Masukกระทั่งถึงช่วงฟ้ามืดหลี่ซือซือยังอยู่ในชุดเจ้าสาว และยามนี้นางร้อนใจเหลือเกิน อยากได้คำปรึกษาจากผู้ใดก็ล้วนเงียบ พอจะไปถามหลี่ฟางฟางฝ่ายนั้นปฏิเสธไม่ให้นางเข้าพบ เวลาผ่านไปจนได้ยินเสียงกลอง และเห็นสัญญาณควันไฟแจ้งเหตุ หลี่ซือซือเลยตระหนักได้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล “วิญญาณ... พวกนั้นเป็นกองทัพวิญญาณของชิงจื้อจื่อ” สิ่งที่ได้ยินจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หลี่ซือซือย่อมไม่เชื่อ นางก้าวขึ้นไปบนหอสูงของตำหนักรับรอง ภาพที่เห็นคือกองทัพที่สวมหน้ากากโครงกระดูก ผู้นำทัพเป็นชายร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากเหล็ก สิ่งที่ชวนให้พรั่นพรึงอย่างที่สุดคือ พวกเขาล้วนมีความแค้นต่อตระกูลหลี่ และเหล่าขุนนางกังฉิน “หนีเอาตัวรอดเสียก่อน อย่าให้พวกมันจับตัวได้” มีคนร้องบอกเช่นนั้น แต่หลี่ซือซือที่เห็นงานแต่งของตนย่อยยับลง นางหวีดร้องลั่น และวิ่งไปคว้าดาบมาถือไว้ แล้วตอนนั้นหลี่ฟางฟางที่กำลังจะออกจากตำหนักด้วยใช้ทางใต้ดินเห็นนางเข้าพอดี “ซือซือ เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร รีบตามข้ามา” “ท่านอาหลี่ฟาง ข้าจะไม่ไปที่ใดทั้งสิ้น เจ้าบ่าวข้ากำลังจะมา” “หัดใช้ความคิดให้มากกว่
ถึงจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มีทั้งสตรีที่เคยดูแลเรื่องการคลอด และหญิงสาวอีกสองคนช่วยเป็นธุระเรื่องอาหารของบำรุง แต่จ้าวรั่วเหมยอดไม่ได้ที่คิดถึงคนที่นางรู้จัก ยิ่งช่วงเวลาเจ็บครรภ์อย่างรุนแรง นางเลยเพ้อร้องหาทั้งมารดา นางกำนัล รวมถึงคนที่เป็นบิดาของทารกน้อย “นางเอ่ยถึงผู้ใด ข้าได้ยินว่ากุ่ยๆ ๆ ” “สามีที่ตายไปแล้วเยี่ยงนั้นหรือ...น่าสงสารเหลือเกิน อายุก็ยังน้อย หน้าตางดงามสะสวย เฮ้อ...เวรกรรมอะไรกัน” กลุ่มคนที่ดูแลจ้าวรั่วเหมยต่างแต่งเติมเสริมเรื่องไปต่างๆ นานา พลอยให้เกิดความเห็นอกเห็นใจหญิงสาวมากขึ้นไปอีก และเมื่อได้ตรวจสอบอย่างละเอียด จ้าวรั่วเหมยก็รู้ว่า การเจ็บครรภ์ของนางในตอนนี้ เป็นอาการที่ทารกใกล้จะคลอด เมื่อนางนับเวลาที่ได้หลับนอนกับเฉิงป๋อหยางแทนที่จะโกรธ เสียใจ หรือผิดหวัง หญิงสาวกับเลือกที่จะหัวเราะ “แม่นางขบขันอันใด ทั้งที่เด็กกำลังจะลืมตาขึ้นมาต้องขาดพ่ออย่างนี้” “สามีของข้า เป็นผู้ชายที่ลามกและลวงโลก เขาชอบเข้าหาข้าในยามนิทรา ปากบอกว่าแค่ชิมน้ำหวาน และเย้าหยอกกัน หากความจริง เขาเป็นโจรสวาทชอบหลับนอนในยามที่ข้าละเมอ และห
“เหลวไหลทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่แรก อีกอย่าง องค์ชายตัวประกันถูกจับขังคุกจดหมด ส่วนชิงจื้อจื่อผู้นั้น มีข่าวว่าเขาจากโลกนี้ไป หลังจากถูกกองทัพตระกูลกังสังหารที่หุบเขาเมืองสือ” “ป้าเฉียนมั่นใจเรื่องนี้ ว่าชิงจื้อจื่อเสียชีวิตแล้ว” “ได้ฟังเขาเล่ามา แต่เห็นจะเป็นความจริง เพราะนี่นานหลายเดือนที่ไร้วี่แววข่าวของเขาออกอาละวาดมิใช่หรือ” เมื่อป้าเฉียนเอ่ยเช่นนั้น จ้าวรั่วเหมยเลยมองหน้าท้องตน เวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ นางไม่ทราบข่าวเฉิงป๋อหยางทั้งที่ปกติ เขาเข้าออกเรือนหลังนี้พอให้หายคิดถึงเสมอ และคำพูดสุดท้ายที่เขาบอกคือ“หากจ้าวฉีเหรินปราบกบฏได้ ก็ใช่ว่าราษฎรจะอยู่ดีกินดี ยังมีขุนนางกังฉินอีกมากมาย ถ้าวันข้างหน้ากลับกลายเป็นว่าตระกูลหลี่ก้าวขึ้นเป็นใหญ่ครองต้นอัน บางทีสิ่งที่คิดว่าเลวร้ายอย่างที่สุด อาจเป็นผลดีก็ได้ เพราะพวกเขาถนัดการค้า อีกทั้งเป็นมิตรกับหนานฉี หากยอมสูญแบ่งดินแดนสักหน่อย สงครามตามหัวเมืองน้อยใหญ่คงยุติลง” “ท่านคิดแตกต่างจากข้าเหลือเกินป๋อหยาง เสด็จพ่อควบคุมต้าอันและเจ็ดแคว้นได้ นั่นเป็นเพราะเขาคลั่งไคล้อำนาจ แต่คนที่ทำผิดล้วนเป็นขุนนางก
จ้าวรั่วเหมยใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนรับรองนั้นยาวนานจนเข้าเดือนที่สอง บ้านเมืองยิ่งอยู่ในความตึงเครียด ป้าเฉียนเองก็คอยนำข่าวต่างๆ มาบอกนาง กระทั่งในยามนี้ล่วงรู้ว่า สุดท้ายแล้วกังหยวนเซินกำลังจะเกี่ยวดองกับหลี่ซือซือ “ตระกูลหลี่ในตอนแรกเหมือนจะเพลี่ยงพล้ำ กองทัพวิญญาณของชิงจื้อจื่อ แต่เหตุการณ์พลิกพลันไปอย่างไม่น่าเชื่อ” “แล้วป้าเฉียนสนับสนุนผู้ใด” “แม่นางเหมย ข้าเป็นบ่าวตระกูลหลี่ ย่อมไม่กล้าออกความคิดเห็น” เอ่ยจบป้าเฉียนก็เห็นสีหน้าของจ้าวรั่วเหมยซีดจัด ทั้งเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก“บอกตามตรง ข้าสังเกตเจ้ามาพักใหญ่แล้ว อยากให้หมอมาตรวจอาการหรือไม่ ข้าคิดว่าบางทีเจ้าอาจกำลัง...” จ้าวรั่วเหมยเตรียมเอ่ยบางอย่าง แต่นางกลับมีอาการคลื่นไส้อย่างหนัก ก่อนรีบพุ่งตัวห่างออกไป แล้วอาเจียนอย่างน่าสงสาร ป้าเฉียนก้าวตามมาช่วยลูบหลัง และช่วยเทน้ำชาผสมยาหอมส่งให้ พอได้ดื่มแล้วนั่งพักผ่อน จ้าวรั่วเหมยก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ “โอ้ นับว่าเป็นข่าวดีจริงๆ แม่นางเหมย...” “ป้าเฉียนหมายถึงเรื่องอันใดกัน” “ฮิๆ ๆ ต่อไปนี้ เราไม่ต้องใช้ยันต
