LOGINในวันที่สวี่ซินรู้ตัวว่าย้อนเวลากลับมาในอดีตเมื่อชาติที่แล้วอีกครั้ง เรื่องราวต่าง ๆ ที่เลวร้าย สามีที่ตายเพราะตนเอง และมารดาที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้คนที่รักนางต้องตายอีก
View Moreในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด สวี่ซินหลับใหลเหมือนเช่นทุกคืน และทุกครั้งที่ดวงตาปิดลง นางมักฝันเห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งเสมอ ชายหน้านิ่งผู้นั้นมีดวงตาคมดุจนน่าหวาดหวั่น แม้รูปลักษณ์จะหล่อเหลาน่าเอ็นดู หากแต่ในความฝันกลับมีเพียงความโกรธแค้นฉายชัดในแววตา ไม่รู้เลยว่านางเคยล่วงเกินสิ่งใดให้เขาโกรธเกลียดได้ถึงเพียงนั้น
สวี่ซินสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าร้อนผ่าว นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ‘ฝันเรื่องนั้นอีกแล้วหรือ? ชายในฝันผู้นั้นเป็นใครกันแน่…’ นางพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ตั้งแต่เกิดมาจนอายุยี่สิบห้า ปีหลังมานี้นางฝันเช่นนี้ติดต่อกันมาห้าปีเต็ม เมื่อแรกเริ่ม นางมองเห็นเพียงเงาร่างลางเลือนของชายผู้นั้น แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพนั้นยิ่งคมชัดขึ้นทุกที ทั้งแววตา ท่าทาง และบรรยากาศรอบตัวก็สมจริงจนน่าหวาดหวั่น ราวกับนางเคยมีชีวิตอยู่ในโลกนั้นจริง ๆ และในความฝันนั้น ชายผู้นั้นหาได้มองนางด้วยความรัก หากกลับแฝงไว้ด้วยแรงโกรธแค้นลึกล้ำ ยิ่งฝันครั้งนี้ยิ่งชัดเจน… ยิ่งน่ากลัว ชายผู้นั้นพยายามจะทำบางสิ่งกับนางอยู่เสมอ ขณะที่นางก็หนีอย่างอ่อนแรงและหวาดหวั่น ไม่เคยรอดพ้นไปได้เลย ในฝัน นางพายเรือลอยเคว้งกลางทะเลกว้าง ไม่เห็นแม้แต่ฝั่งไกลตา ทว่ามีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังว่ายน้ำตามมาอย่างไม่ลดละ ความรู้สึกกลัวแล่นเข้าจับใจ แม้จะบอกตัวเองว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน ไม่มีทางเป็นจริงได้ แต่นางก็อดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ สวี่ซินลุกขึ้นอาบน้ำ เตรียมตัวออกไปทำงานเช่นทุกวัน แม้ใจยังอึดอัดและไม่รู้ว่ากังวลเรื่องใดกันแน่… หลังเลิกงาน นางแวะกินข้าวข้างทางพร้อมจิบเหล้าย้อมใจเพียงเล็กน้อย หวังเพียงค่ำคืนนี้จะไม่ต้องฝันเห็นชายผู้นั้นอีก เมื่อนางกลับถึงห้อง ก็ล้มตัวลงนอนทันที ความเหนื่อยล้าจากการงานและการอดนอนสะสมทำให้นางเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว คืนนั้นนางหลับสนิทกว่าทุกคืน… แต่ในความฝัน ก็ยังเป็นชายคนเดิม คนที่ไล่ล่านางมาตลอดห้าปี หากแต่ฝันในคราวนี้แตกต่างออกไป… คราวนี้นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หากกลับกลายเป็นผู้เฝ้ามองจากที่ไกล นางมองเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กับหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งเรือไปด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศสงบงดงาม