LOGINเมื่อความเสียวซ่านเข้าสู่ร่างของหญิงสาว ความถี่ของมือที่รูดขึ้นรูดลงก็ถี่ยิบตามไปด้วย มือเล็กที่สาวขึ้นลงทำเอาชายหนุ่มสิ้นสุดความอดทน“อา!!! น้องหญิง ขะ ข้าไม่ไหวแล้ว” ชายหนุ่มเงยหน้าเผยอปากหายใจถี่ ก่อนจะปล่อยน้ำรักขาวขุ่นอุ่นร้อนพุ่งออกมาจากส่วนปลาย หยาดน้ำขาวขุ่นทะลักไหลเปรอะเปื้อนตามมือและผิวกายของหญิงสาวหลัวหยางโหวโน้มใบหน้าบดจูบปากแสนน่าเอ็นดูอีกครั้งอย่างพอใจ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าใกล้มือมาเช็ดทำความสะอาดน้ำขาวขุ่นที่เลอะเทอะบนตัวของสตรีตรงหน้าทว่าเพียงหลัวหยางโหวทำความสะอาดเรือนร่างของหญิงสาวเสร็จ หลิวหลิงลี่ก็ลุกขึ้นนั่งคร่อมบนตัวชายหนุ่มทันที ช่วงล่างที่ชื้นแฉะของหญิงสาว ทาบทับลงบนมังกรที่เพิ่งเริ่มหดตัวลง แต่เพียงหญิงสาวขยับสะโพกของนางเบา ๆ ให้ช่วงล่างได้เสียดสีกับเจ้ามังกร จากที่กำลังหดตัวก็ขยายตัวตื่นขึ้นมาพองโตเหมือนเดิม“อืม...อา” ปากของหญิงสาวส่งเสียงครางต่ำยั่วคนใต้ร่างเสียงครางหวานล้ำเปล่งออกมาปลุกเร้าอารมณ์ให้มังกรตัวเขื่องตื่นขึ้นเต็มตัว ทว่าบุรุษหนุ่มก็ยังคงพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ ให้หญิงสาวได้เป็นฝ่ายควบคุม ส่วนเขาได้แต่ระบายอารมณ์ด้วยการใช้ริมฝีปากขบเม้น
“อือ ข้ากลับมาแล้ว” หลัวหยางโหวตอบพร้อมกลืนน้ำลายลงคอลูกกระเดือกของหลัวหยางโหวเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลงหลายครา ในใจของเขาแทบอยากจะกระโจนเข้าไปตะครุบหญิงสาวบนเตียงให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าในเมื่อภรรยาสาวได้เตรียมรางวัลไว้ให้เขา ชายหนุ่มย่อมไม่ทำให้นางเสียแผน เขาจึงได้ยืนนิ่งรอดูท่าทีของนางว่าจะทำเช่นไรหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามารอนาน ก็ลุกจากเตียงแล้วเดินเข้าไปหาบุรุษที่ยืนนิ่งด้วยเท้าเปล่า ชายหนุ่มจึงรีบสาวเท้ายาวเข้าไปพร้อมกับช้อนตัวนางด้วยมือข้างเดียว เพราะกลัวว่าความเย็นจากพื้นจะทำให้นางไม่สบาย“จะทำอันใด อย่าลืมสุขภาพตัวเองด้วย” เจ้าเมืองหนุ่มเอ่ยตำหนิหญิงสาว ก่อนใช้จมูกกดลงบนแก้มของหญิงสาวเบา ๆ ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจูบนางมากกว่า แต่กลัวว่าตนจะยั้งอารมณ์ไม่อยู่“เจ้าค่ะ ท่านพี่” หลิวหลิงลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงยานคางเมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากหญิงสาว หลัวหยางโหวจึงอุ้มนางเดินไปยังเตียงนอน หลิวหลิงลี่จึงใช้แขนทั้งสองข้างคล้องคอชายหนุ่มเอาไว้ขณะที่ชายหนุ่มกำลังอุ้มภรรยาตัวน้อยมาที่เตียงนอน สาบเสื้อของนางก็แยกออกเผยให้เห็นสายเล็ก ๆ ของเอี๊ยมสีแดงที่ตัดกับผิวขาวรา
