ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ร้ายกาจ (ยุค80)

ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ร้ายกาจ (ยุค80)

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-08-29
Oleh:  sanvittayamTamat
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
8.7
3 Peringkat. 3 Ulasan-ulasan
75Bab
6.2KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

อยู่ดี ๆ ก็ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ของบ้านหลี่ที่ใครต่างก็เบือนหน้าหนีเพราะเธอนั้นสุดแสนจะร้ายกาจ นิสัยยังเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ทำให้นีรชาแทบอยากจะตายอีกครั้งหากไม่มีสองแฝดที่น่ารักน่าเอ็นดูคอยยิ้มให้!!

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 รับวิญญาณมาผิดดวง

บทที่ 1 รับวิญญาณมาผิดดวง

ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกลางเมืองหลวง

ภาพบรรยากาศในร้านเวลานี้กำลังวุ่นวายเนื่องจากเป็นช่วงพักเที่ยง ทำให้พนักงานและคนที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณนี้ต่างก็มาใช้บริการร้านนี้กัน เนื่องจากคุณภาพอาหารที่ดีแล้ว ราคานั้นเจ้าของร้านยังคิดไม่แพง เป็นราคาที่ทุกคนจับต้องได้ แม้ร้านจะดูหรูหราเหมือนเป็นร้านของคนร่ำรวยก็ตาม

“ทั้งหมดห้าร้อยเก้าสิบบาทค่ะ รับมาหนึ่งพันบาท เงินทอนสี่ร้อยสิบบาท ขอบคุณมากคุณลูกค้านะคะที่มาอุดหนุน” นีรชา เจ้าของร้านแสนสวยกำลังสาละวนทอนเงินให้กับลูกค้าที่ต่อแถวจ่ายเงินกันอยู่ แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนแต่หญิงสาวกลับมีรอยยิ้มให้กับลูกค้าเสมอ

ความวุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน จวบจนถึงเวลาบ่ายสาม วัตถุดิบและข้าวของที่ร้านก็หมด นี่จึงเป็นเวลาพักของหญิงสาวและพนักงานทุกคน

“เฮ้อ...เหนื่อยจังเลย” หญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับเอนหลังไปกับพนักพิงเก้าอี้ แต่แล้วอยู่ ๆ เธอก็เกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา

“ซี๊ด...ทำไมช่วงนี้เจ็บหน้าอกบ่อยจัง คงต้องหาเวลาว่างไปหาหมอสักหน่อยแล้ว” เธอพูดขึ้นมาตามลำพัง ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า โดยไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

“ที่นี่ที่ไหนกัน ทำไมมีแต่หมอกควันแบบนี้ล่ะ!!” นีรชาเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่มีแต่หมอกควันหนาที่แทบจะไม่เห็นอะไรเลย จึงพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นกลับมีเสียงทรงพลังดังขึ้นมา พร้อมกับภาพบรรยากาศโดยรอบที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง “ที่นี่คือสถานที่สำหรับคนตายแล้ว

และเจ้าเองก็หมดลมหายใจไปแล้ว เรามาดูกันเถิดว่าระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่วเจ้ามีสิ่งไหนมากกว่ากัน นางสาวนีรชา...”

ในขณะที่กำลังอ่านชื่ออยู่นั้น ยมทูตท่านนี้พลันหน้าเปลี่ยนสีไปทันทีแล้วก็อุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นี่มันอะไรกัน!!”

ที่ยมทูตตกใจขนาดนั้นเป็นเพราะรายชื่อที่มีนั้นกลับไม่ใช่หญิงสาวตรงหน้า ‘แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไรดีล่ะ เวลาของที่นี่กับโลกมนุษย์ต่างกันมากเหลือเกิน แล้วหากวิญญาณของนีรชาคนนี้ยังไม่ถึงที่ตายเราจะ

ทำยังไงดี...’ ยมทูตได้แต่ถามตัวเองอยู่ในใจด้วยความหวาดหวั่น เพราะนี่คือการทำงานพลาดอย่างมากที่สุดในชีวิตการเป็นยมทูตของเขา

หญิงสาวรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่เย็นชา และภาวนาว่าคงไม่เหมือนในละครหรือนิยายที่เคยอ่านว่าเอาวิญญาณมาผิดดวงหรอกนะ

“หมายความว่ายังไงคะท่าน หรือว่าท่านเอาวิญญาณมาผิดดวงเหมือนในละคร”

