอนนี้ จ้าวรั่วเหมยสับสนไปหมด ถึงอย่างนั้นก็ตั้งสติฟังสิ่งที่เขาต้องการบอก
“ข้ามีใจต่อท่าน และถวิลหาปาก มือ สองถันที่อวบสวยแสนนุ่มนิ่ม รวมถึงความบีบรัดอันเย้ายวนทุกลมหายใจเข้าออก ไฉนจะยอมให้องค์หญิงหกตกเป็นของผู้อื่น”
จ้าวรั่วเหมยเริ่มนั่งไปติด และกลั้นหายใจไปในเวลาเดียวกัน
“ยามนี้ ตำแหน่งทรราช ข้ายังไม่ปรารถนามครอบครอง แต่การเป็นราชบุตรเขย คือสิ่งที่เฉิงป๋อหยางสนใจยิ่งนัก”
“จื้อจื่อล้อข้าเล่นแล้ว”
“ไม่...เรียกท่านพี่สิ...และข้าจะหยุดพักความคิดเป็นทรราชล่มแคว้นลงสักสองสามชั่วยาม”
***********
ป้อมเมืองเจี้ยน ตำหนักรับรองเมืองเหลียง
เปลวเพลิงยังคงลุกไหม้เป็นวงกว้าง ความร้อนโหมกระหน่ำรอบทิศ ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์เบื้องหน้าไม่อาจทำให้ผู้ที่กำลังยืนเผชิญหน้ากันสะทกสะท้านต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว นั่นคงเป็นเพราะจิตใจคนทั้งคู่บอบช้ำหนัก ฝ่ายที่กำหมุดไว้ในมือ คือจ้าวรั่วเหมย องค์หญิงหกแห่งอาณาจักรต้าอัน นางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงงดงามปักดิ้นทองและลวดลายวิจิตร มีผ้าคลุมด้านหลังเป็นลายหงส์ทะยานฟ้า หากมีสิ่งที่ชวนให้ฉงนคือ นางเป็นเจ้าสาวที่กำลังอุ้มท้อง แล้วบิดาของทารกด้วยเล่าคือผู้ใด!
ที่สำคัญ จ้าวรั่วเหมยย่อมไม่ควรปรากฏตัวในพื้นที่ซึ่งอันตรายต่อตนเอง และชีวิตน้อยๆ ที่แสนบริสุทธิ์
ภาพเบื้องหน้าที่นางมองเห็น ชวนให้ขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก ศีรษะมนุษย์ถูกเสียบไว้กับหอก ซึ่งมีจำนวนเกือบครึ่งร้อยได้ ผู้ที่เคราะห์ร้ายเหล่านั้น มีทั้งขุนนางบู๊ บุ๋น รวมถึงขันที นางกำนัล ไปจนถึงบ่าวรับใช้ อายุน้อยสุดที่ต้องสิ้นลมหายใจโดยไม่ทันได้รู้จักโลกใบนี้มากพอ เป็นเพียงเด็กชายวัยสิบสามปี ขณะเดียวกัน ไฟกำลังลามไปเผาไหม้ชิ้นส่วนที่เคยมีลมหายใจเหล่านั้น จึงส่งกลิ่นชวนให้สะอิดสะเอียนอย่างที่สุด
เหตุใดถึงได้มีภาพป่าเถื่อนชวนให้อุจาดตา นั่งคงเป็นเพราะเมืองหลวงถูกทรราชเฉิงป๋อหยางเข้าไปยึดอำนาจ หากผู้ใดขวางทาง ฝ่ายเขาก็หาได้มีความเมตตา สั่งมือสังหารล่าค่าหัวเข่นฆ่าทุกชีวิตราวกับเป็นเพียงผักปลา ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมาจึงมีการสู้รบ และหนีตายไกลมาจนถึงป้อมเมืองเจี้ยน เส้นทางสัญจรล้วนชโลมด้วยเลือด รวมถึงซากศพชวนให้สังเวชใจยิ่ง