เมื่อหลัวหยางโหวกับแม่ทัพทั้งสามข้างกาย รวมถึงหลิวเลี่ยงลี่มาถึงโรงน้ำชา ก็เห็นขุนนางต่างถิ่นทั้งสองกับคุณชายตระกูลเผยพูดคุยกันด้วยท่าทีเป็นมิตร พวกเขาจึงไม่ได้ลงจากหลังม้าบุรุษที่อยู่ในโรงน้ำชาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวก็หันไปมองตามเสียง ครั้นเห็นบุรุษหนุ่มองอาจอยู่บนหลังม้า ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกไปหาหลัวหยางโหวทันที มัชฌิมบุรุษทั้งสองเข้าไปทำความเคารพเจ้าเมืองหนุ่มตามมารยาท“ข้ารู้จุดประสงค์ที่พวกท่านเดินทางมาแล้ว แต่อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดท่านแม่ของข้าแล้ว เช่นนั้นพวกท่านก็อยู่ร่วมงานเลี้ยงก่อนเถอะ จะได้ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกับคณะทูตจากเมืองต่าง ๆ ด้วย ส่วนคนที่เผยฮูหยินส่งมาข้าได้ส่งคนไปจัดการแล้ว รับรองว่าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องลำบากใจ”เจ้าเมืองหนุ่มเอ่ยขึ้นโดยไม่รอให้ขุนนางต่างเมืองพูดอันใดขึ้นมา ในเมื่อเผยไจ่เหวินดึงขุนนางทั้งสองมาเป็นพวกได้แล้ว หลัวหยางโหวจึงไม่คิดทำให้ขุนนางวัยกลางคนทั้งสองต้องอึดอัดใจ“ขอบคุณขอรับท่านโหว” ขุนนางจากเมืองอันป๋อทั้งสองประสานเสียงตอบพร้อมกันเติ้งอีทั่นกับฟู่ปู้ฝานได้ยินคำพูดของหลัวหยางโหว ก็รู้ทันทีว่า หากเมื่อครู่พวกเขาลงมือกับเผยไจ่
เผยไจ่เหวินยกยิ้มสองมุมปากกดลึกอย่างชัดเจน เพราะเขารู้ว่าทั้งสองคนกำลังเดินเข้าสู่แผนการที่เขาวางเอาไว้ เนื่องจากชายหนุ่มรู้ดีว่าขุนนางทั้งสองที่ไป๋ฉินหลงส่งมานั้น ได้รับผลประโยชน์และมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลซ่ง ตระกูลเดิมของเผยฮูหยินมาก่อน ดังนั้นการเดินทางกลับในครั้งนี้หากนักฆ่าจะลงมือ ขุนนางทั้งสองย่อมเปิดทางให้อย่างแน่นอนถึงหลัวหยางโหวจะส่งทหารและแม่ทัพเตียนอี๋ให้ติดตามเขาไปด้วย แต่เผยไจ่เหวินเองไม่อยากให้ใครตายเพียงเพื่อปกป้องเขาโดยไม่จำเป็น ดังนั้นชายหนุ่มจึงคิดดึงขุนนางทั้งสองมาเป็นพวก แต่หากไม่สำเร็จ เขาก็จะหาเรื่องให้แม่ทัพเติ้งอีทั่นลงมือกับเขา เพื่อให้หลัวหยางโหวมีข้ออ้างในการกำจัดขุนนางทั้งสองในเมืองอันหยาง“พวกท่านคงทราบเรื่องที่ข้าเป็นทูตของเมืองอันหยาง กับเป็นบุตรบุญธรรมของหลัวฮูหยินแล้วสินะ”“ใช่แล้วอย่างไร” เติ้งอีทั่นตอบกลับทันควันด้วยอารมณ์ที่ยังคงขุ่นเคือง“เช่นนั้นไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองรู้หรือไม่ว่า อำนาจทูตของข้านั้นมีขอบเขตมากถึงเพียงใด?” เผยไจ่เหวินยังคงตั้งคำถามกับขุนนางทั้งสองครานี้ชายวัยกลางคนสกุลฟู่ไม่ปล่อยให้แม่ทัพจากเมืองอันป๋อตอบ “ข้ารู้ว่าท่านโหว
