Mag-log inในวันเดินทาง ขบวนรถม้าสองคันประดับประดาอย่างเรียบร้อยสมฐานะคุณหนูตระกูลใหญ่เคลื่อนตัวออกจากประตูจ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสวดมนต์ขอพรภายในวิหารหลัก เสิ่นซินหลิงเลือกที่จะปลีกตัวออกมาเดินชมบรรยากาศและรับลมธรรมชาติที่บริเวณลานระเบียงหินอ่อนด้านนอก เพื่อหลีกหนีรอยยิ้มจอมปลอมและสายตาชวนอึดอัดของน้องสาว โดยมีชุนฮวาเดินประกบติดคอยระแวดระวังภัยให้ทุกฝีก้าวสายลมเย็นโชยพัดกลิ่นของดอกไม้ป่าและกำยานจางๆ ช่วยให้ความตึงเครียดในใจของนางคลายลงไปได้บ้างเล็กน้อย พลางคิดว่าออกมาไหว้พระขอพรที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ช่วยให้จิตใจของนางสงบลงไปได้มากทว่าในขณะที่นางชื่นชมกับบรรยากาศที่เงียบสงบอยู่นั้น เสียงฝีเท้าและบทสนทนาของคนผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบสงบ“อารามแห่งนี้ร่มรื่นสมคำร่ำลือจริงๆ เจ้าค่ะท่านพี่ บรรยากาศเงียบสงบเช่นนี้ เหมาะกับการมาขอพรเรื่องทายาทสืบสกุลของพวกเรายิ่งนัก” เสียงหวานแหลมเจือความเย่อหยิ่งเล็กน้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างของสตรีในชุดผ้าไหมปักลวดลายงดงามหรูหรานางหนึ่งที่เดินเคียงคู่มากับบุรุษหนุ่มท่าทางเจ้าสำราญ ดวงตาของบุรุษผู้นั้นกวาดมองไปรอบกายด้วยแววตาเจ้าเล่ห์และเชื่อมหวานเสิ่นซินหลิงหันไปมองตามเสียงสนทนา เมื่อสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าของบ
ในวันเดินทาง ขบวนรถม้าสองคันประดับประดาอย่างเรียบร้อยสมฐานะคุณหนูตระกูลใหญ่เคลื่อนตัวออกจากประตูจวนมุ่งหน้าสู่อารามนอกเมืองตามกำหนดการที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ทว่าภายในใจของคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่นั้นกลับระอุไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเสิ่นซินหลิงนั่งหลังตรงอยู่บนเบาะนุ่ม มือเรียวบางกำชายแขนเสื้อแน่นด้วยความหวาดระแวงและระแวดระวัง นางคอยส่งสายตาหันไปมองนอกหน้าต่างรถม้าเป็นระยะ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนชุนฮวา สาวใช้คนสนิทที่นั่งอยู่เบื้องหน้าให้คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยรอบด้านอยู่ตลอดเวลา“ชุนฮวา เจ้าคอยจับตาดูให้ดี เราจะประมาทไม่ได้” คุณหนูตระกูลเสิ่นจากจวนแม่ทัพเอ่ยสั่งด้วยเสียงกระซิบ“เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะระวังตัวไม่ให้คลาดสายตาเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้พยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม มือเรียวแตะอยู่ที่ด้ามมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อเพื่อความอุ่นใจทว่ายิ่งเดินทางลึกเข้าไปใกล้เขตอารามมากขึ้นเท่าไร ความคาดการณ์ของสวี่เยว่หรานกลับดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปทีละน้อย สองข้างทางอุดมไปด้วยทัศนียภาพ
ณ ห้องรับรองชั้นสองของร้านธัญพืช ทันทีที่เห็นเสิ่นซินหลิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด สวี่เยว่หรานจึงรีบวางพู่กันลง ผายมือต้อนรับสหายสนิทด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“ซินหลิง ดูท่าทางเจ้าไม่ค่อยสู้ดีเลย มีเรื่องร้อนใจอันใดหรือ ถึงได้รีบร้อนมาหาข้าถึงที่นี่” การที่คุณหนูเสิ่นมาหาตนถึงสองวันติดเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลเสิ่นซินหลิงนั่งลงฝั่งตรงข้าม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมระอา“เยว่หราน เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อครู่นี้เสิ่นซูหนานจู่ๆ ก็มาหาข้าที่เรือน ทำทีเป็นสำนึกผิดแล้วเอ่ยปากชวนข้าให้เดินทางไปทำบุญขอพรให้ท่านปู่ที่อารามบนในอีกสองวันข้างหน้านี้ ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย น้องสาวของข้าไม่มีทางคิดทำดีโดยไม่มีจุดประสงค์แน่นอน แต่พอนางอ้างชื่อท่านปู่ ข้าเลยปฏิเสธไม่ได้... เจ้าว่านางกำลังคิดจะเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่” นางขมวดคิ้วแน่นขณะที่ระบายความกลัดกลุ้มออกมาคำบอกเล่าของสหายคนใหม่ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งทันที ประสบการณ์จากการอ่
