Mag-log in“ท่านย่า ท่านอยู่กับหลานเพียงสองคนอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว สามีและบุตรชายของข้าตายไปตั้งแต่สงครามที่รบกับเมืองอันหยางครั้งสุดท้าย ส่วนลูกสะใภ้ป่วยตายเพราะต้องทำงานหนักหาเลี้ยงข้ากับหลานสาว นางเพิ่งจากไปเมื่อ2ปีก่อน ตอนนี้จึงเหลือกันอยู่เพียงสองย่าหลานเท่านั้น”
“ยิ่งมาเจอน้ำท่วมครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้ท่านย่าลำบากมากขึ้นไปอีกใช่หรือไม่?” เขาส่งยิ้มให้คนทั้งสองพร้อมยื่นขวดน้ำเต้าให้หญิงชรา
สตรีสูงวัยรับขวดน้ำเต้าพร้อมยิ้มตอบบุรุษหนุ่มตรงหน้า แต่หญิงชรากลับไม่ดื่ม นางยื่นขวดน้ำเต้านั้นให้หลานสาวดื่มก่อนจะหันมาพูดกับหลิวเลี่ยงลี่
“ลำบากที่ไหนกัน แค่นี้ไม่ลำบากเลยหากเทียบภัยพิบัตินี้กับสงครามครั้งก่อน อย่างน้อยเมื่อน้ำลงก็ยังมีที่ให้ข้ากับหลานสาวกลับไปได้ คนในครอบครัวก็ยังอยู่พร้อมหน้า ตอนนอนก็ไม่ต้องผวาตื่นเพราะกลัวข้าศึกบุกเข้ามา ทั้งยังต้องคอยพะวงกลัวบุตรหลานที่ออกไปรบจะมีอันตรายถึงชีวิต ทุกเช้าค่ำมิมีเสี้ยวเวลาใดที่ไม่รู้สึกเป็นกังวล ดังนั้นแค่นี้ไม่ถือว่าลำบากเลย” หญิงชรามองหน้าหลิวเลี่ยงลี่แล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้ก่อนเอ่ยต่อ
“เจ้ายังเยาว์วัยเห็นเรื่องเช่นนี้ย่อมคิดว่าลำบาก หากเจ้าโตกว่านี้ ได้พบเจอเรื่องราวมากกว่านี้ เจ้าจะรู้ว่าเรื่องลำบากกว่านี้ย่อมมีอีกมาก ยิ่งในยุคที่มีสงครามเกิดขึ้นได้เสมอแบบนี้ด้วยแล้ว เรื่องลำบากย่อมพบเจอได้ไม่ยาก” หญิงชรามองหน้าหนุ่มน้อยที่สวมชุดทหารตรงหน้า คิ้วของทหารผู้นี้ขมวดติดกันราวกับมีเรื่องให้ครุ่นคิด
“ท่านย่า แล้วถ้ามีคนมารุกรานเรา ท่านจะให้พวกเรายอมจำนนอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของบุรุษหนุ่มเต็มไปด้วยความข้องใจ หญิงชรามองหน้าเขาด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม
“ยายแก่คนนี้ก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่หวังใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ และหวังเพียงว่าเมืองหลิวผิงจะไม่ต้องทำศึกไปอีกยาวนาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่รักภูมิลำเนาของตน แต่หากมีทางออกอื่นย่อมดีกว่า เพราะการทำศึกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ ย่อมต้องมีครอบครัวที่ต้องสูญเสียอยู่ดี แต่หากเจรจาด้วยสันติไม่ได้ ชายชาติทหารอย่างเจ้าก็สมควรแล้วที่จะจับดาบยกโล่ เพื่อปกป้องคนข้างหลังและแผ่นดินที่เจ้าอาศัย เพื่อมิให้ผู้ใดมาข่มเหงคนที่อยู่ด้านหลังของเจ้าและแย่งแผ่นดินเกิดของเจ้าไป”
หญิงชรารู้ดีว่าหนุ่มน้อยตรงหน้าของนางหาใช่ทหารผู้ต่ำต้อย เพราะด้วยอายุเพียงเท่านี้ก็สามารถสั่งการทหารคนอื่นได้ ดังนั้นสตรีสูงวัยจึงไม่อยากให้เขาใจร้อนวู่วาม จึงเอ่ยเตือนสติอ้อม ๆ