“....” ยมทูตทำหน้านิ่ง ๆ อย่างพยายามคิดหาวิธีแก้ไขอยู่

“ว่ายังไงคะท่าน” ยิ่งไม่มีคำตอบกลับมา หญิงสาวยิ่งมั่นใจว่าเธอนั้นคาดเดาถูกต้อง จึงถามจี้ออกไปอีกเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ

“เอ่อ...เจ้าใจเย็น ๆ ก่อนนะ ข้าอธิบายได้ คะ คือว่า.. ข้าเอาวิญญาณมาผิดดวงน่ะ” ยมทูตที่โดนจ้องถามมาก็พยายามยกมือให้หญิงสาวใจเย็น ๆ และอธิบายอย่างตะกุกตะกัก

“ห๊ะ..เอาวิญาณมาผิดดวง” หญิงสาวทวนคำพูดของยมทูตอย่างตกใจ และพยายามตั้งสติก่อนจะถามออกไปอีกครั้ง “แล้วท่านจะอธิบายฉันอย่างไรคะ เรื่องที่ท่านเอาวิญญาณมาผิดดวง” นีรชาโกรธแทบควันออกหู การเอาวิญญาณมาผิดดวงนี่คืออะไร 

“เอ่อ...ข้าขอโทษ เอาเป็นว่าข้าจะส่งเจ้าไปเกิดใหม่ในที่ดี ๆ ก็แล้วกันนะ” ยมทูตเห็นอาการของหญิงสาวว่ากำลังโกรธก็รีบพูดขึ้นมา

“เหอะ ท่านก็พูดง่ายนะคะ แม้ว่าฉันจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ฉันก็มีชีวิตที่ดีมาตลอด ฉันมีทรัพย์สินมากมายที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วท่านจะจะให้ฉันทำอย่างไร พินัยกรรมก็ไม่ได้ทำไว้ สามีก็ยังไม่เคยมี แต่กลายเป็นว่าฉันใช้ชีวิตยังไม่คุ้มเลย แต่ต้องมาตายเพราะยมทูตรับวิญญาณมาผิดดวงนี่นะ” หญิงสาวยืนกอดอกสวนกลับคำพูดของอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ เพราะคิดว่าตนเองนั้นยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยก็มาตายเสียแล้ว แถมตายแบบผิดธรรมชาติอีกด้วย

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า เวลานี้ร่างกายของเจ้าคงทำพิธีเผาจนเหลือแต่เถ้ากระดูกแล้ว หากไม่ให้ข้าส่งเจ้าไปเกิดใหม่ เจ้าจะยอมเป็นวิญญาณเร่ร่อนอย่างนี้หรือไง” ยมทูตเอ่ยขึ้นมาบ้าง ตั้งแต่ทำงานมานี่เป็นครั้งแรกที่รับวิญญาณมาผิดดวง หากท่านพญายมรู้เข้า มีหวังเขาถูกทำโทษจนไม่ได้ไปเกิดแน่นอน

“เอาเป็นว่า ฉันขอพรวิเศษได้หรือเปล่าล่ะ ในเมื่อต้องไปเกิดใหม่เป็นใครไม่รู้” หญิงสาวพูดถึงข้อแลกเปลี่ยนขึ้นมา เพราะถ้าหากยมทูตตนนี้ส่งเธอไปเกิดผิดพลาดอีก อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวอดตาย และที่สำคัญเธอเคยอ่านนิยายมาบ้าง อย่างไรก็ต้องได้ของวิเศษเหมือนในนิยายสิ

ยมทูตรู้สึกคล้ายกับกินยาขม เพราะเวลานี้ไม่ต่างกับการถูกกรรโชกทรัพย์อย่างไรก็ไม่รู้ แต่เพราะความผิดพลาดของตนเองจึงยินยอมที่จะให้พรแก่หญิงสาว จึงถามออกไปเพื่อหยั่งเชิง “เจ้าอยากได้อะไรไหนลอง

บอกมาสิ”

“ข้อแรก ฉันต้องการมิติ ในนั้นต้องมีร้านอาหารและที่พักเดิมรวมถึงทรัพย์สินของฉันก่อนที่จะตาย เพราะถ้าเกิดเป็นลูกคนจนหรือเป็นเด็กกำพร้า อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ฉันอดตาย

ข้อสอง ฉันต้องการตาทิพย์ที่มองทะลุข้าวของที่ปิดทึบ และที่สำคัญฉันจะต้องสามารถมองทะลุก้อนหินทุกก้อนได้ เพราะหากสามารถมองทะลุหินที่เป็นหยกและพวกอัญมณีราคาแพงได้ นั่นจะทำให้ฉันสามารถสร้างเม็ดเงินและกิจการได้โดยไม่ต้องกลัวว่าต่อไปจะลำบาก