เสียงหัวเราะหึๆ ดังมากจากเฉิงป๋อหยาง ร่างกายเขาประหนึ่งยอมด้วยเลือด เขานั่งพิงกำแพงหิน ข้างกันมีร่างไร้ลมหายใจกองอยู่เป็นภูเขาขนาดย่อม ส่วนเนื้อตัวมีบาดแผลนับไม่ถ้วน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เฉิงป๋อหยาง มิอาจเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ ถึงอย่างนั้น เขายังเป็นบุรุษที่น่าเกรงขาม สร้างความพรั่นพรึงต่อผู้ที่พบเห็น
จ้าวรั่วเหมยคาดการณ์ได้ว่า ทั้งยาพิษที่นางหลอกล่อให้เขาดื่ม และกุ่ยกู่*(หนอนพิษผี) กำลังเติบโตในร่างกายอีกฝ่าย กำลังส่งผลให้เขาสูญเสียสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี ยิ่งกว่านั้นในไม่ช้า เฉิงป๋อหยางจะลืมนาง เรื่องนี้อย่างไรคงหลีกหนีไม่พ้น
“นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นองค์หญิงสวมชุดมงคลสีแดง แต่กลับไร้ความน่ายินดี ท่านช่างเป็นเจ้าสาวล่มแคว้น สตรีแห่งหายนะ ผู้เผาผลาญทุกสิ่งอย่างจนไม่หลงเหลือซาก สมแล้วที่เป็นบุตรของจักรพรรดิจ้าว หึ ๆ ๆ ลูกไม้ไฉนจะหล่นไกลต้น”
เสียงเขาฟังแล้วคือการเย้ยหยัน ฝ่ายสตรีในชุดสีเจ้าสาวร้าวไหวทั้งใจ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องการคำตอบ นางอยากได้ยินคำอธิบายจากปากเขา สิ่งที่กระทำทั้งหมดเกินกว่าคำว่าอำมหิต เขาเปรียบเสมือนปีศาจจากขุมนรก เป็นทรราชโฉดชั่วอย่างที่ผู้อื่นขนานนาม กระนั้น นางคงสมองทึบเกินไป ด้วยลึกๆ ใจของจ้าวรั่วเหมย ยังปรารถนาให้เขายังคงเป็น
กุ่ยจื้อจื่อ* ของนางเช่นเดิม (องค์ชายผี ตัวประกันต่างแคว้น) และเฉิงป๋อหยาง คือคนที่นางไว้ใจอย่างที่สุด
ดวงตากลมโตมองไปยังเฉิงป๋อหยาง พิศเขาอย่างละเอียด นางยอมรับว่ายามนี้ ครั่นคร้ามใจต่อเฉิงป๋อหยาง อีกทั้งมิอาจคาดเดาความคิดเขาได้
ถึงแม้เขาเจ็บปวดจากบาดแผล แต่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย คนผู้นี้คงไร้ซึ่งหัวใจ
“หากคิดทำสิ่งใด ไฉนถึงไม่ลงมือสานต่อใจจบ หรือว่าท่านขี้ขลาดเยี่ยงคนพวกนั้นที่ข้า...สั่งตัดศีรษะทิ้ง และเสียบประจานไว้ อาเหมย...หากอ่อนแอ ก็เท่ากับว่าขาข้างหนึ่งเหยียบประตูนรกไว้แล้ว”น้ำเสียงจากร่างสูงใหญ่ ถึงจะแหบแห้งแต่ดุดัน ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
เฉิงป๋อหยางกำลังจะกลายเป็นปีศาจในอีกไม่ช้า จ้าวรั่วเหมยจึงจำต้องทำภารกิจที่นางหมายมั่นให้สำเร็จ
“ขะ ข้า...” นางกล่าวได้เท่านั้น เนื่องจากมีความสะเทือนใจ
“ฮึๆ ๆ เกิดจากสายเลือดสุนัข ไฉนจะมีเลือดเนื้อของมังกร ตระกูลจ้าว สูญสิ้นบุรุษแล้วสินะ ถึงให้สตรีออกหน้าถืออาวุธหมายสังหารข้า”