ทว่าเมื่อเรือแล่นไปถึงจุดซึ่งสายน้ำเชี่ยวกรากวนเวียนเป็นวงกลมน่าหวาดกลัว จู่ ๆ หญิงสาวกลับผลักชายหนุ่มตกลงไปในกระแสน้ำนั้น สวี่ซินอุทานด้วยความตกใจ นางเห็นชัดเจน…รอยยิ้มสมใจของหญิงสาวผู้นั้น เมื่อนางพยายามโน้มตัวลงไปดูชายแปลกหน้าและเอื้อมมือหวังจะดึงเขาขึ้นมา กลับเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ชายผู้นั้นโผล่ขึ้นจากสายน้ำ…จ้องนางด้วยสายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะคว้ามือของนางฉุดลงไปพร้อมกัน สวี่ซินดิ้นรนพยายามจะว่ายขึ้นมาจากน้ำ แต่ทุกครั้งที่นางจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ ชายผู้นั้นกลับกดร่างนางจมลงไปอีก ราวกับไม่ยอมให้นางหลุดพ้นจากความผิดที่ไม่รู้ว่าเคยก่อไว้เมื่อใด ในวินาทีสุดท้ายที่กำลังสิ้นใจ มีมือหนึ่งยื่นเข้ามาฉุดร่างนางขึ้นจากผืนน้ำ สวี่ซินหอบหายใจเฮือกใหญ่ สูดอากาศเข้าเต็มปอด ดวงตาพยายามลืมขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาที่ใบหน้า และภายใต้แสงนั้นเอง นางเห็นเงาชายที่ฝังแน่นอยู่ในฝันตลอดห้าปี ความกลัวแล่นปราดกลับมาทันทีที่ภาพนั้นปรากฏ นางรีบผลักชายผู้นั้นออกห่างโดยสัญชาตญาณ “นี่ท่านจะทำอันใดกันแน่!” นางร้องถาม สายตากวาดไปรอบตัว พบเห็นชาวบ้านแต่งกายมอซอ และที่น่าตกใจกว่านั้น… นางนอนอยู่บนชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง! “หลิวซิน เจ้ายังมีสติหรือไม่?” เสียงหญิงชราผู้หนึ่งเอ่ยถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ สีหน้าฉายชัดถึงความเป็นห่วง “ข้า…หรือ?” นางชี้มือตัวเองอย่างสับสน “ตกน้ำจนปัญญาอ่อนไปแล้วหรือไร ถึงจำชื่อตนเองมิได้?” หูหลันถามพลางขมวดคิ้ว หลิวซินมองหญิงผู้นั้นนิ่งไปชั่วครู่ พยายามรื้อฟื้นความทรงจำเท่าไรก็นึกไม่ออก หรือว่านางจะเสียสติไปจริง ๆ? “ข้าไม่เป็นไร…” สวี่ซินตอบเสียงเบา พลางกวาดตามองชาวบ้านที่เริ่มทยอยเดินเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้ “เจ้ายังจะบอกว่าไม่เป็นอะไรอีกหรือ? เจ้าเป็นหญิงยังมิได้ออกเรือน แต่กลับถูกเนื้อต้องตัวกับบุรุษเช่นนี้ จะให้พวกเราทำเป็นไม่เห็นได้อย่างไรกัน เจ้าเองก็ต้องแต่งงานกับเขาเสีย!” “ใช่ ๆ เจ้าต้องแต่งกับตงจวินแล้วล่ะ พวกเราก็เห็นกันเต็มตา ช่างน่าอับอายจริง ๆ” เสียงชาวบ้านเริ่มดังเซ็งแซ่จนสวี่ซินรู้สึกอึดอัด นางยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมด้วยความสับสน ในยามนี้มิได้สนใจเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศ ขอเพียงมีเวลาสักครู่ให้นางได้ตั้งสติและคิดทบทวน “เหตุใดข้าจึงต้องแต่งงานด้วยเล่า? ข้าเพียงตกน้ำ แล้วก็มีผู้ช่วยชีวิตขึ้นมาเท่านั้นเอง!” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่ยังพยายามรักษาความมั่นคงเอาไว้ “หรือเจ้ารังเกียจตงจวินเพราะเขายากจน เจ้าถึงไม่ยินดีจะแต่งกับเขาใช่หรือไม่?” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากเบื้องหลัง สวี่ซินหันกลับไปมอง เห็นหญิงหน้าตาหยาบกร้านผู้หนึ่ง สีหน้ามิได้แสดงความเป็นมิตรแม้แต่น้อย สายตานางเลื่อนไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ไม่ห่าง เขาเงียบขรึม แววตาเรียบนิ่งราวกับมิได้สนใจสิ่งใด ทั้งที่เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับตนโดยตรง “เจ้าพูดออกมาได้อย่างไร! เรื่องฐานะก็ส่วนหนึ่ง แต่หากมิได้มีใจให้กัน จะให้แต่งงานกันได้เยี่ยงไร? การแต่งงานควรเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย!” สวี่ซินเอ่ยเสียงหนักแน่น นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องเผชิญมาก่อน “ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอม เช่นนั้นก็ต้องไปแจ้งเรื่องนี้ให้มารดาของเจ้าทราบ นางคงจะดีใจนักที่ลูกสาวขายออกเสียที” เหอซานกล่าวพลางหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจ นางรู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นหลิวซินตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ใบหน้างดงามของอีกฝ่ายยิ่งทำให้นางรู้สึกริษยาไม่เลือนหาย “จริงดังที่เหอซานว่า เรื่องนี้ต้องให้มารดาของนางเป็นผู้ตัดสิน จะเลือกขายหน้า หรือจะขายลูกสาวออกไปก็ว่ากันไป!” เสียงเห็นด้วยดังขึ้นเป็นทอด ๆ ขณะที่เสียงชาวบ้านยังถาโถมกดดันให้แต่งงาน จู่ ๆ ก็มีหญิงผู้หนึ่งวิ่งมาด้วยท่าทางร้อนรน “หลิวซิน! ลูกแม่ เป็นอย่างไรบ้าง?” หญิงผู้นั้นรีบทรุดตัวลงข้างกาย เอื้อมมือแตะหน้าผาก ลูบศีรษะ พลิกตัวลูกสาวซ้ายขวาเพื่อตรวจดูว่ามีบาดแผลใดหรือไม่ เห็นท่าทางเป็นห่วงของหญิงผู้นั้น สวี่ซินรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงคนนี้ต้องเป็นมารดาของนางแน่ “ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ…” นางตอบเสียงแผ่ว พยายามฝืนยิ้มเพื่อให้มารดาเบาใจ “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้น…กลับบ้านกันเถิด” กัวหยุนค่อย ๆ ประคองลูกสาวให้ลุกขึ้นอย่างทะนุถนอม แต่ก่อนจะเดินจากมา เสียงของชาวบ้านก็ยังไม่ยอมจางหาย “กัวหยุน! เจ้าจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉย ๆ หรือ หากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า ลูกสาวเจ้าคงไม่มีใครกล้าสู่ขออีกแล้ว!” “ใช่แล้ว เจ้าควรคิดให้รอบคอบ เรื่องเช่นนี้มิอาจมองข้ามได้!” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น กัวหยุนเริ่มลังเล แม้จะสงสารบุตรสาวเพียงใด แต่ธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่บ้านนี้ก็ไม่อาจละเลยได้ หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน หากถูกเนื้อต้องตัวกับบุรุษ ย่อมถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย แม้จะงดงามเพียงใด ก็อาจไม่มีใครกล้ามาขอแต่ง นางหันไปมองหลิวซินด้วยสายตาเวทนา ลูกสาวที่เลี้ยงดูมาด้วยความรักและหวงแหน วันนี้กลับต้องมาเผชิญเรื่องอัปยศเช่นนี้ แต่เมื่อสายตาหญิงชราเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้ช่วยลูกสาวเอาไว้ ใจของนางก็คล้ายเบาลง แม้ตงจวินจะไร้พ่อแม่ ไม่มีผู้ใดค้ำจุน แต่เขาเป็นชายหนุ่มขยันขันแข็ง และเป็นที่หมายปองของหญิงสาวในหมู่บ้านมากมาย รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แม้ดวงตาจะดูดุอยู่บ้าง แต่ก็ดูน่าเชื่อถือกว่าบัณฑิตบางคนที่ลูกสาวเคยหมายตาเสียอีก…“เด็กน้อยของพ่อ… เจ้าช่างน่าเอ็นดูนัก” ตงจวินมองลูกน้อยในอ้อมแขน พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและปลื้มปิติ กัวหยุนซึ่งเพิ่งดูแลลูกสาวเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาจากห้องด้านใน พอเห็นภาพสองพ่อลูกอยู่เคียงกัน นางก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ “เป็นอย่างไรเล่า ลูกของเจ้าเหมือนเจ้าหรือไม่” นางเอ่ยถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ มองดูหลานชายทั้งสองอย่างพินิจ เด็กน้อยทั้งคู่เป็นเพศชาย แต่กลับมีใบหน้าที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนแฝดทั่วไปเลยสักนิด “ข้าว่าพวกเขาไม่เหมือนกันนัก คนหนึ่งหน้าตาคล้ายข้า ส่วนอีกคนกลับเหมือนหลิวซินอยู่มาก” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “แต่ไม่ว่าจะเหมือนใคร ข้าเพียงอยากให้พวกเขาเติบโตเป็นคนเก่งเหมือนภรรยา และแข็งแรงเหมือนข้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” กัวหยุนหัวเราะเบา ๆ และมองเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของตงจวินอย่างเอ็นดู ตงจวินคิดถึงภรรยาที่นอนอยู่ด้านในห้อง ถึงจะรู้ว่านางปลอดภัยแต่ก็อดห่วงไม่ได้ “ตอนนี้ภรรยาข้าหลับแล้วหรือ” เขาหันไปถามแม่ย้ายด้วยสายตาเป็นห่วง “หลับไปแล้ว” กัวหยุนตอบคำถามให้ตงจวินเบาใจลง ตงจวินพยักหน้า ก่อนอุ้มลูกชายทั้งสองเข้าไปในห้องที่ภรรยานอนพักอยู่ ภาพ
หลิวซินที่โผล่ขึ้นจากน้ำ มองเห็นเงาเรือลาง ๆ อยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นตงจวิน ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเขา…ดวงตาคู่นั้นกลับคลอไปด้วยน้ำตาใส“ข้ากลับมาแล้ว” นางกล่าวเบา ๆ ด้วยเสียงสั่นไหว ดวงตาเปี่ยมด้วยความคิดถึงและโหยหาตงจวินรีบดึงร่างหลิวซินขึ้นมาจากน้ำ แล้วโอบกอดนางแนบอกแน่นราวกลัวว่าจะสูญเสียอีกครั้ง ความอบอุ่นจากร่างบางทำให้หัวใจที่แห้งแล้งถูกเติมเต็มในพริบตา เสียงของเขาแผ่วพร่าจากการกลั้นสะอื้น “เจ้าหายไปไหน ข้าคิดถึงเจ้ามาก…จริง ๆ”เขาซบหน้าลงที่ซอกคอของภรรยาแน่น ก่อนเงยหน้ามองใบหน้าอ่อนหวานที่คิดถึงมานานเหลือเกินหลิวซินลูบหลังสามีเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาและใบหน้าที่บวมแดงจากการร้องไห้ไม่รู้กี่คืน นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ามีเรื่องมากมายเหลือเกิน อยากเล่าให้ท่านฟัง” เพียงไม่กี่วัน…ชีวิตของนางกลับผ่านเหตุการณ์มหัศจรรย์เกินจะเอ่ย“เจ้าไปอยู่ที่ใดมา รู้หรือไม่ว่าพี่เป็นห่วงเพียงใด” เขาพูดพรั่งพรูด้วยความรู้สึกที่เก็บกดมานาน ทั้งคิดถึง ทั้งหวาดกลัวจะสูญเสียนางไปอีก“ตอนที่ข้าช่วยท่าน ข้าก็หมดสติไป ไม่รู้เลยว่าร่างของข้าเข้าไปในมิติตั้งแต่เมื่อใ