คำของหญิงชราตรงหน้าทำให้หลิวเลี่ยงลี่เข้าใจแล้วว่าใยบิดาจึงส่งพี่สาวไปแต่งงาน แต่กลับไม่ยอมเปิดศึกกับหลัวหยางโหว หนุ่มน้อยเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจที่ใส่อารมณ์กับบิดา จึงขอแม่ทัพลี่หม่าเดินทางกลับมาเมืองหลิวผิงทันที
ณ ที่ว่าการเมืองหลิวผิง
หลิวเลี่ยงลี่กลับมาถึงตัวเมืองหลิวผิงก็ได้ยินข่าวตอบรับงานมงคลของพี่สาว ถึงจะรู้สึกขัดใจแต่เขาก็ต้องยอมรับอย่างจำใจ ครั้นหนุ่มน้อยมาถึงจวนผู้ว่าการเมืองหลิวผิง ก็ถามหาบิดากับผู้ดูแลจวนทันที จึงรู้ว่าบิดาอยู่ที่เรือนนอนของหลิวหลิงลี่
เมื่อหลิวเลี่ยงลี่มาถึงหน้าห้องนอนของหลิวหลิงลี่ เขาก็ยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตูเพื่อขออนุญาตคนที่อยู่ข้างใน แต่บังเอิญได้ยินคำพูดของพี่สาวที่คุยกับบิดา เขาจึงยั้งมือเอาไว้แล้วยืนฟังอยู่เงียบ ๆ แม้กระทั่งขณะที่คนทั้งสองร้องไห้กอดกัน เขาก็ได้แต่ยืนขอบตาแดงอยู่ลำพังด้านนอก
ขณะที่ฟังคนด้านในห้องทั้งสองสนทนากัน หลิวเลี่ยงลี่ก็คิดขึ้นมาได้ ‘ในเมื่อท่านพ่อทำหน้าที่เจ้าเมือง ส่วนพี่หญิงก็ทำหน้าที่บุตรีของลูกเจ้าเมือง ข้าซึ่งอนาคตย่อมต้องรับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อจากท่านพ่อ ก็สมควรต้องทำหน้าที่ของตนเองได้แล้ว’
ครั้นหลิวเลี่ยงลี่ได้ยินหลิวหลิงลี่พูดถึงตนเอง เขาจึงได้เปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามาได้อย่างไร ข้าให้แม่ทัพลี่หม่าพาเจ้าไปช่วยชาวบ้านที่ลี้ภัยน้ำท่วมที่อำเภอหาวหนานไม่ใช่หรือ?”
หลิวเลี่ยงลี่เดินเข้าไปยืนต่อหน้าบิดา ก่อนจะคุกเข่าและโขลกศีรษะลงกับพื้น
“ท่านพ่อลูกอกตัญญูพูดจาไม่ไตร่ตรองทำให้ท่านพ่อโมโห ตอนนี้ลูกคิดได้แล้วจึงมาขอขมากับท่าน ขอท่านพ่อโปรดลงโทษลูกด้วย” น้ำเสียงของหนุ่มน้อยหนักแน่น แต่ทว่าบางช่วงกลับสั่นเพราะความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจ
หลิวตงถึงจะตกใจต่อการกระทำของบุตรชาย แต่เขารู้สึกภูมิใจที่บัดนี้บุตรชายของเขาโตขึ้นแล้ว เขาลุกจากเก้าอี้ไปจับไหล่ของบุรุษอายุน้อยกว่า พร้อมยกยิ้มให้
“ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น คิดได้ก็ดี คิดได้ก็ดีแล้ว”
“ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าจะฝึกฝนให้มาก จะเอาอย่างท่านปู่ปกป้องเมืองหลิวผิงและท่านพ่อกับพี่หญิงเอง”
“แต่...” หลิวตงพูดได้คำเดียวก็โดนหลิวหลิงลี่เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ท่านพ่อตอนนี้อาลี่16หนาวไม่ถือว่าเด็กแล้ว หลัวหยางโหวตามท่านผู้เฒ่าหลัวโหวออกศึกตั้งแต่14หนาว อายุน้อยกว่าอาลี่เสียอีก ดังนั้นท่านพ่อควรหาท่านแม่ทัพสักคน มาสอนกลยุทธ์การต่อสู้และการศึกให้อาลี่แบบจริงจังเสียที”