จ้าวรั่วเหมยนิ่งเงียบอยู่นาน รู้ตัวอีกทีเฉิงป๋อหยางก็เริ่มปลุกเร้าสิเน่หาในร่างกายนุ่มนิ่ม “ขะ ข้า...” นางพยายามส่งเสียงร้องประท้วง ทว่าเป็นตอนนั้นที่ความแข็งแกร่งจากเฉิงป๋อหยางได้ถูกส่งเข้าโพรงปาก เสียงที่ส่งออกมาจึงฟังไม่ได้ศัพท์ “องค์หญิงหก วิญญาณเช่นข้า ร้ายกาจพอจะทำให้ท่านได้ขึ้นสวรรค์โดยทุกช่องทางล้นทะลักด้วยความสุขหรือไม่” จ้าวรั่วเหมยจะตอบสิ่งใดได้ ยามนี้สมองนางว่างเปล่าไปหมด ส่วนร่างกายซ่านสยิว ยิ่งถูกเขากระตุ้นหนักหน่วง นางก็เจียนจะปลดปล่อยน้ำหวานระรอกใหญ่พุ่งออกมาให้เขาได้ลิ้มรส และเชยชมด้วยความพึงพอใจ “หยุดมือเรื่องอื่นสักพักก่อน” หญิงสาวบอกเฉิงป๋อหยาง แต่เขาก็คอยตอแยไม่เลิก เดี๋ยวจูบ เดี๋ยมหอม และสัมผัสส่วนหวามใจของนาง “ข้าคิดอย่างถ้วนถี่แล้ว ป๋อหยางพาข้าไปให้ห่างจากคนตระกูลหลี่ จะเป็นการดีหรือไม่” “อยู่ที่นี่อาเหมยปลอดภัย... ขาดแคลนอาหารเล็กน้อย แต่ก็สุขสบายดี รอให้สถานการณ์คลี่คลายกว่านี้ ให้ข้าได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ย่อมต้องพาท่านไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม” “หมายความว่า...” เฉิงป๋อหยางหัวเราะ “บิดาของท่าน
สิ่งที่หลี่ซือซือกล่าวทำให้กังหยวนเซินโมโหอย่างรวดเร็ว เขาสะบัดหน้าไปอีกทาง ตั้งใจออกจากสวนพักผ่อนแห่งนี้ “เหตุใดถึงยอมรับความจริงไม่ได้ อีกอย่างรั่วเหมย ไม่เคยเห็นท่านอยู่ในสายตา เช่นนี้ยังปรารถนารับของเหลือจากวิญญาณร้ายป๋อหยางอีกหรือ” กังหยวนเซินคิดว่าไม่มีสิ่งใดต้องสนทนากับหลี่ซือซือแล้ว นางนัดพบเขาผ่านหลี่กุ้ยเฟย เพียงแค่อยากปั่นหัว แล้วใช้อำนาจของฝ่ายนั้นบีบบังคับเขาให้รับนางเป็นฮูหยิน แต่มันย่อมหมายรวมถึงการที่เขาอยากเป็นพันธมิตรกับหลี่กุ้ยเฟยด้วย “ไม่ว่าองค์หญิงหกจะเป็นเช่นไร มีใจให้ข้าหรือไม่ นางก็ยังเป็นสตรีนางเดียวที่ข้าจะร่วมเตียง และยกย่องให้เป็นมารดาของบุตรชายหญิง สืบสายเลือดตระกูลกัง” สิ่งที่เขากล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม ส่งผลให้หลี่ซือซือโกรธแค้น นางจึงแผดเสียงลั่น แล้วตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียนจัด “ลิ้นนาง ดวงตานาง ฟัน หรือแม้แต่นิ้ว จะถูกควักถูกถอน และตัดออกมาทีละส่วน และส่งให้ท่านดูต่างหน้าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขจากข้า เตือนไว้ก่อนเลย ตระกูลหลี่ไม่เคยพูดเล่น พวกเราล้วนทำทุกอย่างได้โดยไม่ละอายต่อบาป” “ในที่สุดท่านก็ยอมรับว่า กักขัง