“นั่นเสียงหวงหานนิ!” ผู้ใหญ่หางเจ๋ยรีบยกคบเพลิงขึ้นส่องไปยังทิศที่ได้ยินเสียงนั้น“ข้าก็ได้ยินเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านเรารีบเข้าไปดูเถิด” ชายผู้หนึ่งที่มาช่วยตามหาเอ่ยเร่งด้วยความร้อนใจกัวหยุนซึ่งกำลังร้องไห้ตามหาลูกสาว ได้ยินดังนั้น นางไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปยังเรือที่เพิ่งเทียบท่าทันที พอเห็นภาพตรงหน้า หวงหานพาตงจวินนอนสลบไม่ได้สติ นางกลับมองไปรอบ ๆ แล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เพราะไม่เห็นร่างของลูกตนแม้แต่น้อย“หลิวซินเล่า… เจ้าพบนางหรือไม่?” เสียงนางสั่นพร่า ทั้งกลัวทั้งสิ้นหวัง“ท่านป้า…” หวงหานหลบตา น้ำตาไหลอาบแก้ม“ไม่จริง… เจ้าตอบข้ามาเถิด เจ้าพบนางหรือไม่!” กัวหยุนเอ่ยเสียงสั่น มองอีกฝ่ายที่น้ำตาไหลไม่หยุด“หลิวซิน… นางจมลงไปใต้ทะเลขอรับ” เขาพูดออกมาทั้งน้ำเสียงสั่นเครือ“ไม่จริง… ลูกของข้าว่ายน้ำเป็น นางต้องรอดแน่! นางจมลงไปตรงไหน?” กัวหยุนถามเสียงสั่น สติเริ่มเลือนลาง“นางจมตรงน้ำวนขอรับ… พร้อมกับเจียงหมิง” หวงหานตอบพลางหันไปมองผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเดินเข้ามา พร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน“เจ้าว่าอย่างไรนะ… น้ำวนหรือ?” หางเจ๋ยถึงกับหน้าถอดสี เพราะใคร ๆ ต่างรู้ดี ว่าผู้ใดตกลงไปในน้ำวนนั้น… ไม่ม
“นั่น พวกเขาอยู่ตรงนั้น” หลิวซินชีกระชับฝีเท้าไปยังด้านหน้าท่าเรือที่มีเรือจอดอยู่หวงหานชะโงกมองไปยังเรือลำหน้า มือสั่นเล็กน้อยในความเป็นห่วงแล้วร้องเรียก “ตงจวิน ใช่เจ้าหรือไม่!”ตงจวินซึ่งพยายามดันเจียงหมินออกจากตัว ได้ยินเสียงคุ้นหูนั้น หัวใจที่เคยแตกสลายกลับเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเสียงเพื่อนชายผสานกับเสียงหวานที่คุ้นเคยดังมาในความมืด “หวงหาน ข้าอยู่ที่นี่ หลิวซิน เจ้าปลอดภัยหรือไม่” เขาตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราวกับได้ยึดเอาชีวิตคืนมาหลิวซินน้ำตาไหลพรั่ง นางสะอื้นแล้วบอกเสียงสั่น “ตงจวิน ข้าปลอดภัยแล้ว ท่านอย่ากังวล” เสียงร้องของหลิวซินหวานปนสั่นดังขึ้น เพื่อปลอบให้ความกลุ้มของเขาค่อยๆ เบาบางเจียงหมิงได้ยินชื่อหลิวซิน สีหน้าจึงซีดเซียว เขาไม่คิดว่าสตรีคนนั้นจะรอดจากเปลวเพลิงได้ จึงลงแรงมากขึ้นกับคนตรงหน้าก่อนที่หลิวซินจะมาถึง เจียงหมิงได้นั่งเรือมากับตงจวิน จนพบจุดน้ำวน และถามจนออกรู้ความว่ามีถ้ำที่หายใจได้ตรงนั้น ความตื่นเต้นแวบขึ้นในใจเขา เมื่อเห็นจังหวะที่ตงจวินไม่ทันระวัง เขาสาดผงสีขาวตรงหน้าอีกฝ่ายทันที ผงมึนงงที่กลิ่นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้สับสนและควบคุมตัวเองได้ยาก“เจ้าทำอะไ












reviews