“นั่นสิท่านพ่อ ลูกร่างกายแข็งแรงท่านพ่ออย่างได้ห่วงลูกเลย ที่ผ่านมาลูกได้แต่แอบฝึกมาตลอด เพราะไม่มีคำสั่งของท่านพ่อ แม่ทัพเหล่านั้นก็เลยไม่กล้าสอนลูกอย่างจริงจัง เพราะกลัวทำลูกบาดเจ็บแล้วจะถูกท่านพ่อตำหนิ” หลิวเลี่ยงลี่รีบกล่าวเสริมจากพี่สาว
หลิวตงได้แต่ระบายลมหายใจยาวก่อนจะยิ้มให้บุตรทั้งสอง “โตแล้ว บุตรของข้าทั้งสองโตแล้วจริง ๆ ”
หลิวตงใช้มือลูบหัวของบุตรทั้งสองอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ราวกับคนจะร้องไห้
“ถึงเวลาแล้วสินะ ที่พ่อจะต้องปล่อยให้พวกเจ้าได้ใช้ชีวิตของพวกเจ้า ต้องโทษพ่อที่ไร้ความสามารถไม่อาจปูทางเดินนี้ให้พวกเจ้าเดินได้อย่างสบาย”
“ท่านพ่ออย่าได้โทษตัวเองเลย หลังจากท่านปู่เสียไป ท่านก็ได้ปกป้องชาวเมืองและข้าสองพี่น้องมาอย่างดี ทั้งที่ท่านไม่รู้การศึกอีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอ แต่ยังเป็นเจ้าเมืองที่ดีมาได้ถึง7ปี ท่านพ่อเก่งมากแล้วเจ้าค่ะ ลูกภูมิใจในตัวท่านพ่อมากจริง ๆ และไม่เสียใจเลยที่เกิดเป็นบุตรีของท่าน” หลิวหลิงลี่กล่าวชมบิดา
“ท่านพ่อ ต่อจากนี้ลูกจะปกป้องท่านบ้าง ยังไงอนาคตลูกก็คือเจ้าเมืองคนต่อไป ไหนเลยจะยอมแพ้ท่านพ่อและท่านปู่ได้” หลิวเลี่ยงลี่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เฉินไทฮองไทเฮาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ไม่คิดช่วยบุตรชายเอ่ยแก้ตัว เพราะที่ผ่านมานางได้เอ่ยเตือนหลัวหยางฮ่องเต้ไปหลายคราแล้ว แต่เขากลับยังคงใช้วิธีเดิม ๆ กับหลัวอันอวี่ ดังนั้นสตรีวัยกลางคนจึงคิดว่าคนที่เรียนผูกย่อมต้องเรียนแก้ด้วยตนเอง จึงไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่งส่วนคนอื่น ๆ ที่ได้ยินก็ต่างก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แม้หลัวหยางฮ่องเต้จะหันมาขอความช่วยเหลือแล้วก็ตาม เพราะท่าทีของหลิวฮองเฮานั้นดุดันราวกับแม่เสือที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้ามายุ่งกับบุตรของตนในเมื่อเจ้าของบัลลังก์มังกรไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ ก็ได้แต่สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เพื่อรวบรวมความกล้าที่จะโต้เถียงกับภรรยาของตนเอง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันยกบุตรชายของตนเองให้ผู้อื่นเลี้ยงดูเป็นอันขาดทว่ายังไม่ทันที่หลัวหยางฮ่องเต้จะเปล่งวาจาอันใดออกมา เสียงเจื้อยแจ้วของหลัวอันหนิงก็ดังขึ้น“ม่ายช่าย ไม่ใช่นะ ท่านพ่อรักท่านพี่มากกว่าข้าเสียอีก” องค์หญิงอันหนิงเห็นพี่ชายเสียใจ เห็นมารดาโกรธ แต่บิดาไม่กล้าพูดจึงได้รีบเอ่ยช่วยบิดา“หนิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าข้างท่านพ่อ” หลัวอันอวี่เอ่ยเสียงแข็งอย่างไม่ตั้งใจองค์หญิงตั
