เสียงฝีเท้าย่องเบาดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดพลางตัวสีดำสนิทปรากฏกายขึ้นในความมืดอย่างเงียบเชียบแท้จริงเขาคือองครักษ์เงาทำหน้าที่พาซังซังหลบหนีออกมาถึงเขตแดนเหนือของอาณาจักรซ่ง
เฉินฮ่าวชายหนุ่มผิวขาววัย24ปีเขาคือคนที่ท่านแม่มอบหมายให้ปกป้องซังซังด้วยชีวิต
ตัวละครซังซังนั้นคือลูกสาวของเจ้าลัทธิแสงสว่างแห่ง‘ป้อมปราการซางเหอ’อดีตพรรคฝ่ายธรรมะที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งยุคแต่หลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างตระกูล
เฉินฮ่าวรับหน้าที่ต้านศัตรูที่ไล่ฆ่าเด็กน้อยมาตลอดทางก่อนจะตามมาสมทบกับท่านหญิงน้อยในภายหลังเขาจำเป็นต้องปลอมตัวเป็นทหารในกองทัพชายแดนเพื่อปกป้องท่านหญิงตัวน้อยอย่างลับๆและทำหน้าที่คอยส่งข่าวสารและลอบรวบรวมกำลังพลพี่น้องที่เหลือรอดจากเหตุการณ์กวาดล้างภายใต้การควบคุมของท่านหญิงตัวน้อยวัย12ขวบที่มีสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมเกินวัยไปมากโข
“นายหญิงน้อย...”
องครักษ์เงาเอ่ยเสียงต่ำหลุบสายตามองพื้นพลางรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของศัตรูที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติให้แก่เด็กหญิงที่กำลังขะมักเขม้นนวดเส้นบะหมี่ไข่อย่างชำนาญ
ภาพดรุณีน้อยวัย12ปีอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนกำลังออกแรงกดและนวดแป้งบะหมี่ไข่บนโต๊ะไม้ด้วยความชำนาญขัดกับรูปร่างเล็กๆเป็นภาพเขาเห็นจนชินตาในใจของเขาก็ยังคงนึกทึ่งในตัวนายหญิงน้อยผู้นี้ไม่หาย
นับตั้งแต่เหตุการณ์กวาดล้างครั้งใหญ่ซานซานในร่างท่านหญิงน้อยก็ให้เฉินฮ่าวรวบรวมกำลังพลพี่น้องที่เหลือรอดอยู่อย่างเงียบเชียบ
“มีการเคลื่อนไหวผิดปกติของกองโจรขอรับ”
“ไม่กี่วันนี้มีกองพ่อค้าปริศนาขนเสบียงจำนวนมากออกจากเมืองและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อถึงบริเวณรังโจร”เสียงรายงานของเฉินฮ่าวดังแผ่วเบาทว่าหนักแน่น
“เหอะ!”
“พ่อค้าที่ไหนจะเสี่ยงขนเสบียงไปให้โจรเล่น!”
“คงเป็นกลอุบายของขุนนางชั่ว!”
“ที่หนุนหลังพวกมันเป็นแน่!”
ซังซังปัดเศษแป้งออกจากมือก่อนจะหันไปสั่งการเฉินฮ่าวที่รอรับคำสั่ง
“พี่เฉินฮ่าว...บอกพี่น้องของเรา”
“ให้จับตาดูสถาณการณ์เอาไว้ก่อน...”
“ไม่ต้องลงมืออะไรทั้งนั้น”
“หากข่าวรั่วไหล...”
“จะไม่เป็นผลดีต่อแผนการของเราในอนาคต”
“รับทราบขอรับนายหญิงน้อย!”
เฉินฮ่าวรับคำสั่งด้วยความเลื่อมใสก่อนจะแอบช้อนสายตามองไปยังถ้วยบะหมี่ที่เริ่มส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
อึก!
เสียงลอบกลืนน้ำลายลงคอขององค์รักษ์หนุ่มมากพร้อมกับเสียงครึกโครมจากบริเวณห้องโถงทำให้เฉินฮ่าวตื่นตัวด้วยสัญชาตญาณรีบกระโดดขึ้นไปซ่อนตัวบนหลังคาอย่างเงียบเชียบ
เสียงก้าวเท้าหนักหน่วงพร้อมออร่าความเกรี้ยวกราดอันคุ้นเคยดังขึ้นจากประตูครัวและเสียงฝีเท้าหนักแน่นในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทเดินตรงเข้ามานั่งดื่มชาตรงกลางบ้าน
“ซังซัง...”