ข้อสาม ฉันต้องการปัจจัยสี่ทั้งหมดเพื่อดำรงชีวิตทุกอย่าง ทั้งของเด็กและคนโต เพราะถ้าท่านส่งฉันไปในยุคยากลำบากเหมือนในนิยายที่มีให้อ่านตามเวปต่าง ๆ ฉันจะแย่เอาน่ะสิหากไม่มีของกินของใช้ที่ต้องดำรงชีวิต”  

นีรชาบอกถึงความต้องการของตนเองพร้อมกับบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร ในเมื่อยมทูตตนนี้ยังรับวิญญาณของเธอมาผิดดวง การที่จะส่งเธอไปเกิดใหม่นั้นจะไม่ผิดพลาดหรือยังไง อย่างไรก็กันไว้ก่อนดีกว่า

“ข้อแรกและข้อสองฉันให้ได้ เพราะมันเป็นความผิดฉัน มีของสองสิ่งนี้ติดตัวก็ไม่ทำให้เธอลำบากแล้วไม่ว่าจะไปเกิดที่ไหน แต่ข้อสาม ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต มันเยอะมาก หากเธอไม่ระบุว่าต้องการอะไรบ้างฉันคงทำให้ไม่ได้...” ทันทีที่พูดจบก็หันไปมองนีรชา ทว่าสายตาที่เธอส่งมานั้นทำให้เขารู้ได้ว่าความซวยกำลังจะมาเยือนถ้าไม่ทำตามที่เธอต้องการ ดังนั้นเขาจึงรีบพูดขึ้นอีกครั้ง

“เอาแบบนี้ไหม ฉันจะใส่ห้างสรรพสินค้าไว้ให้ในมิติก็แล้วกัน

เธอต้องการอะไรก็เลือกเอาเองเถอะ” ว่าแล้วยมทูตตนนี้ก็ใช้นิ้วตวัดไปมาคล้ายกำลังวาดภาพ ไม่นานก็ปรากฏสร้อยหยกเส้นหนึ่งให้ที่คอของหญิงสาว จากนั้นเขาก็ยิ้มอย่างพอใจแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“นั่นคือสร้อยมิติ มันจะอยู่กับตัวเธอโดยไม่มีใครเห็น เดินตามฉันมาเถอะ ฉันจะพาไปเกิดใหม่” 

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวใช้มือจับสร้อยหยกแล้วยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเอ่ยขอบคุณ

จากนั้นนีรชาจึงเดินตามยมทูตท่านนี้ไปทันที ทว่าจู่ ๆ กลับมีใครก็

ไม่รู้มากระแทกจากทางด้านหลังจนหญิงสาวตกบ่อน้ำดัง ตู้ม!!

“ซวยแล้ว นีรชาจะแช่งฉันไหมเนี่ย แต่อย่างไรของที่ให้ไปคงทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากนะ”

ยมทูตกล่าวด้วยเสียงเบา และหวังว่าจะไม่ต้องเจอกับหญิงสาวอีก และขอให้หญิงสาวมีความสุขกับชีวิตใหม่

หมู่บ้านชิงหวง

ห้องเล็ก ๆ ที่อยู่หลังบ้านข้างครัว มีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งมองร่างของพี่สะใภ้ด้วยสายตาหวาดกลัว พร้อมกับโอบอุ้มหลานวัยเจ็ดเดือนไว้ใน

อ้อมกอด โดยมีร่างของหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ไม่ไกลกัน

“แม่คะ พี่สะใภ้จะเป็นอะไรไหมคะ” เด็กสาวเอ่ยถามแม่ตนเองเมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้ยังไม่ยอมฟื้น

“เจียวเหมยไม่เป็นอะไรหรอก แม่กลัวว่าหากฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าใครกลั่นแกล้งจนจมน้ำ แล้วจะลุกมาอาละวาดอีกน่ะสิ แม่ไม่อยากจะมีเรื่องกับบ้านใหญ่” หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นมาพร้อมกับมีสีหน้าหนักใจ หล่อนมีชื่อว่า ‘หนิงหงชุน’ แม่ของเด็กสาวที่ชื่อ ‘หลี่เหว่ยเหลียน’ และยังเป็น