“พ่อขอโทษ ทำเจ้ากลัวแล้ว พ่อจะตอบเดี๋ยวนี้ เจ้าอย่าร้องเลยนะ หนิงเอ๋อร์เด็กดีของพ่อ”เด็กน้อยได้ยินก็พยักหน้า ทว่าก็ไม่อาจบังคับน้ำใส ๆ เอาไว้ได้ น้ำตาที่คลออยู่หลั่งไหลออกมาเป็นสาย ด้วยความกลัวว่าจะทำให้บิดาไม่พอใจ สตรีตัวเล็กจึงได้รีบซุกหน้าเข้ากับแผงอกของบิดาทันทีที่น้ำใส ๆ ไหลล้นออกมา เพียงเพื่อไม่ให้ผู้เป็นบิดาได้เห็นน้ำตาของนางครั้นบุตรสาวโผเข้าหาหลัวหยางฮ่องเต้ก็ยิ่งกอดแน่นขึ้น ทว่าเพียงน้ำใส ๆ หยดลงบนอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ บวกกับร่างกายของบุตรสาวที่สั่นไหว ทำให้ความรู้สึกผิดในใจของหลัวหยางฮ่องเต้ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว เขากดจมูกลงบนกลุ่มผมของบุตรสาวเบา ๆ พร้อมกับเอามือลูบที่แผ่นหลังของสตรีตัวเล็ก ในใจของเขายามนี้ราวถูกมือที่มองไม่เห็นขยำหัวใจจนแทบแหลกละเอียดด้วยอายุยังน้อยความคิดจึงยังตื้นเขิน หลัวอันหนิงหารู้ไม่ว่าต่อให้นางเอาหน้าซุกบิดา ก็ไม่อาจปิดบังความเสียใจต่อหน้าเหล่าผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าได้ เพราะถึงจะไม่เห็นใบหน้าขององค์หญิงน้อย แต่ด้วยร่างกายของสตรีตัวเล็กที่สะอื้นนั้น ก็สะท้านให้เหล่าผู้ที่เห็นรับรู้ได้ว่าองค์หญิงตัวน้อยกำลังร่ำไห้อยู่“หนิงเอ๋อร์อย่าร้
เด็กชายตัวน้อยมองบุรุษหนุ่มผู้ให้กำเนิด ก่อนจะหันมาหาบุรุษหนุ่มที่อุ้มเขาเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน“ท่านอา ท่านใจดีอ่อนโยนกับข้าเสมอเลยขอรับ เพราะแบบนี้ข้าถึงชอบท่านที่สุดเลย”ประโยคนี้ของหลัวอันอวี่ทำเอาหลัวหยางถึงกับกำหมัดแน่น หน้าดำหน้าแดงขึ้นทันตา เพราะคำว่าชอบจากปากของบุตรชาย เขาเองยังไม่เคยได้ฟังสักครา ทว่าโอรสของเขากลับกล่าวคำนี้กับผู้อื่น“แต่ข้าไม่เป็นไรขอรับ ท่านพ่อพูดถูกแล้ว อย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ ล้มแค่นี้ข้าไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านอาอย่าได้กังวลเลย” หลัวอันอวี่พูดจบก็ยิ้มให้สวีจิ้งมู่คุณชายตระกูลสวียิ้มตอบก่อนจะปล่อยหลัวอันอวี่ลงยืน แล้วจัดแจงอาภรณ์ให้เด็กชายตัวน้อยตรงหน้า พลางเอ่ยด้วยความอบอุ่น “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”“จิ้งมู่หากเจ้าชอบเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่แต่งภรรยาสักคนแล้วมีบุตรเป็นของตนเองสักทีเล่า มาคอยเอาอกเอาใจบุตรของผู้อื่นอยู่ได้”สวีจิ้งมู่ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของหลัวหยางฮ่องเต้ ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูก บุตรของผู้อื่นเสียที่ไหนกันพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อฮองเฮาเป็นสหายของกระหม่อม เช่นนั้นบุตรชายของฮองเฮา ย่
