LOGIN“ข้าอยากให้เจ้าช่วยเรื่องหนึ่ง ในห้องมีของอยู่ที่ลิ้นชักข้างเตียง เป็นสมุดบันทึกเรื่องตำรับยา แล้วมีเงินอีกเล็กน้อย รีบไปเอามาให้ข้าด้วย เราต้องใช้ระหว่างการเดินทางออกจากวังหลวง” ปี้หลานได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ การที่จ้าวรั่วเหมยไม่คิดยื่นมือไปยุ่งกับองค์ชายต่างแคว้น ย่อมทำให้นางปลอดภัย ทว่าพอปี้หลานหมุนตัวเตรียมก้าวไปยังห้องของอีกฝ่าย จู่ๆ ด้านหลังต้นคอนางก็ปวดจี๊ดขึ้นมา “เพียงครึ่งชั่วยามเจ้าก็จะฟื้น ข้าจะให้ขันทีและนางกำนัลช่วยพาเจ้าออกไปจากวังหลัง ใช้ประตูด้านข้าง จากนั้นก็ไปรอที่นัดหมายของเรา หากเลยเวลาที่ตกลงกันไว้ ยังไม่เห็นข้า พวกเจ้าก็เดินทางออกจากเมืองอันได้เลย ลงใต้ไปให้ไกลที่สุด ที่นั่นท่านลุงเหวินบอกว่าปลอดภัยจากโรคระบาด ทั้งเจ้าจะมีที่ทางทำมาหากินได้ด้วย” จ้าวรั่วเหมยบอกกับปี้หลานที่กำลังง่วงงุนอย่างหนัก เพราะหมุดที่ปักลงหลังต้นคอเมื่อครู่มีฤทธิ์ยาสลบและทำให้ผ่อนคลาย ฝ่ายขันที และนางกำนัลที่เหลือ แม้จะห่วงหญิงสาวมแต่พวกเขารักตัวกลัวตาย เยี่ยงนั้นออกจากเมืองหลวงได้เร็วเท่าไหร่ย่อมเป็นการดี จ้าวรั่วเหมยสูดลมหายใจลึก ยามนี้ยังตั
ได้ยินขันทีบ่นหลายคำ หากเป็นสิ่งที่ชวนให้ขบขัน และเฉิงป๋อหยางอยากหัวเราะ แต่เขาเจ็บปวดไปทั่วร่าง จึงกลัวกระทบกระเทือนภายในอีก“นางไม่มีวันป่วยไข้ได้หรอก ข้าป้อนยาป้องกันแก่นางมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว กล่าวได้ว่านางมีภูมิคุ้มกัน ทั้งยังสามารถช่วยผู้อื่นไม่ให้ถูกพิษด้วย ซึ่งคงมีแต่ข้าเท่านั้นที่ดูเหมือนคนใกล้ตาย” “เฮอะ... ที่แท้แกล้งละเมอเป็นโจรปล้นสวาท ให้ข้าปรุงโอสถผสมน้ำผึ้ง และยาลูกกลอนอย่างยากลำบาก ก็เพราะท่านนำไปมอบแก่คนรักของตน” “คนรักของข้า... เสี่ยวซาน องค์หญิงหก เป็นได้แค่ทาสบำเรอกามเท่านั้น ไฉนนางจะมานั่งในใจข้าได้” ไห่ซานทำตาโตใส่เจ้านายตน พร้อมพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมา ขณะเดียวกันก็มองแผลที่หน้าอกของเฉิงป๋อหยาง เป็นแผลใหม่ที่ถูกแทงโดยฝีมือของกังหยวนเซิน หลังจากเขาบุกเข้าไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนทางทหาร ด้วยจ้าวฉีเหรินเกรงกลัวว่า ฝ่ายนั้นจะก่อกบฏ ทั้งที่ความจริงแล้ว ตระกูลกังจงรักภักดีเสมอมา แต่งูพิษในวังหลวงคือหลี่กุ้ยเฟย ถึงอย่างนั้นจ้าวฉีเหรินก็เป็นมังกรตาบอด เห็นผิดเป็นชอบเรื่อยมา “หากท่านยังยอมให้ผู้อื่นทำร้ายอย่างสาหัสเช่นนี
