Masukหลายวันต่อมา...วันนี้เมิ่งเฟยเทียนหยุดงาน เพราะเขาเองก็อยากมีเวลาอยู่กับภรรยาเหมือนกัน เขาเลยพาเธอเที่ยวไปทั่วเมือง อีกทั้งยังซื้อของให้หลายอย่าง ทั้งที่หลินเม่ยเม่ยบอกแล้วว่าไม่อยากได้อะไร นั่นเพราะในระบบเธอ สามารถแลกทุกอย่างออกมาได้อยู่แล้วทั้งสองเดินเที่ยวจนบ่าย และได้ไปซื้อวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเย็น จากนั้นก็พากันกลับบ้านพอกลับมาถึงบ้าน เมิ่งเฟยเทียนก็ยังชวนภรรยาเข้าครัว เพื่อทำอาหารให้กับทุกคนกิน“เราไปทำอาหารกันเถอะ วันนี้พี่จะทำอาหารให้ทุกคนกินเอง เม่ยเม่ยแค่เป็นผู้ช่วยก็พอนะครับ” ชายหนุ่มบอกกับภรรยาอย่างอ่อนโยน“พี่ทำอาหารได้ด้วยเหรอคะ” หลินเม่ยเม่ยถามอย่างแปลกใจ“ทำได้สิ เวลาอยู่ในค่ายทหาร ทุกคนก็ถูกฝึกให้ทุกอย่าง รวมทั้งอาหารด้วย” เขายังคงตอบกลับมาอย่างอบอุ่น และลงมือจัดการกับวัตถุดิบที่ซื้อมาหลินเม่ยเม่ยไม่คิดว่าเธอจะได้สามีที่เก่งทั้งงานบ้านและงานนอกบ้าน แต่เพราะไม่ค่อยมีผู้ชายไหนทำงานบ้านให้ภรรยา เธอเลยรีบห้าม“พี่หยุดก่อน เดี๋ยวอาหารพวกนี้ฉันทำเองดีกว่า พี่ไม่ต้องทำหรอก เกิดลูกน้องพี่มาเห็นเข้า พวกเขาจะหัวเราะกันน่ะสิ พี่มีภรรยาแล้วแต่ยังต้องทำอาหารเอง พี่ไม่อายเหรอ”“
ความจริงที่รับไม่ได้เมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา ทั้งสองคนดูจะตกใจไม่น้อย แต่ไม่นานก็เรียกสติกลับมาได้ เฉินต้าเฟยรีบใส่กางเกงแล้วลุกขึ้นมา เขาฟาดมือไปที่ใบหน้าของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตนเองอย่างแรก ก่อนจะพูดเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาว่า“จะแหกปากโวยวายเสียงดังไปทำไม กลัวชาวบ้านแถวนี้ไม่รู้หรืออย่างไร รู้จักอับอายเสียบ้างสิ”หลินเพ่ยหรานน้ำตาซึมกับคำพูดนั้น เอามือขึ้นมากุมแก้มไว้และมองคนทั้งสองตรงหน้าด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะที่เธอจะเค้นเสียงออกมาอย่างเจ็บแค้นออกมา “รู้จักอับอายอย่างนั้นเหรอ คนที่ควรจะอับอาย น่าจะเป็นพี่กับผู้หญิงหน้าด้านคนนี้มากกว่านะ หรือเล่นคบชู้กันอย่างนี้ คงไม่มียางอายกันแล้วมั้ง”เธอด่าอย่างเจ็บแสบและชี้หน้าผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงพอได้ยินอย่างนั้น ลู่เซียวซินสลัดความรู้สึกตกใจออกไป เธอรีบแต่งตัวแล้วเดินขึ้นหน้ามา พร้อมกับพูดบางอย่างออกมา จนทำให้อีกฝ่ายหน้าชา“ว่าฉันเป็นชู้เหรอ หึ ความจริงคนเป็นชู้ควรจะเป็นเธอมากกว่านะ ไม่ใช่ฉัน เพราะฉันกับพี่ต้าเฟย เราอยู่กินกันฉันสามีภรรยากันมาตั้งนานแล้ว อยู่กันมานานจนพวกเรามีลูกด้วยกัน อย่าลืมนะว่าเธอเพิ่งแต่งเข้ามา คนที่ค