วาจาเขายังเฉือนหัวใจจ้าวรั่วเหมยไม่หยุด ฝ่ายนางอยากเข้มแข็ง และกล้าหาญให้มากกว่านี้ แต่เป็นเพราะหัวใจนางเป็นเพียงก้อนเนื้อเล็กๆ มีความรู้สึก อีกทั้งก่อนหน้าได้ยกให้เขาไปทั้งหมด เฉิงป๋อหยางคือบุรุษเดียวที่นางไม่เคยหันใจหนีไปจากเขา ทว่าในยามนี้เขากลับเป็นคนบัดซบที่นางไม่อาจให้อภัย แม้ภายหน้าเขากลายเป็นวิญญาณขึ้นมาจริงๆ นางก็จะจองจำไว้ไม่ให้ได้ผุดได้เกิด เขาเหมาะสมที่จะเป็นผีเน่าไร้โลงฝังร่าง เป็นวิญญาณเร่ร่อน ไร้จุดหมาย
เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น แรงขึ้น และการหายใจทั้งคู่ผสานเขาด้วยกัน ฝ่ายนางบีบรัดเขาอย่างเผลอไผล เป็นเหตุให้เฉิงป๋อหยางส่งเสียงคำราม ตามด้วยคำชม “งดงามไร้ที่ติ หยางหยางย่อมมาเกิดในมิช้า... อาเหมย ข้าจะมอบเซียนน้อยให้ไว้ดูแล เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นเทพสงคราม” ยามนี้เขากล่าวสิ่งใด นางย่อมไม่อาจโต้แยก รับรู้แต่การกระแทกของเขาที่มอบรสเร่าร้อนให้นางจนมือเท้าอ่อนระทวย พอปลายหัวหยักเคลื่อนไปอยู่ปากทางฉ่ำเยิ้ม ฝ่ายนางก็ออกแรงดึงดูดให้เขานำท่อนอุ่นจัดกระแทกคืนสู่จุดเดิม “อาเหมยล้อข้าเล่นอีกแล้ว เจ้าติดใจรสชาติเสาค้ำอาณาจักรต้าอันของข้าใช่หรือไม่” นางไม่ตอบ ดวงตายังหลับสนิท ซึ่งยามนี้ ไม่ใช่เพราะง่วงงุน ไม่ใช่การละเมอ แต่นางเขินอายและไม่กล้าสู้สายตาของเฉิงป๋อหยาง เอวบางถูกจับยกสูง ตอนนี้จ้าวรั่วเหมยอยู่ในท่านั่งซ้อนทับร่างเขาบนเตียง ท่วงท่าดังกล่าวส่งผลให้เกิดความลื่นไหลมากกว่าเดิม มือใหญ่จับเอวของนาง และเคลื่อนขึ้นลงไปมา ส่วนสะโพกเขาขยับรัวๆ เป็นชุดใหญ่ ซึ่งความนุ่มนิ่มของนางรองรับความแข็งแกร่งของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
คมเขี้ยวของเฉิงป๋อหยางลงน้ำหนักไม่รุนแรงนัก ถึงอย่างนั้นจ้าวรั่วเหมยก็เจ็บ ก่อนรับรู้ได้ถึงความคาวในปาก เขาต้องการให้นางเสียเลือด บุรุษผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว “คืนนี้ท่านได้แผลข้างบนเป็นที่ระลึกจากข้า คืนต่อๆ ไป ข้าจะทำให้องค์หญิงหกได้เลือด จากส่วนที่สตรีมีไว้มัดใจบุรุษ โดยเฉพาะคนแซ่กังที่ท่านอยากพลีกายให้มันเล่นสนุก เหมือนโสเภณีใช่ซ่องชั้นต่ำ” คำพูดน้ำเสียงจากเฉิงป๋อหยางทำให้นางเจ็บที่หัวใจ และน้ำตาพลันเอ่อล้นแพขอบตางอนหนา ในความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย จ้าวรั่วเหมยรับรู้ได้ว่า นิ้วมือใหญ่ๆ ของเขาช่วยซับน้ำตาให้ ก่อนจะมีการจุมพิตที่เปลือกตานาง หัวใจหญิงสาวเต้นไหวรุนแรง และนั่นคงทำให้เขารับรู้บางอย่าง จากการจุมพิต เขาจึงเลื่อนริมฝีปากลงมาที่ลำคอ จูบและไล้ลิ้น เล่นหยอกเย้าปลุกอารมณ์นางอีกครั้ง สะโพกของจ้าวรั่วเหมยยกขึ้นสูง มือใหญ่รองรับเอาไว้ พร้อมกันนั้นขาวเรียวสวยถูกยกพาดไหล่หนา อื้อ...นางครางเสียงต่อเนื่อง กลีบอวบแสนบริสุทธิ์ก็ถูกรุกล้ำด้วย เรียวลิ้นสากร้อนทิ่มแทงย้ำๆ ประหนึ่งว่าอยากให้จ้าวรั่วเหมยขาดใจตาย