“ทำเพิ่มอีกสักสองสามชามเถอะ...”
หนิงเชวียโผล่ใบหน้าบูดบึ้งเข้ามาในห้องครัวเพราะโมโหใส่บิดาบุญธรรมที่หักเบี้ยหวัดของเขาจนหมด!สาเหตุเพราะเขาฆ่าม้าเหงื่อโลหิตเพื่อประทังชีวิตตอนที่ถูกศัตรูล้อมไว้จนเกือบอดอาหารตายกันทั้งกองทัพในทะเลทรายรกร้างที่หญ้าสักต้นก็ไม่มีให้เห็น
พอรอดมากลับอ้างกฎงี่เง่ารังแกเขาซ้ำ!
“ทำเผื่อตาแก่หนังเหนียว!”
“อย่าลืมใส่พริกกับน้ำมันเยอะๆด้วยล่ะ”
“ตาแก่นั่นชอบกิน”หนิงเชียขมวดคิ้วยุ่งแต่ไม่ลืมที่จะใส่ใจรายละเอียดของที่บิดาบุญธรรมชอบ
ซังซังก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มนิ้วเรียวเล็กกลับเอื้อมไปจับฝ่ามือของเขาไว้อย่างอ่อนโยน
“นายน้อยอย่าเสียใจไปเลย!”
“แค่ถูกหักเบี้ยหวัดครึ่งปี...”
“ซังซังจะทำบะหมี่เลี้ยงท่านเองดีหรือไม่?”
หนิงเชียมองสบดวงหน้ากลมของหนูน้อยด้วยความเอ็นดูก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด
“หึ!หากบะหมี่ไม่อิ่มท้อง”
“ข้าจะเอาเจ้าไปขายแลกเนื้อหมู!”หนิงเชียหัวเราะเบาๆก่อนจะหยิกแก้มนุ่มนิ่มด้วยความรักและความเอ็นดู
ก่อนที่ร่างบางของซังซังในชุดผ้ากันเปื้อนเอาชามบะหมี่หอมฉุยมาวางไว้ตรงหน้าของท่านแม่ทัพเว่ยที่นั่งรออยู่ที่โถงกลางห้อง
แม่ทัพเว่ยรับชามบะหมี่หอมฉุยมาวางตรงหน้าก่อนจะใช้ตะเกียบไม้คีบเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มเข้าปากเคี้ยวคำโตจนเกิดเสียงซู้ดเส้นอย่างน่าอร่อย
“รสชาติถูกปากตาแก่อย่างท่านหรือไม่?”สายตาคมกริบมอง'บุตรบุญธรรม'ของตน
ที่กำลังพุ้ยเส้นบะหมี่ชามโตเข้าปากอย่างหิวโซก่อนจะใช้หลังมือเช็ดปากอย่างง่ายๆ
เจ้าเด็กบัดซบคนนี้...
นับวันยิ่งกำเริบเสิบสาน!
กล้าเรียกเขาว่า'ตาแก่'หน้าตาเฉย!
เขาถลึงตาใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าแทบอยากจะยกชามบะหมี่ทุ่มใส่หัวมันเสียจริง!
แต่คิดอีกทีก็เสียดายของอร่อย...
ยามที่เคี้ยวเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มที่ซดตามด้วยน้ำซุปร้อนๆรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมพอดีคำทำเอาท่านแม่ทัพพอใจไม่น้อย
“น่าเสียดาย...แม่ครัวฝีมือดีเยี่ยมเช่นนี้กลับต้องมาคอยเลี้ยงดูเจ้าเด็กหัวรั้นอย่างเจ้า!”
“หนูซังซังไปเป็นแม่ครัวส่วนตัวที่จวนเว่ยดีหรือไม่”ท่านแม่ทัพเอ่ยกับแม่ครัวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับเสียงที่เอ่ยกับบุตรบุญธรรม
“ข้าไม่ให้!ใครก็พาไปไม่ได้!”หนิงเชวียตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะแยกเขี้ยวใส่บิดาบุญธรรม
“ตาแก่!ท่านอย่าขโมยคนของข้า!"