ภายในห้องโถงรับรองของจวนแม่ทัพในยามสาย เสิ่นซูหนานนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทีที่พยายามปรับเปลี่ยนให้ดูอ่อนโยนและนอบน้อมที่สุด แม้ว่าในอกของนางเวลานี้จะร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความริษยาและความแค้นเคืองที่ยังคงสุมแน่นจากเหตุการณ์เมื่อวานซืนหลังจากที่นางระบายอารมณ์ใส่สาวใช้จนบอบช้ำ และจมอยู่กับความคิดอันบิดเบี้ยวว่าญาติผู้พี่อย่างเสิ่นซินหลิงกำลังร่วมมือกับสวี่เยว่หรานเพื่อหักหน้าและแย่งชิงทุกสิ่งไปจากนาง คุณหนูเสิ่นก็พลันเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาในหัว นางตั้งใจจะใช้แผนการขั้นเด็ดขาดเพื่อกำจัดญาติผู้พี่ให้พ้นทาง และทำลายชื่อเสียงของสตรีตรงหน้าให้ย่อยยับไปตลอดกาล ทว่าการจะหลอกล่อให้เสิ่นซินหลิงก้าวเข้าไปสู่หลุมพรางที่นางขุดไว้ จำเป็นต้องมีข้ออ้างที่แนบเนียนและไร้พิรุธเสียก่อนร่างระหงของเสิ่นซินหลิงในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนนั่งในตำแหน่งเจ้าบ้าน ดวงตาคู่สวยกวาดมองน้องสาวร่วมตระกูลด้วยแววตาเรียบนิ่งระคนระแวดระวัง นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้เยื่อใย“เจ้ามาหาข้าถึงเรือนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีธุระอันใดอีกเล่า”เสิ่นซูหนานรีบปรับสีหน้าให้ดูสำนึกผิด ดวงตาค
ในขณะเดียวกัน เสิ่นซินหลิงเพิ่งได้รับรายงานเรื่องความวุ่นวายภายในรถม้าเมื่อวานนี้จากบ่าวในจวน นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้างดงามฉายแววเหนื่อยหน่ายและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด“เอาแต่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน อารมณ์ร้ายขึ้นทุกวันจนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ”ชุนฮวาที่ยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู ท่านกำลังกังวลเรื่องของคุณหนูซูหนานหรือเจ้าคะ บ่าวเห็นท่านถอนหายใจหลายรอบแล้ว”เสิ่นซินหลิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาทอประกายความซับซ้อน “ข้าไม่ได้กังวลแค่ตัวนางหรอกชุนฮวา แต่ข้าเป็นห่วงสวี่เยว่หรานต่างหากเล่า”ชุนฮวาขยับเข้าไปใกล้ด้วยความงุนงง “เหตุใดท่านจึงไปเป็นห่วงคุณหนูสวี่เล่าเจ้าคะ นางเป็นฮูหยินน้อยจวนโหว เกี่ยวอะไรกับคุณหนูญาติผู้น้อง”“เจ้าลืมแล้วหรือว่านางเป็นคู่หมั้นของโหวซื่อจื่อ หากวันข้างหน้าเสิ่นซูหนานแต่งเข้าจวนโหวไปจริงๆ ด้วยความเจ้าคิดเจ้าแค้นและนิสัยพาลหาเรื่องของนาง เกรงว่าจวนโหวคงไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป และข้าเกรงว่าคุณหนูสวี่จะต้องเหนื่อยยากและลำบากใจในการรับมือกับคนอารมณ์ร้ายเช่นนี้”ในใจของเสิ
เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถม้าประจำจวนเสิ่นกั๋วกง ที่จอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ บรรยากาศภายในห้องโดยสารแคบๆ ก็อัดแน่นไปด้วยโทสะ เสิ่นซูหนานนั่งหอบหายใจสะท้าน ตัวสั่นเทาด้วยความแค้นเคืองที่สุมอกความคิดอันบิดเบี้ยวของหญิงสาวในตอนนี้ นางปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือแผนการอันชั่วร้ายของสวี่เยว่หราน ที่จงใจเชิญเสิ่นซินหลิงไปเพื่อเยาะเย้ยถากถางตน จงใจดึงญาติสนิทของตนไปเป็นพวกเพื่อตบหน้า และจงใจจุดไฟให้พี่น้องต้องแตกคอกัน“นังสารเลวสวี่เยว่หราน เจ้ามันรนหาที่ตายนัก” คุณหนูเสิ่นกรีดร้องออกมาลั่นรถม้า นางหันไปมองเสี่ยวซูที่นั่งหดหัวตัวลีบอยู่มุมรถม้าด้วยสายตาดุจดั่งปีศาจร้ายสาวใช้ตกใจจนหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนชิดผนังรถม้า “คุณหนู... มีอะไรหรือเจ้าคะ”“พวกไร้ประโยชน์ คอยเป็นภาระไม่เคยช่วยอะไรได้เลย!” เสิ่นซูหนานสติหลุดกระเจิง นางพุ่งเข้าใส่สาวใช้คนสนิทราวกับคนบ้า สองมือจิกทึ้งเส้นผมของเสี่ยวซูอย่างแรงแล้วกระชากจนศีรษะสั่นคลอน จากนั้นก็เงื้อมือขึ้นตบหน้าสาวใช้ผู้ภักดีฉาดใหญ่ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวภายในรถม้าแคบๆ“โอ๊ย! คุณหนู! อย่า