แม่สามีของ หญิงสาวที่นอนสลบอยู่นั่นเอง

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

Ssert
Ssert
สนุก ครบทุกอย่างค่า
2026-01-25 11:57:09
0
0
Anděl K
Anděl K
จริงๆก็สนุกนะ แต่กระจายบรรยายซ้ำไปหน่อย ชนิดซ้ำซาก ลากเรื่อง บทไม่จำเป็นก็เขียนอออกมายังกะภาพยนตร์ที่มึกลิ่น จริง รวมดีๆ 50 ตอนก็จบแล้ว มัวแต่กระจายย้ายยึกยัก..เบื่อค่ะ
2025-12-10 03:41:23
0
0
Nattery
Nattery
เนื้อเรื่องน่าติดตาม มีครบทุกแบบ ดีนะที่ใช้ไอเทมได้คุ้ม ขอบคุณที่อัพเดทจนจบ
2025-11-27 00:56:20
0
0
75 Bab
บทที่ 1 รับวิญญาณมาผิดดวง
บทที่ 1 รับวิญญาณมาผิดดวงร้านอาหารแห่งหนึ่งในกลางเมืองหลวงภาพบรรยากาศในร้านเวลานี้กำลังวุ่นวายเนื่องจากเป็นช่วงพักเที่ยง ทำให้พนักงานและคนที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณนี้ต่างก็มาใช้บริการร้านนี้กัน เนื่องจากคุณภาพอาหารที่ดีแล้ว ราคานั้นเจ้าของร้านยังคิดไม่แพง เป็นราคาที่ทุกคนจับต้องได้ แม้ร้านจะดูหรูหราเหมือนเป็นร้านของคนร่ำรวยก็ตาม“ทั้งหมดห้าร้อยเก้าสิบบาทค่ะ รับมาหนึ่งพันบาท เงินทอนสี่ร้อยสิบบาท ขอบคุณมากคุณลูกค้านะคะที่มาอุดหนุน” นีรชา เจ้าของร้านแสนสวยกำลังสาละวนทอนเงินให้กับลูกค้าที่ต่อแถวจ่ายเงินกันอยู่ แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนแต่หญิงสาวกลับมีรอยยิ้มให้กับลูกค้าเสมอความวุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน จวบจนถึงเวลาบ่ายสาม วัตถุดิบและข้าวของที่ร้านก็หมด นี่จึงเป็นเวลาพักของหญิงสาวและพนักงานทุกคน“เฮ้อ...เหนื่อยจังเลย” หญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับเอนหลังไปกับพนักพิงเก้าอี้ แต่แล้วอยู่ ๆ เธอก็เกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา“ซี๊ด...ทำไมช่วงนี้เจ็บหน้าอกบ่อยจัง คงต้องหาเวลาว่างไปหาหมอสักหน่อยแล้ว” เธอพูดขึ้นมาตามลำพัง ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า โดยไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว“ที่นี่ท
Baca selengkapnya
บทที่ 2 อยากจะตายอีกครั้ง
บทที่ 2 อยากจะตายอีกครั้งนีรชาได้ยินคนสองคนคุยกันอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ใช่ภาษาบ้านเกิดของเธอ แม้อยากจะลืมตาขึ้นมาแต่ก็ลืมไม่ขึ้น อาจจะเพราะร่างกายนี้ยังไม่หายดีจึงได้นอนฟังหญิงต่างวัยสองคนนี้พูดคุยกันต่อ“นั่นสิคะ พี่สะใภ้มักจะไม่ค่อยยอมใครเสียด้วย ต่อให้ไปหาความจริง ก็คงจะไม่มีใครยอมออกหน้ามาเป็นพยานให้ หมู่บ้านนี้มีใครชอบพี่สะใภ้บ้างคะ ว่าแต่บ้านเราถูกให้แยกครัวออกมาแล้ว ทำไมปู่กับย่าถึงไม่ยอมให้พวกเราแยกบ้านค่ะ หรือหวังเงินที่พี่ใหญ่ส่งมาให้”หลี่เหว่ยเหลียนเอ่ยขึ้นมา เนื่องจากพี่ชายของเธอนั้นทำงานต่างเมือง และเงินเดือนที่ได้รับจะต้องแบ่งเข้ากองกลางครึ่งหนึ่ง แต่ตั้งแต่พี่ใหญ่แต่งงานมา พี่สะใภ้ก็ไม่ยอมแบ่งให้เหมือนเดิม โดยอ้างว่าไม่ต้องกตัญญูขนาดนั้นเพราะพ่อของเราได้ตายไปแล้ว จึงให้เพียงไม่กี่หยวนเท่านั้นทำให้ย่าไม่พอใจอย่างมาก จึงให้บ้านสามทุกคนย้ายมาอยู่ห้องเก็บของนี้ และให้แยกกันทำอาหาร แต่ยังให้บ้านสามรับผิดชอบซื้อเนื้อมาให้เดือนละหนึ่งครั้งเรื่องนี้ตอนแรกฟางเจียวเหมยไม่ยอม แต่เพราะแม่สามีขอไว้จึงยังไว้หน้าแม่สามี เลยซื้อเนื้อมาให้เดือนละครั้ง!!“เรื่องนี้แม่ก็จนปัญญา เพราะพี่ชา