“ฮ่าฮ่าหมาบ้าเช่นเจ้าเหตุใดจึงขี้หวงนัก!"ท่านแม่ทัพหลุดหัวเราะเสียงดังที่สามารถเย้าแหย่เด็กหนุ่มให้โมโหจนหน้าแดงได้สำเร็จ
บรรยากาศแห่งความผ่อนคลายบนโต๊ะอาหารมลายหายไปในพริบตาเมื่อแม่ทัพชรานำสารลับส่งมาให้แววตาขี้เล่นของทั้งสองพ่อลูกพลันแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง
ขณะที่ทั้งสองกำลังเครียดเรื่องแผนการรบและความเป็นความตายซังซังที่นั่งอยู่ตรงปลายโต๊ะกลับก้มหน้าก้มตาเงียบกริบ
นางพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดราวกับไม่มีตัวตนบนโต๊ะอาหารแต่หูสองข้างกลับกางรับข้อมูลอย่างตั้งใจ
ปราบโจร...เสี่ยงตาย...ไม่มีทัพหนุน...
คำเหล่านี้ดังก้องอยู่ในหัวของเด็กสาวหัวใจดวงน้อยร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มความกังวลและห่วงใยที่มีต่อหนิงเชวียจุกแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ท่านแม่ทัพเหลือบสายตาไปเห็นอาการผิดปกติของเด็กสาวที่นั่งเงียบกริบอยู่ปลายโต๊ะก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเผื่อผ่อนคลายบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
“ยามข้าออกศึกความตายเป็นเรื่องปกติของชายชาติทหาร”ท่านแม่ทัพเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
“ซังซังหากยามใดที่แม้แต่ข้าและหนิงเชวียไม่อยู่ปกป้องเจ้าจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร?”
“นายน้อยของเจ้าเป็นห่วงอนาคตของเจ้ามากเขาอยากให้ข้าส่งเสียเจ้าให้เรียนหนังสือ...”
“ยัยหนูซังซังเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ข้า...”เด็กหญิงยังคงสับสนกับข้อเสนอของท่านแม่ทัพ
“ข้าไม่เลี้ยงคนโง่ให้เปลืองข้าวสุก!”หนิงเชวียเอ่ยตัดบทพร้อมทั้งข่มขู่เด็กสาว
“ข้าเรียน!ข้าจะเรียนเจ้าค่ะ!”เมื่อเห็นทั้งท่านแม่ทัพและหนิงเชวียคาดคั้นซังซังก็รีบผงกหัวรับคำทันที
“ดี!”หนิงเชวียพยักหน้าอย่างพึงพอใจพลางหันไปทางท่านแม่ทัพ
“ท่านฟังไว้ด้วยนะหากนางเรียนไม่รู้เรื่องก็เป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ดี!”
“ไม่เกี่ยวกับว่านางโง่!”
แม่ทัพเว่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองเด็กหนุ่มที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอารมณ์ขึ้นลงราวกับพายุ
“นายน้อย...”ซังซังพึมพำเสียงแผ่วร่างกายยังคงสั่นสะท้อนด้วยความซาบซึ้ง
“เช็ดน้ำตาซะซังซัง”
“ต่อไปนี้เจ้าต้องตั้งใจเรียนรู้ใช่ไหม?”
หนิงเชวียพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าค่ะนายน้อย!ซังซังจะตั้งใจเรียน”
“จะทำให้นายน้อยภูมิใจในตัวข้า!”
เด็กสาวรีบใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาแห่งความตื้นตันบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ท่านแม่ทัพที่นั่งมองภาพตรงหน้าถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจในความสัมพันธ์และนิสัยอันแปลกประหลาดของเจ้าหนุ่มตรงหน้า
เจ้าลูกชายปากแข็งของข้า
หวังดีกับนางแท้ๆแต่ยังข่มขู่เขาไม่หยุด...