“เอาละ มีเรื่องร้ายมากมายที่เกิดขึ้น นับจากนี้ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ต้องพบสิ่งที่ทำให้ต้องโศกเศร้าอีก” กล่าวจบ จ้าวรั่วเหมยก็มองไปยังองครักษ์ผู้หนึ่ง และฝ่ายนั้นรอปินชวนตลอดมา หากเป็นนางที่ร้าวไหวทั้งใจ พร้อมกับพยายามส่ายหน้าปฏิเสธ “องค์หญิงหก เขามาได้เยี่ยงไร” “จู่เยี่ยน เฝ้ารอเจ้าอยู่เสมอ ชาตินี้หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน ก็เป็นสหาย เป็นพี่น้องต่างสายเลือดได้” จ้าวรั่วเหมยบอกปินชวน ซึ่งนางบอบช้ำใจหนักจึงร้องไห้สะอึกสะอื้น “มิได้หรอกองค์หญิงหก ข้ากับเสี่ยวชวน มีสัญญาหมั่นหมายไว้นับแต่นางอยู่ในครรภ์มารดา โชคชะตาทำให้เราห่างกันหลายครั้งหลายหน แต่เมื่อข้าได้พบนางวันนี้ ข้าจะจับมือนางไว้ และไม่ปล่อยให้หลุดหนีไปไหนอีก” “พี่เยี่ยน...ไฉนข้าจะดีพอสำหรับท่าน” “ข้าเลือกเจ้าเสมอมา อดทนรออยู่นาน ทุกครั้งที่ฝ่าบาทสั่งให้คนคอยดูแลเจ้าอยู่ห่างๆ ก็เป็นข้าที่ออกตัวรับหน้าที่นั้น” ปินชวนแม้สติขาดๆ หายๆ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง หากยามนี้นางดีใจที่จู่เยี่ยนยังไม่คิดทิ้งนาง “ข้ายินดีกับพวกเจ้าทั้งสองคน จากนี้จะทำเช่นไร” “โรงทาสเส
“หม่อมฉันจะไม่กลับเข้าไปที่นั่นอีกแล้ว... ฝ่าบาท...โปรดปล่อยหม่อมฉันไปหาลูกด้วยเถิด” นางกำลังเพ้อ ด้วยสูญเสียสติไปนับแต่ถูกลงโทษสถานหนัก ก่อนต้องมาอดอาหารจนร่างกายสูบผอม หากสุดท้ายเกิดเรื่องวุ่นวายภายใน มีโรคระบาด ผู้คุมถูกสั่งให้ปิดเรื่องนี้ และวิธีการง่ายที่สุด คือเผาทุกอย่างให้ไม่เหลือซาก ภาพความเป็นความตาย เสียงกรีดร้องดังระงมไปหมด ทุกคนต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตนเอง ปินชวนที่ร่างกายแทบจะไร้เรี่ยวแรงก่อนหน้า กัดฟันฮึดเพื่อพาตนเองหนีจากไฟที่เผาไหม้ไปทั่ว ซึ่งแม้ร่างกายซูบผอม หากในช่วงไม่กี่เดือนก่อน นางได้รับขนมแป้งทอดหอมๆ ที่ด้านในมียาลูกกลอนอยู่ คนที่นำมาส่งมิใช่คนงาน หากเป็นขันทีผิวขาวตัวสูง ใบหน้าคมคาย หากไม่ได้ยินเสียงสูงๆ ของเขา นางก็คาดว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายใน หรือไม่ก็องครักษ์ “หิวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่รีบกิน” “ข้าจะไว้ใจเจ้าได้เยี่ยงไร” ขันทีเลิกคิ้วสูง “เรื่องนั้นย่อมไม่บังคับกัน อีกอย่างข้าไม่ใช่คนต้าอัน ที่นำของมาให้เจ้านับว่าเกินหน้าที่มากไปแล้ว ซึ่งกว่าจะเข้ามาที่นี่ได้ ข้าต้องเปลืองตัวและใช้เงินเ