“พวกเจ้ามาจับพวกมันให้ข้า!” แม่ทัพเติ้งอีทั่นออกคำสั่งเสียงดังครั้นได้ยินเสียงเรียกจากผู้เป็นนาย เหล่าทหารที่ติดตามขุนนางทั้งสองที่อยู่ทั้งในและนอกโรงน้ำชา รีบก้าวเท้ายาวกรูกันเข้ามาล้อมชายหนุ่มทั้งสี่คนเอาไว้อย่างรวดเร็วบุรุษทั้งสามที่ติดตามเผยไจ่เหวินจับดาบที่ตนเองพกมาแน่นขึ้น พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือหากถูกอีกฝ่ายรังแก ถึงจะคำนวณจากจำนวนคนแล้วว่าไม่อาจสู้ได้ แต่หากจะต้านคนเหล่านี้เพื่อให้เจ้านายของพวกเขาได้หนีก็หาใช่เรื่องยากแม่ทัพเติ้งอีทั่นกับรองเสนาบดีฟู่ปู้ฝานมองหน้าเผยไจ่เหวินอย่างคาดหวังว่า จะได้พบความหวาดกลัวอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม ทว่าพวกเขากลับต้องผิดหวังเมื่อเห็นมุมปากของคุณชายรองตระกูลเผยยกขึ้นข้างหนึ่ง อีกทั้งแววตายังไร้ซึ่งความหวั่นเกรง“พวกท่านคิดว่าข้าบังเอิญแวะมาจิบน้ำชาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?” เผยไจ่เหวินเอ่ยพลางยกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นแล้วเอียงหน้าลงเล็กน้อยอย่างคนสงสัย ทว่าเขาหาได้อยากฟังคำตอบไม่“หากพวกท่านอยากกลับไปในสภาพเช่นเดียวกันกับบุตรสาวของท่านเจ้าเมือง และพี่ชายต่างมารดาของข้า พวกท่านก็ลงมือได้เลย”เผยไจ่เหวินเอ่ยด้วยสีหน้าท้าทาย ถึงในใจจะไม่มั่นใจนักว่าหลัว
บุรุษหนุ่มทั้งสี่ควบม้ามาถึงโรงน้ำชาที่หลัวหยางโหวได้บอกเอาไว้ พวกเขาไม่รอให้ทหารที่ติดตามขุนนางจากเมืองอันป๋อออกหน้ามาขวาง ก็บังคับม้าให้หยุดก่อนจะตวัดขาอย่างสง่างามลงมาจากหลังม้าหลงอินกับซื่อฉงจูงม้าไปผูกเอาไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านข้างโรงน้ำชา ในขณะที่ทั้งสองเดินจูงม้าไปนั้น พวกเขาก็แอบใช้สายตาเหลือบแลโดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าขุนนางจากเมืองอันป๋อนำคนมากี่คน และมองหาทางหนีทีไล่เอาไว้เผื่อสถานการณ์ไม่สู้ดีอีกด้วยแม่ทัพเติ้งอีทั่นกับรองเสนาบดีฟู่ปู้ฝานที่นั่งจิบชาอยู่ในโรงน้ำชาเห็นบุรุษทั้งสี่ลงจากหลังม้า โดยที่คนของเขามิต้องเข้าไปขวาง การกระทำของเผยไจ่เหวินและผู้ติดตาม ทำให้ฟู่ปู้ฝานนึกสงสัย ต่างจากเติ้งอีทั่นที่ดีใจเพราะไม่ต้องออกแรง“วันนี้ช่างเป็นวันดีเสียจริง ข้าอุตส่าห์ให้คนของข้านั่งอยู่บนหลังม้า เพราะกลัวว่าบุตรของอนุผู้นี้จะหลบหนีไม่ยอมเจรจา ทว่าเขากลับอยากแวะพักจิบชา ทำให้ข้าและคนของข้าไม่ต้องเปลืองแรงเปลืองเวลาไล่ตามจับ” เติ้งอีทั่นเอ่ยพลางยกยิ้ม“ท่านอย่าได้ชะล่าใจไป ไหนเลยจะมีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้ มิแน่ว่าทุกอย่างในยามนี้ อาจอยู่ในสายตาของหลัวหยางโหวแล้วก็เป็นได้ ดัง