หลังจากงานเลี้ยงครบสามเดือนของซื่อจื่อน้อย กุนซือที่ผ่านการมีครอบครัวมาก่อนก็ทนเห็นหลัวหยางโหวใช้เวลาอันมีค่าเสียเปล่าไปไม่ได้ จึงได้เอ่ยแนะนำให้เจ้าของจวนรีบผลิตทายาทคนต่อไป ในขณะที่ซื่อจื่อน้อยยังพอให้ผู้อื่นอุ้มเล่นอยู่บ้าง และไม่ติดหลิวหลิงลี่มากจนเกินไปนัก เพราะหากคุณชายน้อยอันอวี่โตขึ้นอีกนิดอาจจะไม่ยอมให้หลัวหยางโหวเข้าใกล้มารดาของเขา อย่างเช่นที่บุตรของตนเองทำด้วยคำแนะนำของกุนซือทำให้อีกหนึ่งปีต่อมา หลิวหลิงลี่ได้คลอดบุตรสาวอีกคน แต่การให้กำเนิดบุตรในครั้งนี้ทำให้หลิวหลิงลี่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และยังต้องพักฟื้นอยู่หลายวันจึงจะสามารถลุกขึ้นเดินได้ หลัวหยางโหวจึงไม่คิดให้หลิวหลิงลี่ตั้งครรภ์อีกส่วนฟางเซียวกับเสี่ยวหลี่หลังจากที่หลิวหลิงลี่คลอดคุณหนูอันหนิง ทั้งสองจึงได้ตกลงแต่งงานกัน เดิมทีเสี่ยวหลี่อยากอยู่ดูแลหลิวหลิงลี่อีกสักพัก เพราะหลังจากคลอดบุตรคนที่สองร่างกายของนายหญิงก็อ่อนแอ่ลงมาก แต่บังเอิญว่าท่านยายของเหนี่ยวเหนี่ยวได้เสียชีวิตแล้ว หลังเหนี่ยวเหนี่ยวไว้ทุกข์ได้หนึ่งปี หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่จึงส่งสาวใช้คนสนิทของหลิวหลิงลี่ที่อยู่เมืองหลิวผิงมาคอยดูแล เสี่ยวหลี่จึง
9เดือนต่อมาเช้าวันนี้มีของขวัญจากเมืองต่าง ๆ มากมายถูกส่งมาที่จวนตระกูลหลัว เพื่อมอบให้ซื่อจื่อน้อยในวัยครบสามเดือน ถึงแม้ว่าหลัวหยางโหวกับหลิวหลิงลี่จะมิได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตก็ตาม เพราะทั้งสองรู้ดีว่าญาติพี่น้องของตนเอง กำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องการขยายการค้า หากทั้งสองจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เฉินฟางหลาง หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่ และเผยไจ่เหวินก็จะต้องเดินทางมาที่เมืองอันหยาง เพื่อร่วมงานเลี้ยงครบสามเดือนของหลัวอันอวี่ และอีกเหตุผลคือยามนี้เงินในคลังเกือบครึ่งถูกนำไปสร้างวังหลวง ผู้เป็นนายแห่งจวนหลัวทั้งสองจึงจำเป็นต้องมัธยัสถ์เอาไว้ก่อน ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้นอกจากเหล่าขุนนาง ก็มีเพียงคนสนิททั้งสามของหลัวหยางโหว และสวีจิ้งมู่ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหนานเหลียน หลังจากกลับไปเยี่ยมบิดามารดามาเท่านั้นเดิมทีสวีจิ้งมู่คิดจะกลับมาให้ทันหลิวหลิงลี่คลอดบุตร ทว่าจางหลิงเยว่กับซางเซิ่นจือกำลังป่วยหนักด้วยกามโรค หลัวหยางโหวจึงขอให้ชายหนุ่มตระกูลสวีอยู่ที่เมืองหนานเหลียน จนกว่าทั้งสองจะตายจากไป เพื่อจะได้นำข่าวนี้มาส่งให้กับจางอ้ายเหลียนได้รู้ เพราะหากเป็นคนขอ