Baca selengkapnya
บทที่ 3 ไม่ทิ้งคราบสะใภ้ร้ายกาจ
บทที่ 3 ไม่ทิ้งคราบสะใภ้ร้ายกาจเมื่อเห็นว่าแม่สามีกำลังจะออกจากห้องไป ฟางเจียวเหมยจึงรีบร้องห้าม “แม่ไม่ต้องออกไปหรอก ดูหลานอยู่ในห้องเถอะ ข้างนอกนั่นฉันจัดการเอง” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืนเหมือนกับคนที่ไม่ได้ล้มป่วยมาก่อน“ตะ...แต่” หนิงหงชุนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่ต้องการให้ลูกสะใภ้มีเรื่องกับบ้านใหญ่“ไม่มีแต่ค่ะ หรือแม่ต้องการให้ฉันอาละวาดตรงนี้” หญิงสาวพยายามนึกถึงท่าทางเดิมของร่างนี้ ก่อนจะพยายามแสดงออกมาให้เหมือนที่สุด จะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต“ได้ ได้จ้ะ แม่จะอยู่ดูหลานนะ” เมื่อเห็นท่าทีของลูกสะใภ้คล้ายจะกลับมาร้ายกาจเหมือนเดิม หนิงหงชุนจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักจากนั้น ฟางเจียวเหมยจึงได้ออกมาจากห้องเก็บของที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวสาม เมื่อออกมาก็พบกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งมาพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง“แม่สามีหล่อนล่ะ ไม่ออกมาด้วยเหรอ” ซ่งเจียฮุยสะใภ้ใหญ่ของบ้านใหญ่หลี่เอ่ยขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ“แล้วทำไมแม่ต้องออกมาล่ะ มีอะไรก็พูดกับฉันได้นี่นา” หญิงสาวถามกลับด้วยดวงตาใสแป๋วคล้ายกับไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายว่าถามถึงแม่สามีของตนเองทำไมเมื่อเจอท่าทางที่ไม่เคยพบ
Baca selengkapnya
บทที่ 4 สะใภ้ที่น่ารังเกียจ
บทที่ 4 สะใภ้ที่น่ารังเกียจกลับมาทางด้านซ่งเจียฮุย เมื่อเข้ามาในบ้านแล้วก็รีบวิ่งมาบอกแม่สามีทันที “แม่ค่ะ ตอนนี้บ้านสามช่างปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา เวลานี้สะใภ้สามไม่ยอมออกมาทำงานอีกแล้วค่ะ”ย่าหลี่ที่กำลังนั่งเอนกายอยู่ เมื่อลูกสะใภ้คนโปรดมารายงานว่าบ้านสามไม่ยอมออกมาทำงานจึงยกเท้ากระทืบกับพื้นด้วยความไม่พอใจ “หน็อย นังสะใภ้สามเอาความกล้ามาจากที่ไหนถึงไม่ยอมออกมาทำงาน เหอะ! คิดว่าฉันจะยอมหรือไง” ท่าทางของย่าหลี่นั้นดูโมโหมาก เพราะไม่คิดบ้านสามที่ไม่มีเสาหลักของครอบครัวจะกล้าแข็งข้อกับบ้านใหญ่แบบนี้“ฉันไม่เห็นน้องสะใภ้ออกมา แต่คนที่พูดคือ...” ซ่งเจียฮุยรีบพูดอีกครั้งและทำท่าทางเหมือนไม่อยากจะพูดออกมาเท่าไรนัก“นังหลานสะใภ้ร้ายกาจอีกละสิ” ย่าหลี่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉุนเฉียว เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครที่พูดแบบนี้“ใช่ค่ะแม่ หลานสะใภ้พูดว่าพวกเราก็มีมือมีเท้าไม่ได้พิการก็ทำกันเองสิ ทำไมต้องใช้บ้านสามด้วย...” จากนั้นซ่งเจียฮุยจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่หล่อนและลูกสะใภ้เจอให้แม่สามีฟังอย่างละเอียด นี่จึงทำให้แม่เฒ่าหลี่ไม่พอใจบ้านสามยิ่งกว่าเดิม และคิดว่าจะต้องกำราบหลานสะใภ้คนนี้เสียแล้ว“มันใช้
Baca selengkapnya
บทที่ 5 แม้จะลำบากก็ต้องสู้เพื่อครอบครัว
บทที่ 5 แม้จะลำบากก็ต้องสู้เพื่อครอบครัวส่วนทางด้านฟางเจียวเหมยก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก และพูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “นี่ยังน้อยไปค่ะย่า ป้าสะใภ้ใหญ่ ฉันจะปั่นป่วนบ้านใหญ่จนกว่าจะทนไม่ได้แล้วไล่บ้านสามและตัดขาดกับบ้านสาม เมื่อถึงเวลานั้นความสงบสุขก็จะกลับมาเยือนอีกครั้ง”หลี่เหว่ยเหลียนที่อยู่ในเหตุการณ์มาตลอดรู้สึกขนลุกกับท่าทีและรอยยิ้มของพี่สะใภ้ ก่อนหน้านี้ความร้ายกาจของพี่สะใภ้นั้นเธอและทุกคนล้วนรู้ดี แต่ความรู้สึกหลังจากนี้บอกว่ามันจะเป็นอย่างที่พี่สะใภ้ของเธอพูดจริง ๆเมื่อมาส่งน้องสามีที่ห้อง ฟางเจียวเหมยก็กำชับว่าห้ามเปิดประตูห้องจนกว่าเธอจะกลับมา“อย่าเปิดประตูห้องต้อนรับใครเด็ดขาดจนกว่าฉันจะกลับมาเข้าใจไหม บอกแม่ด้วย แม่ยิ่งหัวอ่อนอยู่” เธอสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มงวด“ค่ะ พี่สะใภ้” เด็กสาวตอบรับด้วยความหวาดกลัว และก็ยังก้มหน้าก้มตาเหมือนเดิม“โอ๊ย!! ฉันจะบ้าตาย ทั้งแม่ ทั้งน้องสามี ทำไมขี้กลัวอย่างนี้เลิกก้มหน้าก้มตาเสียทีเถอะ ถ้าอยากหลุดออกจากขุมนรกของบ้านหลังนี้ เราต้องสู้ เข้าใจไหม” หญิงสาวพูดออกมาอย่างขัดใจและอยากจะบ้าตายเมื่อเจอท่าทางของน้องสามี“เอ่อ...เข้าใจค่ะ ฉันจะพ
Baca selengkapnya
บทที่ 6 ค้าขายครั้งแรก
บทที่ 6 ค้าขายครั้งแรกฟางเจียวเหมย หลังจากเดินออกมาจากบ้านแล้ว หญิงสาวก็เดินตามทางมาเรื่อย ๆ ก่อนจะหลบเข้าข้างทางเพื่อตรวจสอบมิติที่ได้มา“ในนี้มีร้านอาหาร บ้านพักและห้างสรรพสินค้าจริง ๆ ด้วย แต่ถ้าฉันต้องสำรวจทั้งหมดคงเสียเวลาไม่น้อย เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันไปหาอาหารที่ร้านอาหารก่อนดีกว่า” หญิงสาวพูดกับตัวเองในตอนที่สำรวจทุกอย่างคร่าว ๆ แล้วจากนั้นหญิงสาวจึงเข้าไปที่ร้านอาหารของตนเองและตรวจสอบว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งในห้องเย็นที่เก็บวัตถุดิบนั้นมีทุกอย่างที่เธอต้องการ ก่อนที่เธอจะเลือกเนื้อหมู และผัก รวมถึงเครื่องปรุงเพื่อจะเอาออกไปประกอบอาหารเย็นนี้ เมื่อได้อาหารมาแล้ว เธอจึงเดินไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกดูขอใช้ให้ลูกๆ รวมถึงแม่และน้องสามี เนื่องจากเสื้อผ้าที่ใส่นั้นล้วนแต่มีรอยปะทั้งนั้น ก่อนจะเลือกเสื้อผ้าผู้ชายมาอีกหลายชุด ตามขนาดของพี่ชายและสามีของร่างนี้“เลือกเสร็จทุกอย่างแล้ว แต่เวลายังเหลือ ลองเข้าไปที่ตลาดมืดดีกว่า ต่อให้มีการเปิดให้ชาวบ้านทำการค้าได้ แต่อาหารก็ยังมีจำกัด ไม่แน่ว่าอาจจะหาลู่ทางหาเงินได้บ้าง”พูดจบแล้วเธอก็หาจักรยานที่คล้ายกับของยุคนี้มากที่สุด ก่อนจะปิดบังใบห