อื้อ... อ๊ะ...เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายจ้าวรั่วเหมยร้อนวูบวาบ บางคราขนอ่อนที่หลังต้นคอลุกชัน ยามนี้รู้สึกคล้ายต้องพิษที่อาจส่งผลให้นางตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น จ้าวรั่วเหมยอ่อนไหวต่อการรุกรานนี้ แทนที่จะต่อต้าน กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวอยากเข้าร่วมกับอีกฝ่าย กายแกร่งที่อุ่นจัดเบียดแทรกเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งมีการสูดกลิ่นหอมจากส่วนที่ไวต่อความรู้สึกอย่างคลั่งไคล้ เกิดคำถามในหัวดังย้ำย้อนไปมา มีผู้บ้าบิ่นบุกรุกเข้ามาในห้องหับและกำลังทำสิ่งต้องห้ามระหว่างชายหญิงทั้งที่ไม่ได้เป็นสามีและภรรยากันใช่หรือไม่ เขาคือใคร วิญญาณร้ายจากเรือนป่าสนสินะ... ยามนี้ แพขนตาหนาหนักอึ้ง ส่วนร่างกายกับตรงกันข้ามกัน ด้วยเริ่มร้อนรุ่มในพื้นที่อ่อนนุ่มซึ่งกำลังเรียกร้องให้ความใหญ่โตแสนอัดอัดแทรกตัวเข้าไป ทั้งแขนและขาอ่อนระทวยมิอาจปกป้องตนเองจากการจู่โจมของผู้ที่ถวิลหาความสาวแสนบริสุทธิ์จากองค์หญิงหก แห่งแคว้นต้าอัน จวบจนมีสิ่งที่แทงลึกเข้าในกลีบสวาทเนื้อสาว นางก็สั่นผวา ทั้งต้องส่งเสียงครางอยากออดอ้อน อื้อๆ ๆ เป็นสิ่งใดที่กำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่ต้องห้ามของสตรี
เขามาพร้อมกับลูกศิษย์น้อยไร้เดียงสา กล่าวได้ว่าเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง และนางฉลาดเฉลียวกินเก่ง และยามนั้นอยากกินถังหูลู่ที่ทำจากซานจา* (พุทราป่า) จึงติดตามมาด้วย และบังเอิญได้พบกับเฉิงป๋อหยางเข้าพอดี ความมีน้ำใจของนางและเห็นว่าเขานอนไม่ได้สติ ทั้งตัวร้อน แม่นางน้อยก็อยากช่วยเหลือ พร้อมคาดเดาว่าเฉิงป๋อหยางดูเหมือนกำลังหิว จึงเคี้ยวผลซานจาที่มีรสหวานอมเปรี้ยวจากนั้นก็เตรียมป้อนใส่ปากเขา “ไม่มีน้ำ.... มะ ไม่มีของกะ กิน แต่ซานจา นี้ ขะ ข้ามอบให้พี่ชาย” คราแรกที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย เขายื่นมือออกมา แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ยังบีบลำคอเล็กๆ เอาไว้ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิ
จ้าวฉีเหรินเกิดความคิดขึ้นทันที เขามีหูตามากมายในวังหลวง สิ่งใดที่เขาสนใจ ย่อมได้รับรายงาน และบางทีคนที่เขาอยากให้ฝังหมุดเล่มสุดท้ายเหนือหัวใจของเฉิงป๋อหยาง อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งชื่อของอีกฝ่าย ติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาเท่านั้น “เรียกแม่ทัพน้อยกังมาพบเรา ให้คนส่งผ้าไหม และเครื่องประดับไปตำหนักจิ่งกง แจ้งว่าเป็นรางวัลจากเรามอบแก่องค์หญิงหก สิ่งของเหล่านั้นให้เน้นสำหรับใช้ในงานมงคล” คำสั่งของฮ่องเต้ ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่า ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ กำลังจะเกิดสมรสพระราชทานระหว่างแม่ทัพน้อยกังและองค์หญิงหก ฝ่ายร่างที่นอนบนโต๊ะไม้ แม้จะทรมานจากการบาดแผลใหญ่น้อย รวมถึงหมุดที่ฝังอยู่ในร่าง แต่มันยังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินจากจ้าวฉีเหริน ความแค้นทั้งหมดที่คนผู้นี้ก่อต่อมารดาเขาจากไป รวมถึงท่านย่า และท่านปู่ ทั้งแคว้นชิง ย่อมต้องได้รับการคิดบัญชี คนสกุลจ้าวสมควรต้องชดใช้ด้วยเลือด แม้แต่องค์หญิงหกจ้าวรั่วเหมย สตรีที่งดงามและบอบบางราวกับบุปผาแรกแย้ม เขาก็จะไม่มีวันยกเว้น ส่วนจะพิจารณาโทษใดต่อนาง เฉิงป๋อหยางย่อมต้องมีวิธีทรมานที่แสนพิเศษ และล้ำลึกกว่าผู้อื่น ฝ่ายจั
“เสี่ยวเหมียน มิใช่น้องสาวเรา... การถูกส่งไปเป็นโสเภณีแคว้นชิงก็นับว่าเหมาะสม กับโทษที่คนในตระกูลเดิมของนางก่อขึ้น การไม่จงรักภักดีต่อเราย่อมต้องแลกด้วยเลือด และความตาย หากจำไม่ผิด ข่าวสุดท้ายที่จดจำได้ น้องสาวแพศยาคนนั้น ตกเป็นเมียชิงอ๋อง ในท้องพระโรง มีผู้อื่นได้เห็นการอุ่นเตียงแสนบัดซบนับร้อย ฮ่าๆ ๆ การสมสู่เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ช่างเหมาะสมกับที่พวกมันเป็นคนแคว้นชิง ที่ไร้สมอง ขาดความรู้เรื่องการทำศึกสงคราม จึงพ่ายแพ้ต่อเราเรื่อยมา” เรื่องราวบัดซบที่จักรพรรดิจ้าวกล่าว มิแน่ชัดว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่เฉิงป๋อหยางที่นอนอยู่ แม้ไม่อาจลืมตาได้ ทั้งบอบช้ำทั่วร่าง แต่ใจเขาเจ็บปวดยิ่ง อย่างไรเสียชีวิตที่สองเมื่อได้มา เขาย่อมต้องคิดบัญชีทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างสาสม โดยเฉพาะจ้าวฉีเหรินผู้นี้ “สาดน้ำให้มันฟื้น และส่งกลับเรือนป่าสน ให้คนคอยจับตาดูมันตลอด มีสิ่งใดผิดปกติจงรายงานเราโดยเร็ว” จ้าวฉีเหรินกล่าว โดยไม่คิดจะแยแสร่างที่มิต่างจากผีดิบของเฉิงป๋อหยาง หากเป็นยามนั้นที่เหวินอู๋คังกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทอย่างไรก็ตาม หากต้องการเก็บป๋อหยางไว้ใช้งาน เมื่อหมุดเล่มสุดท้ายต