เธอไม่รู้ว่าทุกคนจะเหนื่อยกว่าที่นี่หรือเปล่า เพราะการเปิดร้านอาหารมันเหนื่อยมากเลยนะ ส่วนสามีของสหายอย่างพี่ตู้เซียว ก็ต้องแสร้งไปตีสนิทกับเฉินต้าเฟยเพื่อทำให้ฝ่ายนั้นเชื่อใจ แต่เรื่องที่เธอและสหายกำลังทำ พ่อกับแม่ของซูผิงเนี่ยนไม่รู้เรื่องด้วย“พวกเราไม่กลัวงานหนักหรอกนะ แต่เธอมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าพวกเราจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เธอ” ซูเผิงตอบและถามอย่างกังวล ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากไป แต่กลัวว่าไปแล้วจะสร้างปัญหาให้หลินเม่ยเม่ยมากกว่า“ฉันมั่นใจแล้วค่ะ ทุกคนที่นี่คือครอบครัวของฉัน เมื่อฉันได้ดี ดังนั้นทุกคนก็ต้องได้ดีด้วย” หญิงสาวยิ้มให้ทุกคน ก่อนจะพูดอีกว่า “แต่กว่าจะได้ดี เราอาจจะต้องเหนื่อยกว่าเดิมนะคะ เพราะพวกเราเปิดร้านอาหารไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ดีไม่ดีอาจจะเหนื่อยมากกว่าทำงานที่นี่เสียอีก” พูดจบเธอก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย“ถึงจะเหนื่อย แต่พวกเราก็จะสู้เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้านะเม่ยเม่ย ป้าเองก็จะทำงานจนกว่าจะหมดแรง และป้าดีใจมากนะที่พวกเราจะได้ไปอยู่ด้วยกัน ขอบใจมากนะเม่ยเม่ย”กุ้ยเจียงฟางพูดพร้อมกับปาดน้ำตาที่เกิดจากความดีใจออก เธอไม่สนหรอกว่าการที่ไปอยู่ในเมืองจะเหนื่อยกว่านี้ห
ย้อนกลับมาเหมือนกัน หลินเม่ยเม่ยไม่คิดว่าเรื่องจะมาถึงตรงนี้ ในใจก็คิดว่าเธอจะจัดการเรื่องต่อจากนี้อย่างไร หากยังไม่รู้ว่าใครกันคือคนที่ใส่ร้ายสามีเธอเมื่อชาติที่แล้ว และเมื่อคิดอะไรไม่ออก ก็ตัดสินใจไปที่หมู่บ้าน เพราะนัดกับซูผิงเนี่ยนและทุกคนไว้ เพื่อพูดคุยเรื่องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในเมืองส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน เขายังคงสืบหาข่าวของศัตรู แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เพราะตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว เลยไม่อยากให้เกิดปัญหาที่ต้องกระทบกับครอบครัว จึงต้องรีบจัดการให้จบเรื่องคราวนี้เขาจึงตัดสินใจใช้ลูกน้องจากกลุ่มใต้ดิน ถึงแม้จะรู้ว่าทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง แต่เขาจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก “เจ้านายต้องการให้พวกเราทำอะไร ก็บอกมาได้เลยครับ พวกเราพร้อมจะทำทุกอย่าง เพราะหากไม่ได้เจ้านายช่วยไว้ในครั้งนั้น คงไม่มีกลุ่มต้าเฟิงนี้ในวันนี้อีกแล้ว” ข่ายฉีที่ถูกเรียกตัวก็เดินเข้ามาทำความเคารพและพูดขึ้นมาอย่างจริงจัง เขาพร้อมที่จะทำงานให้อีกฝ่าย แม้ว่างานนั้นจะอันตรายจนอาจจะไม่มีชีวิตอีกต่อไปก็ได้“นายส่งคนไปติดตามผู้กองอี้สักหน่อยนะ ฉันต้องการรู้ว่าตอนนี้เขาติดต่อกับใครบ้างและกำลังทำอะไรอยู่