Baca selengkapnya
บทที่ 7 ของฝากที่น่าอิจฉา
บทที่ 7 ของฝากที่น่าอิจฉาฟางเจียวเหมยใช้เวลาอยู่ในตลาดมืดพักใหญ่ เมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านแล้ว และวันนี้เธอก็หาเงินได้หลายร้อยหยวน เลยตั้งใจจะกลับไปทำมื้อเย็นที่อร่อยให้ทุกคนกิน และตั้งใจจะไปชวนพี่ชายของร่างนี้มากินด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าพี่ชายจะไปล่าสัตว์อะไรมาได้ ก็มักจะเอามาแบ่งปันเธอเสมอในขณะที่ปั่นจักรยานกลับบ้าน หญิงสาวก็ใช้สายตาสอดส่องดูสองข้างทาง เผื่อว่าจะมีร้านค้าให้เช่า เพราะเงินไม่กี่ร้อยหยวนที่มีอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเซ้งร้านหรือว่าซื้ออะไรได้ อย่างน้อยเธอต้องหาเงินเพื่อซื้อตึกสักหลัง เพื่อเปิดร้านอาหารอย่างที่เธอถนัด และตั้งใจว่าจะเปิดร้านขายของให้พี่ชายด้วย เพราะถ้ายังอยู่บ้านฟางที่แม่เลี้ยงจอมวายร้ายคุมทุกอย่างในบ้านชาตินี้พี่ชายของเธอคงลืมตาอ้าปากไม่ได้แน่ ๆเมื่อเดินทางมาใกล้หมู่บ้าน ฟางเจียวเหมยจึงหลบเข้าข้างทางเพื่อเก็บจักรยานไว้ในมิติ และเอาของทั้งหมดที่เตรียมไว้ออกมา โดยใส่ตะกร้าแล้วสะพายไว้ข้างหลัง ก่อนจะเดินกลับเข้าหมู่บ้านด้วยท่าทีปกติ“เจียวเหมย น้องเข้าเมืองมาเหรอ มาเถอะ ส่งตะกร้ามาพี่เดี๋ยวพี่จะช่วยแบกเอง”ระหว่างทางนั้น เธอกลับได้ยินเสียงเรียกข
Baca selengkapnya
บทที่ 8 วางแผนจะแยกบ้าน
บทที่ 8 วางแผนจะแยกบ้าน“คิดอย่างที่ถี่ถ้วนแล้วใช่ไหม พี่ขอถามหน่อยสิว่า เจียวเหมยรู้จักพ่อค้าคนกลางได้อย่างไร และขายอะไรถึงได้กำไรมากมายขนาดนั้น”ฟางลู่เฉินตัดสินใจถามน้องสาวออกไป ที่ถามไม่ใช่เพราะอิจฉาหรือว่าต้องการอะไรของน้อง แต่เพราะเป็นห่วงกลัวว่าน้องสาวจะถูกหลอกนั่นเอง จึงได้ถามออกมาพร้อมกับสีหน้าที่มีความกังวลไม่น้อย“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ต่อให้ฉันจะเคยร้ายกาจแต่ตอนนี้ก็เริ่มมีความคิดแล้ว ฉันสงสารพี่อี้ข่ายที่ต้องทำงานคนเดียว อยู่ห่างลูกเมียและครอบครัว เป็นเวลาหลายเดือนถึงจะได้กลับมาบ้านสักครั้ง อีกอย่างนะพี่ ตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว ความคิดความอ่านก็ต้องเปลี่ยนไปบ้างล่ะ ฉันขอยังไม่บอกนะคะว่ารู้จักคนกลางได้ยัง ส่วนของที่ขายแล้วได้กำไรเยอะก็เป็นพวกเนื้อ พวกอาหารที่หายาก จึงทำกำไรได้มากแบบนี้” หญิงสาวตอบกลับพี่ชายพร้อมกับยิ้มให้อย่างเจ้าเล่ห์ โดยไม่ยอมความลับของเธอออกไป “งั้นแม่ขอถามได้ไหมว่าเจียวเหมยมีความคิดจะทำอย่างไร เรื่องที่จะให้บ้านใหญ่ยอมแยกบ้านกับเรา” คราวนี้หนิงหงชุนเอ่ยขึ้นมาบ้าง เนื่องจากเธอมองไม่เห็นทางเลยว่าจะสามารถแยกบ้านได้ เพราะที่ผ่านมานั้นเธอและลูกชายเคยพูดกับพ