ณสำนักศึกษาไป๋ลั่ว
ซังซังสวมชุดนักศึกษาทรงหลวมสีฟ้าอ่อนที่หนิงเชวียให้อย่างดีในกระเป๋าผ้าบรรจุแท่นฝนหมึกและพู่กันชุดใหม่เอี่ยม
“ยืนเกร็งเป็นหินไปได้”เสียงของหนิงเชวียดังขึ้นจากข้างหลังของเธอก่อนที่มือหนาจะยื่นมือมาจัดเสื้อของนางให้เข้าที่เข้าทางเขาย่อตัวลงมาอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กสาวใบหน้าคมเข้มมีรอยยิ้มภูมิใจประดับอยู่
“นายน้อย...คนที่นี่มีแต่ตระกูลขุนนางทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ”ซังซังกระซิบเสียงแผ่วมือกุมสายกระเป๋าแน่น
“เจ้าอายที่เป็นสาวใช้ของข้าหรือ?”เขาขัดขึ้นพลางยื่นนิ้วไปเคาะหน้าผากนาง
“เข้าไปแล้วตั้งใจเรียน”
“ใครรังแกก็จดชื่อมันไว้แล้วกลับมาฟ้องข้า!”
“เจ้าค่ะ!”ซังซังพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจกับท่าทางของเขาเหมือนผู้ปกครองที่มาส่งลูกสาวเข้าเรียนอนุบาลเป็นครั้งแรก
“ท่านนายกองเว่ย...”
อาจารย์ผู้เฒ่าเพ่งมองเด็กสาวตัวเล็กผิวคล้ำในชุดนักศึกษาก่อนจะหรี่ตามองบุรุษหนุ่มในชุดดำที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆด้วยความสงสัย
“เด็กคนนี้คือสาวใช้ของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ซังซังที่ยืนอยู่ข้างๆกุมสายกระเป๋าแน่นนางเตรียมตัวจะก้มศีรษะยอมรับตามความจริงอย่างที่เคยทำมาตลอด
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากมือหนาก็ยื่นมาวางบนไหล่เล็กของนางเบาๆก่อนจะดันร่างของเด็กสาวขึ้นมายืนข้างกายอย่างทัดเทียม
“เรียนท่านอาจารย์...นางไม่ใช่สาวใช้”
คำพูดนั้นทำเอาทั้งอาจารย์และซังซังต่างชะงักเด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความตกใจดวงตาใสซื่อเบิ่งกว้างด้วยความงุนงง
หนิงเชวียไม่สนใจสายตาตะลึงเขาหันไปมองเด็กสาวข้างกายก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับอาจารย์ผู้เฒ่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“นางคือ‘น้องสาว’ของข้า...ซังซัง”
“นายน้อย...?”
ซังซังกระซิบเสียงสั่นเผลอดึงแขนเสื้อของเขาไว้แน่นหัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนจะหลุดออกมานอกอก
“อยู่ที่นี่เจ้าคือน้องสาวของข้า”
หนิงเชวียก้มลงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“บนโลกนี้ไม่มีใครต่ำต้อยกว่าใครและน้องสาวของหนิงเชวีย...ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าได้ทั้งนั้น”
อาจารย์ผู้เฒ่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองสลับระหว่างเด็กหนุ่มผู้แสนเย็นชากับเด็กสาวตัวน้อยก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยความเมตตาท่านอาจารย์ลูบเคราขาวช้าๆพลางพยักหน้า
“ดี...ดีมาก!”
“น้องสาวหนิงเชวีย...”
“จงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่าให้พี่ชายของเจ้าต้องผิดหวังล่ะ”
อาจารย์กล่าวอย่างอบอุ่นก่อนจะผายมือให้เด็กสาวเดินเข้าไปในสำนักศึกษา
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
ซังซังสูดหายใจเข้าลึกนางรีบย่อกายคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อมที่สุดเท่าชีวิตนี้เคยทำมา
เด็กสาวเดินสะพายกระเป๋าเข้าเรียนไปแล้วแต่หนิงเชวียยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนเขาเฝ้ามองตามแผ่นหลังเล็กๆอยู่หน้าประตูไม่ยอมห่าง
รอยยิ้มภูมิใจประดับอยู่ที่มุมปากคนปากแข็งผู้ซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อให้สาวน้อยได้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้…