จากนั้นทั้งสองจึงนั่งปรึกษากัน ในเรื่องที่จะเปิดร้านขายอาหาร แต่จะเปิดร้านขายอะไรบ้างนั้น คงต้องดูทำเลที่ได้มาเสียก่อน แต่ทว่าตอนนี้หลินเม่ยเม่ยยังไม่เคยไปที่ห้องแถวนั้นเลย คงต้องรอสามีให้พาไปก่อน ถึงจะมาหาสหายอีกครั้งเพื่อพาไปดูร้านด้วยกันหลายวันต่อมา...หลินเม่ยเม่ยพอใจกับห้องแถวที่ครอบครัวสามีมอบให้ รวมถึงบ้านในเมืองด้วย ซึ่งแม้เมิ่งเย่อิงจะบอกว่านี่เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มอบให้พี่สะใภ้ แต่สำหรับเธอแล้ว กลับมองดูว่ามันเป็นบ้านหลังใหญ่พอสมควร การที่จะให้ครอบครัวของสหายอย่างซูผิงเนี่ยนมาอยู่ด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยล่ะและตอนนี้ในหมู่บ้านเริ่มมีข่าวลือว่า หลินเพ่ยหรานไม่ใช่ลูกสาวของหลินหาน แต่เจียงซื่อตั้งท้องมาก่อนที่จะแต่งเข้าบ้านหลิน เวลานี้เลยทำให้สองสามีภรรยาเริ่มมีปากเสียงกัน“นี่พี่ไม่ไว้ใจฉันหรือยังไง มันก็แค่ข่าวลือเท่านั้น” เจียงซื่อโต้เถียงออกมาอย่างไม่พอใจ เธอพยายามกำมือที่สั่นไหวแน่น เพื่อไม่ให้สามีเห็นถึงความกังวลใจของเธอ“ถ้ามันไม่มีมูลความจริง จะมีคนพูดเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน ฉันได้ยินชื่อของโม่ทังอยู่ในข่าวลือนั้นด้วย คนพวกนั้นบอกว่ามันเป็นพ่อของเพ่ยหราน เรื่องนี้
จัดการแม่เลี้ยงคนแรกหลังจากออกจากบ้าน เมิ่งเฟยเทียนไม่ได้เข้าไปในค่ายทหารอย่างที่บอกกับภรรยาและครอบครัว แต่มายังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ลูกน้องกำลังสังเกตการณ์อยู่ชายหนุ่มเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขาไม่อยากจะทำให้คนที่อยู่ด้านในบ้านร้างรู้สึกตัวก่อน“ผู้หมวด พวกมันอยู่ในนั้น” ลูกน้องรีบรายงานเสียงเบา“แล้วพอจะหาหลักฐานได้ไหม” ชายหนุ่มถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ใจก็ภาวนาว่าให้พวกมันทิ้งหลักฐานไว้สักหน่อย“ไม่น่าจะทิ้งไว้นะครับ ผู้กองอี้คล้ายกับเริ่มระวังตัวมาก ก่อนหน้านี้ก็คอยมองมาที่พวกผมซ่อนตัวอยู่ จนพวกผมต้องคอยหลบเป็นระยะ เกือบโดนจับได้เหมือนกันครับ”ลูกน้องรายงานเสียงเบา สายตาก็พยายามมองเพื่อให้เห็นด้านใน แต่เพราะไม่กล้าเข้าไปใกล้สักเท่าไร เลยยังไม่รู้ว่าคนที่มาพบกับผู้กองอี้เป็นใครกันแน่ แต่มองแล้วไม่น่าจะใช่คนดีสักเท่าไรเมิ่งเฟยเทียนได้แต่พยักหน้ารับรู้ เขาไม่ต้องการรออยู่ตรงนี้ เนื่องจากเรื่องตรงหน้าสามารถเปลี่ยนอนาคตของครอบครัวเขาได้ เขาเลยตั้งใจจะขยับเดินเข้าไปอีก แต่กลับถูกลูกน้องคนสนิทรั้งไว้“อย่าครับผู้หมวด สถานที่นี้อันตรายเกินไป ที่ผมให้อาเจ๋อส่งข่าวเพราะอยากบอกความคืบหน้