Baca selengkapnya
บทที่ 9เป็นไปอย่างที่คิด
บทที่ 9เป็นไปอย่างที่คิดฟางเจียวเหมยอมยิ้ม ไม่คิดว่าทะลุมิติมาครั้งนี้จะมีพี่ชายที่รักตนเองมากอย่างนี้ “พี่ใหญ่ทำเท่าที่ไหวก็พอนะ อย่าฝืนตัวเอง จำแผนการที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ละ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับทวนความทรงจำที่พูดคุยกันก่อนหน้านี้กับพี่ชายฟางหลู่เฉินเกาท้ายทอยเล็กน้อยด้วยความเขิน เพราะเขาลืมเรื่องนี้ไปแล้วทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนลืมง่ายขนาดนั้น แต่คิดว่าประเดี๋ยวน้องสาวก็ลืมเช่นกัน “อืม พี่จะทำเท่าที่พวกเราจะอยู่ที่นี่ ตกลงไหม? มาเถอะเดี๋ยวพี่ช่วยก่อฟืนตั้งเตา”จากนั้นชายหนุ่มจึงเดินไปหยิบหินก้อนใหญ่ที่พอจะเอามาทำเป็นขาเตาได้ ก่อนจะลงมือก่อไฟให้น้องสาวด้วยความอบอุ่นหัวใจ เพราะมันนานแล้วเหลือเกินที่เขาและน้องสาวได้ใช้ชีวิตด้วยกันแบบนี้ฟางเจียวเหมยเมื่อเห็นว่าพี่ชายก่อเตาให้เรียบร้อยแล้ว ก็รีบมาจัดการในส่วนของตนเอง หญิงสาวหยิบกระทะใบใหญ่มาวางบนเตา ก่อนจะจัดการปรุงอาหารอย่างแรกด้วยความคล่องแคล่ว ส่วนพี่ชายอย่างฟางหลู่เฉินนั้นยกหม้อมาอีกใบเพื่อหุงข้าวช่วยน้องสาวสองพี่น้องต่างก็ช่วยกันทำอาหารอย่างขมักเขม่นและเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว จนหนิงหงชุนและหลี่เหว่ยเหลียนที่พาหลานฝาแฝ
Baca selengkapnya
บทที่ 10 ด่ามาด่ากลับไม่โกงค่ะ
บทที่ 10 ด่ามาด่ากลับไม่โกงค่ะ“แล้วมันผิดตรงไหนคะ ในเมื่อพี่ใหญ่คือพี่ชายฉัน ส่วนบ้านใหญ่มีสายเลือดของฉันหรือเปล่า ถึงได้มาเรียกร้องอย่างกับ...” ประโยคสุดท้าย ฟางเจียวเหมยเลือกที่จะไม่พูด แต่ให้คนบ้านใหญ่คิดเอาเอง“นี่แกกล้าด่าย่าสามีเหรอนังเจียวเหมย อีกอย่าง แกแต่งเข้าบ้านหลี่ ของทุกอย่างย่อมต้องเป็นของบ้านหลี่สิ มันไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านเดิม หากจะชวนคนอื่นกินอาหาร หล่อนต้องชวนบ้านใหญ่ก่อนสิ นี่อะไรกลับชวนบ้านเดิมของตัวเองมากินโดยไม่ชวนบ้านใหญ่ แบบนี้มันถูกต้องที่ไหนกัน” ซ่งเจียฮุยตอบด้วยความโกรธจัด เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายด่าตนเองและบ้านใหญ่“ฉันด่าย่าตรงไหนป้าสะใภ้ช่วยบอกหน่อยสิ แล้วการที่ฉันแต่งเข้าบ้านสามหลี่ก็ใช่ว่าของฉันที่นำติดตัวมาจะต้องให้บ้านหลี่ทั้งหมด ฉันใช้เงินจากสินเดิมของตัวเองซื้ออาหารและข้าวของมาให้ใครมันก็เป็นสิทธิ์ของฉัน บ้านใหญ่เกี่ยวอะไรด้วยล่ะ” ฟางเจียวเหมยย้อนกลับอย่างไม่เกรงกลัว อย่างไรร่างนี้ก็คือสะใภ้ที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจอยู่แล้ว หากจะด่ากลับพวกเห็นแก่ตัวคงไม่แปลกอะไรเหมือนกันเมื่อเจอคำตอบนี้ คนบ้านใหญ่ก็ถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้เพราะต้องการอาหารพวกนี้กลับ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status