หนึ่งเดือนต่อมาภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวของคนทั้งห้าที่วางแผนทำร้ายหลิวหลิงลี่ ต่างทยอยส่งมาจากเมืองต่าง ๆ เริ่มจากหวงสือลิ่วบุตรชายนอกจวนของเจ้าเมืองหยวนสุ่ย เพียงเขากลับไปถึงเมืองหยวนสุ่ยได้ไม่ถึงสามวัน เผิงฮูหยินก็บีบบังคับให้เจ้าเมืองหยวนสุ่ยยกหยกขาวสลักลายบงกช ให้กับบุตรที่ยังไม่ลืมตาดูโลกในครรภ์ของนางทว่าเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกลับไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเขายังไม่แน่ใจว่าบุตรในครรภ์ของฮูหยินนั้นเป็นสตรีหรือบุรุษ แต่ความจริงหาใช่อย่างที่เจ้าเมืองหยวนสุ่ยเอ่ยไม่ ทว่าความจริงเป็นเพราะเขาไม่อยากทำผิดต่อสองแม่ลูกมากไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่ให้หวงสือลิ่วกับมารดาต้องออกจากจวนไปอยู่ข้างนอก เจ้าเมืองหยวนสุ่ยก็รู้สึกละอายใจต่อสองแม่ลูกมากแล้วในเมื่อเจ้าเมืองหยวนสุ่ยไม่ยินดีมอบหยกขาวสลักลายบงกชให้กับบุตรของเผิงฮูหยิน ภรรยาเอกของท่านเจ้าเมืองจึงไม่ลังเลที่จะหักหลังสามีของตนเองเพื่อบุตรในครรภ์ไม่ถึงสิบวันเผิงฮูหยินก็ให้แม่ทัพใหญ่เหยียนยกกองกำลังทหารมาก่อกบฏ แล้วสังหารเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกับหวงสือลิ่ว รวมถึงมารดาของเขา กับเหล่าภรรยาและอนุของหวงสือลิ่วด้วยหลังจากเจ้าเมืองหยวนสุ่ยตาย แม่ทัพใหญ่เหยี
“ดี ดี ข้าจะรอภรรยากับลูก ๆ ของพวกเจ้ามาคารวะ” สตรีวัยกลางคนกล่าวด้วยรอยยิ้มและน้ำตา“ท่านแม่...ท่านไม่ต้องห่วง ก่อนที่ข้าจะพาลูกกับภรรยาไปหาท่านที่ป้ายหลุมศพ ข้าจะส่งเผยฮูหยินไปอยู่เป็นเพื่อนท่านก่อน ท่านอยู่ในปรโลกจะได้ไม่เหงา” เผยไจ่เหวินมีสีหน้าแค้นเคืองขึ้นมาทันตา เมื่อกล่าวถึงเผยฮูหยิน“ได้ ๆ
ครั้นพิษที่ดื่มเข้าไปเริ่มออกฤทธิ์ ร่างกายของสตรีที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มมีแรงมากขึ้นกว่าเดิม ถึงจะไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะลุกเดินเหิน แต่ก็พอจะขยับร่างกายได้ตามใจชอบอย่างไม่ต้องฝืนสังขารตนเองมากนัก เมื่อสตรีวัยกลางคนรู้ว่าตนนั้นเริ่มมีแรง สิ่งแรกที่นางทำคือ การยกมือขึ้นลูบใบหน้าของบุตรชายเผยไจ่เหว
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด” บุรุษวัยกลางคนเอ่ย พร้อมจับแขนของเผยไจ่เหวินยังไม่ทันที่เหล่าบุรุษทั้งสี่จะลุกขึ้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเรียบเฉย แต่ทรงพลังหนักแน่นของชายหนุ่มเจ้าของจวน“ในเมื่อท่านหมอยอมช่วยถึงเพียงนี้ ข้าก็คงไม่อาจทำให้ท่านผิดต่อกฎที่ท่านยึดมั่นมาตลอดได้ ดังนั้นเข็มทั้งแปดเ
ยามเซิน [1] คนของเฉินอี้เหรินที่คุ้มครองอนุเหมยกลับมาที่เมืองอันหยาง ควบม้ามาที่จวนตระกูลหลัวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เพื่อขอให้พ่อบ้านไปตามหมอที่เก่งที่สุดมารอสตรีตระกูลเหมยแต่เมื่อคนของเฉินอี้เหรินได้ทราบจากพ่อบ้านประจำจวนว่า นายหญิงได้ให้บุรุษผู้ดูแลจวนไปหาหมอเอาไว้รอก่อนแล้ว เขาจึงได้เดินไปยังเรือ