“ท่านรู้ทุกอย่างดีกว่าข้าเสียอีก ทั้งจากหมอหลวงเหวิน ขันทีไห่ และเสี่ยวหลาน” ชายหนุ่มหัวเราะครืนใหญ่ พอใจเป็นอย่างมาก จ้าวรั่วเหมยในชาติภพก่อน นางเหมือนหมากในกระดานตัวหนึ่ง ใครหยิบจับไปทางใดก็ได้ มีสิ่งเดียวที่ดีคือ นางซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง จ้าวรั่วเหมยรักมั่นกับเฉิงป๋อหยางจวบจนลมหายใจสุดท้ายของตน และถูกเหล่าขุนนางบีบบังคับให้สังหารเฉิงป๋อหยาง กระทั่งเสียชีวิตจากน้ำมือหลี่ซือซือ แต่ชาตินี้ เป็นเขาที่ฝึกเขี้ยวเล็บให้นางเสียใหม่ ทั้งยังวางแผนให้จ้าวรั่วเหมยก้าวนำหน้าศัตรูหนึ่งก้าว อันที่จริงเขาแก้แค้นแทนนางย่อมได้ เพื่อมือนุ่มนิ่มคู่นี้จะไม่ได้เปื้อนเลือด แต่หากทำเช่นนั้น หญิงสาวคงไม่สาแก่ใจ ไม่ได้ลิ้มรสการเอาชนะผู้อื่น และได้เห็นพวกที่เคยทำให้นางย่อยยับต้องตกต่ำ ก่อนจบชีวิตลงอย่างเอน็จอนาถ “เสด็จพ่อไม่มีหนองในร่มผ้าแล้ว แผลต่างๆ เริ่มตกสะเก็ด อาการผมร่วงดีขึ้น เหตุนี้จึงชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไปให้ท่านแม่ ด้วยการเลื่อนตำแหน่งเป็นเฟย แทนที่ซึ่งว่างอยู่” “อืม อย่างน้อยมารดาท่านก็ได้มีที่ทางของตนมากกว่าเดิม ถึงอย่างนั้นใช่ว่าจะสบายนัก ด้วยวังหลังยังมีหลี่กุ้ยเฟย อ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอประทานอภัยหากจะกล่าวว่า ปินชวนที่ถูกขังอยู่ในโรงทาส ครั้งหนึ่งนางก็เคยมีอาการของโรคนี้ สาเหตุคือ...” เหลียนผินสูดลมหายใจลึก ประวิงเวลาไม่ยอมเอ่ยในทันที อนึ่งคือต้องการดูปฏิกิริยาของจ้าวฉีเหริน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขากำลังเดือดพล่าน “ปินชวนนางมีความสามารถในเรื่องการเย็บปัก และงานประดิษฐ์ส่งของต่างๆ รวมถึงเครื่องหอม น้ำมันบำรุงผิว อีกทั้งตระกูลฝ่ายบิดาทำการค้ากับต่างแคว้นด้วย จึงมีของต่างๆ นำมาใช้ไม่ขาด ด้วยเหตุนี้นางจึงได้รับความไว้วางใจให้ทำถุงหอม และปักผ้าเรื่อยมา หากมีครั้งหนึ่งต้องหักโหมงานอย่างหนัก เพื่อทำของในพิธีการสำคัญโดยเป็นคำสั่งของหลี่กุ้ยเฟย ทำให้ปินชวนไม่ค่อยสบายทั้งมีแผลริมอ่อนจากการพักผ่อนน้อย ช่วงนั้นร่างกายนางอ่อนแอ มักจะเป็นลมไม่ได้สติบ่อยครั้ง ทั้งพื้นที่ในร่มผ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หม่อมฉันจึงช่วยในเรื่องการผสมน้ำมันหอมกับดอกไม้หลายชนิดตามตำราที่เคยศึกษา นางจึงมีความมั่นใจขึ้น ไม่ต้องรู้สึกอับอายกับโรคประหลาดนั้น” “เจ้า... เหลียนผิน เป็นเจ้าที่ส่งนางไปยั่วยวนเรา”จ้าวฉีเหรินตวาดเสียงดัง ความหลังในหนนั้นย้อนกลับมา เขาหลับนอนกับป







